อาการปวดในวัยกลางคน: ทำไมไม่ควรสรุปว่า ‘คิดมาก’ หรือ ‘แก่แล้วก็แบบนี้’
พอเริ่มก้าวเข้าสู่วัย 40 หรือ 50 ปี ร่างกายที่เคยลุยงานหนักมาได้ตลอดกลับเริ่มส่งเสียงประท้วงออกมาในรูปแบบของความเจ็บปวดที่อธิบายได้ยาก
บางคนเริ่มมีอาการไมเกรนถี่ขึ้น บางคนปวดตึงตามกล้ามเนื้อและข้อต่อทั่วร่างกาย หรือบางคนมีอาการปวดหน่วงบริเวณอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง แต่เมื่อตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเบื้องต้น ผลตรวจกลับยังไม่พบความผิดปกติที่ชัดเจน
และสิ่งที่มักตามมาจนทำให้คนฟังรู้สึกโดดเดี่ยวเสียยิ่งกว่าอาการปวดทางกาย ก็คือคำพูดจากคนรอบข้าง หรือแม้แต่เสียงที่เราเผลอใช้ตัดสินตัวเองว่า
“วัยนี้แล้วก็ปวดเมื่อยเป็นธรรมดา ทนเอาหน่อยเดี๋ยวก็ชิน” หรือ “ผลตรวจก็ปกตินี่นา ช่วงนี้เครียดหรือคิดมากไปเองหรือเปล่า?”
ในทางจิตวิทยาและการแพทย์สมัยใหม่ ความเจ็บปวดที่คุณกำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเสมอ แม้การตรวจเบื้องต้นจะยังหาคำอธิบายที่แน่ชัดไม่พบก็ตาม และไม่มีผู้หญิงคนไหนควรถูกสอนให้ก้มหน้าอดทนกับความทรมาน เพียงเพราะสังคมมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของอายุที่เพิ่มขึ้นค่ะ
มุมมองระดับโลกต่อ “อาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน” ที่ไม่ควรถูกมองข้าม
ประเด็นนี้ได้รับความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างมาก โดยในวันสตรีวัยทองโลก (World Menopause Day) เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา สมาคมวัยหมดประจำเดือนนานาชาติ (International Menopause Society หรือ IMS) ได้กำหนดหัวข้อหลักประจำปีว่า “Chronic Pain at Midlife” หรืออาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน
ข้อมูลจากรายงานวิชาการ (White Paper) ของ IMS ชี้ให้เห็นความจริงที่สำคัญมากว่า อาการปวดเรื้อรังในผู้หญิงวัยกลางคนยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม (Under-recognized) และได้รับการวินิจฉัยและการรักษาไม่เพียงพอ (Under-diagnosed and Inadequately Treated) ทั้งที่มีผู้หญิงวัยกลางคนราวครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับอาการปวดเรื้อรัง ตั้งแต่ไมเกรน ไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) ซึ่งเป็นภาวะปวดกระจายทั่วร่างกาย ไปจนถึงอาการปวดเชิงกรานเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมกัน
ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่า ช่วงก่อนหมดประจำเดือน (Perimenopause) อาจกินเวลาหลายปี และอาจส่งผลต่อสุขภาวะทั้งกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน นอนหลับยาก และอารมณ์เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม รายงานของ IMS ระบุว่า ปัจจุบันความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างวัยหมดประจำเดือนกับความเจ็บปวดยังมีช่องว่างที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก ดังนั้น เราจึงไม่ควรด่วนสรุปเหมารวมว่า อาการปวดทุกชนิดที่เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้เป็นผลมาจาก “ฮอร์โมน” เพียงอย่างเดียว
ทำไมไม่ควรโยนความปวดทุกอย่างให้ “ฮอร์โมน” หรือ “เรื่องคิดไปเอง”?
เมื่อเกิดอาการปวดเรื้อรังในวัยกลางคน กับดักที่พบบ่อยที่สุดมีอยู่สองทาง คือถ้าไม่โยนความผิดทั้งหมดให้ฮอร์โมนวัยทอง ก็มักจะโยนว่าเป็นเรื่องของสุขภาพจิตหรือความเครียดล้วน ๆ
การมองข้ามขั้นตอนการตรวจประเมินทางกายภาพเพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องของวัย อาจทำให้เราละเลยสาเหตุทางกายหรือสัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่ควรได้รับการรักษาเฉพาะทาง หากอาการปวดเพิ่งเริ่ม เปลี่ยนรูปแบบ รุนแรงขึ้น หรือมีไข้ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้อบวมแดงร้อน หรืออ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ ดังนั้น ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดเสมอคือการเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์อย่างรอบคอบ เพื่อค้นหาสาเหตุทางกายที่อาจซ่อนอยู่
ในอีกมุมหนึ่ง เมื่อแพทย์ระบุว่าความเครียดหรือการนอนไม่พอมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการปวด หลายคนมักแปลความหมายทันทีว่า “แปลว่าฉันคิดไปเองใช่ไหม?”
คำตอบคือ ไม่ใช่เลยค่ะ
ในทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาความเจ็บปวด ความเครียดสะสม คุณภาพการนอนที่ลดลง ความกลัวว่าการขยับตัวจะทำให้เจ็บซ้ำ และการคอยเฝ้าระวังอาการ ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถ “เร่งหรือลดระดับความไว” ของระบบประสาทในการรับรู้ความปวดได้จริง แต่การที่ระบบประสาทมีความไวเพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นเรื่องสมมติ
เมื่อสมองเรียนรู้ที่จะ “เฝ้าระวังความปวด”
ลองนึกภาพตามนะคะว่า เมื่อร่างกายของคุณต้องเผชิญกับอาการปวดซ้ำ ๆ ต่อเนื่องกันหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แถมในตอนกลางคืนยังนอนหลับไม่สนิท การนอนที่ไม่ดีอาจทำให้ไวต่อความปวดมากขึ้น และความปวดก็ทำให้นอนยากขึ้นอีก
เมื่อความปวดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางคนอาจเรียนรู้ที่จะคอยคาดการณ์และเฝ้าระวังความเจ็บปวด (Pain Hypervigilance) โดยไม่ทันรู้ตัว
สมองอาจเริ่มตั้งเรดาร์คอยสำรวจร่างกายตั้งแต่ลืมตาตื่นว่า “วันนี้จะปวดตรงไหนอีกไหม?” หรือพอจะก้มหยิบของ ร่างกายก็อาจเผลอเกร็งกล้ามเนื้อดักไว้ล่วงหน้าเพราะกลัวว่าจะเจ็บ การเฝ้าระวังและการเกร็งตัวแบบนี้อาจทำให้เรารับรู้ความปวดเด่นชัดขึ้น และทำให้ขยับตัวน้อยลงหรือระวังตัวมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ความปวดจึงอาจรบกวนชีวิตมากกว่าเดิมในบางคน
การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) ช่วยสนับสนุนการดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง?
ควบคู่ไปกับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์จากหลายสาขา การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) สามารถเข้ามามีบทบาทเป็นการดูแลเสริมที่อ่อนโยนและเป็นระบบ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดชั่วคราว และช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1. การปรับสมดุลด้านอารมณ์และการผ่อนคลาย (Emotion)
การพาร่างกายและจิตใจเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายในระดับลึก ช่วยลดระดับความตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติที่ค้างอยู่ในโหมดระแวดระวังภัย เมื่อใจและกล้ามเนื้อที่เกร็งสะสมค่อย ๆ คลายตัวลง จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของความรู้สึกรบกวนจากอาการปวดชั่วคราว และคืนความรู้สึกสงบปลอดภัยให้กับร่างกาย
2. การปรับมุมมองและความคิดอัตโนมัติต่อความรู้สึกทางกาย (Cognition)
ในระดับจิตใต้สำนึก กระบวนการนี้ช่วยให้คุณค่อย ๆ ปรับความสัมพันธ์ที่มีต่อความรู้สึกทางกายเสียใหม่ จากเดิมที่สมองคอยเฝ้าระวัง ตื่นตระหนก และปรุงแต่งภาพความกลัวล่วงหน้าว่าความปวดจะควบคุมไม่ได้ ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ รับรู้สัญญาณของร่างกายด้วยความเข้าใจที่นิ่งขึ้น และลดการขยายขนาดความทุกข์ทรมานในความคิด
3. การปรับรูปแบบพฤติกรรมและการฟื้นฟูในชีวิตประจำวัน (Behavior)
เมื่อความกลัวการเคลื่อนไหวและความตึงเครียดก่อนนอนลดลง จะช่วยสนับสนุนให้คุณค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ทั้งการขยับร่างกายด้วยความผ่อนคลายไม่เกร็งต้าน และการสร้างกิจวัตรการพักผ่อนก่อนนอนที่ช่วยให้หลับได้ลึกขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ
การฟังเสียงร่างกาย ไม่ใช่ความอ่อนแอ
อาการปวดในวัยกลางคนไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องจำใจยอมรับเพียงเพราะตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น และไม่ใช่หลักฐานว่าคุณเป็นคนคิดมากหรือจิตใจไม่เข้มแข็งพอ
การอนุญาตให้ตัวเองยอมรับว่า “ฉันกำลังรู้สึกปวด และฉันสมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม” คือจุดเริ่มต้นของการเคารพตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุทางกายอย่างละเอียด การจัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หรือการหาพื้นที่ปลอดภัยเพื่อผ่อนคลายระบบประสาทที่ทำงานหนักมาเนิ่นนาน
วันนี้ ลองวางคำตัดสินของผู้อื่นที่บอกให้ต้องอดทนลงสักครู่ แล้วหันมารับฟังสัญญาณจากร่างกายด้วยความเข้าใจและทะนุถนอม เพราะการดูแลทั้งกายและใจไปพร้อมกันอย่างสมดุล คือกุญแจสำคัญที่จะพาคุณก้าวผ่านช่วงวัยนี้ไปได้อย่างมั่นคงและสบายใจขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากอาการปวดและความกังวลเรื่องร่างกายกำลังรบกวนการนอนและชีวิตประจำวัน เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ เพื่อดูแลใจควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ ในจังหวะที่ปลอดภัยสำหรับคุณ