เมื่อความปวดไม่ยอมหาย: ทำความเข้าใจ Chronic Pain ไมเกรน และไฟโบรมัยอัลเจีย ผ่านมุมของระบบประสาท
ปุ้ยเดินออกจากห้องตรวจเป็นครั้งที่สี่ในปีนี้ พร้อมผลตรวจที่เขียนว่า “ปกติ” อีกครั้ง
เธอปวดไปทั้งตัวมาหลายเดือน ปวดเมื่อยลึกๆ แบบที่อธิบายได้ยาก ตื่นเช้ามาก็เหมือนไม่ได้นอนเพราะต้องทนปวดตัวทั้งคืน สมองล้าจนคิดงานไม่ออก แต่ทุกครั้งที่ไปหาหมอ ผลเลือดก็ปกติ เอกซเรย์ก็ปกติ จนคนรอบตัวเริ่มมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เพื่อนร่วมงานเคยพูดลอยๆ ว่า “หรือเธอแค่เครียดไปเองรึเปล่า” แถมคืนก่อน แฟนของเธอก็ถามเบาๆ ว่า “เธอคิดไปเองรึเปล่า”
คำถามพวกนั้นเจ็บกว่าอาการปวดที่เธอเสียอีก เพราะลึกๆ แล้วปุ้ยเองก็สงสัยตัวเองว่า “หรือเราจะบ้าไปเองจริงๆ”
ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังอยู่กับความปวดเรื้อรัง (Chronic Pain) ไม่ว่าจะเป็นไมเกรน ไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) หรืออาการปวดที่หาสาเหตุชัดเจนไม่เจอ บทความนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในระบบประสาทกันแน่ และขอเริ่มจากประโยคที่สำคัญที่สุดของทั้งบทความก่อนเลยว่า เราเชื่อว่าคุณปวดจริงๆ ไม่ได้คิดไปเอง และถึงแม้ว่าผลตรวจออกมาจะปกติ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่ได้ปวดจริงค่ะ
ความปวด ไม่ใช่มาตรวัดความเสียหายของร่างกายเสมอไป
หลายคนเข้าใจว่าความปวดคือสัญญาณตรงไปตรงมาว่า “ตรงนี้มีบาดแผล ปวดมากแปลว่าร่างกายเสียหายมาก” ซึ่งมันก็จริงในกรณีของอาการปวดเฉียบพลัน เช่น เวลาเดินเหยียบตะปูหรือแผลโดนไฟลวก
แต่วิทยาศาสตร์แขนงความปวดสมัยใหม่พบว่า ความปวดไม่ได้ถูก “ส่ง” ขึ้นมาจากเนื้อเยื่อตรงๆ แต่ถูก “สร้าง” ขึ้นโดยระบบประสาทและสมอง หลังจากประมวลข้อมูลหลายอย่างเข้าด้วยกัน พูดอีกอย่างคือ ความปวดเป็นผลลัพธ์ของการตีความของสมอง ไม่ใช่การอ่านค่าความเสียหายแบบเครื่องวัด และในภาวะปวดเรื้อรัง ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเจ็บปวด” กับ “ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับร่างกาย” มักแยกตัวออกจากกัน จนบางครั้งแผลหายไปนานแล้ว แต่ความปวดยังอยู่
ตรงนี้ต้องเน้นให้ชัดนะคะว่า การบอกว่าความปวดถูกสร้างขึ้นโดยระบบประสาท ไม่ได้แปลว่ามันปลอมหรือคุณแสแสร้งแกล้งทำ ตรงกันข้ามเลย มันคือความปวดที่เป็นจริงทุกประการ เพียงแต่ต้นตอของมันซับซ้อนกว่าการมีบาดแผลให้ชี้ได้
ลองนึกภาพเครื่องขยายเสียงที่ถูกเร่งวอลุ่มไว้สูงเกิน
อุปมาที่ช่วยให้เห็นภาพชัดที่สุดคือระบบเครื่องเสียงค่ะ
ปกติถ้าเราหรี่เสียงให้จนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ เสียงควรจะดังออกมาเบาๆ แต่ถ้ามีคนไปหมุนปุ่มวอลุ่มของเครื่องขยายเสียงขึ้นจนสุด เสียงกระซิบเดียวกันก็จะดังกระหึ่มจนสะดุ้ง พูดง่าย ๆ คือระบบขยายเสียงมันแรงเกินไป
ในภาวะปวดเรื้อรัง นักวิจัยพบกลไกที่เรียกว่า Central Sensitization (การไวเกินของระบบประสาทส่วนกลาง) ซึ่งก็คือภาวะที่ระบบประสาทถูกปรับให้ไวเป็นพิเศษ จนสัญญาณธรรมดาที่ไม่ควรจะเจ็บ กลับถูกขยายออกมาจนกลายเป็นความปวด นี่คือกลไกที่มีงานวิจัยรองรับพอสมควร และช่วยอธิบายว่าทำไมคนที่ปวดเรื้อรังถึงรู้สึกเจ็บจากสิ่งเร้าที่คนทั่วไปแทบไม่รู้สึก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยปวดเรื้อรังทุกคนจะอธิบายได้ด้วยกลไกนี้เพียงอย่างเดียว เพราะความปวดเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการที่มีหลายกลไกทำงานร่วมกัน ภาพทั้งหมดจึงยังมีรายละเอียดที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษากันต่อ ไม่ได้จบแค่เรื่องวอลุ่มเท่านั้น แต่หลักการเรื่องการขยายสัญญาณนี้เป็นแกนสำคัญที่ยอมรับกันกว้างขวางค่ะ
ไมเกรน ไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา
ไมเกรน (Migraine) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของภาวะที่มีรากทางระบบประสาทค่ะ มันไม่ใช่แค่อาการปวดหัวรุนแรง แต่เป็นภาวะทางระบบประสาทที่มีพื้นฐานทางชีววิทยาและพันธุกรรมเกี่ยวข้อง หลายคนมีอาการนำอย่างเห็นแสงวูบวาบ คลื่นไส้ หรือไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย
ความเครียดมักถูกพูดถึงในฐานะตัวกระตุ้นไมเกรนที่พบบ่อย ย้ำนะคะว่าเป็น “ตัวกระตุ้น” นะคะ ไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ความเครียดสัมพันธ์กับการกำเริบในหลายคน เช่นเดียวกับปัจจัยอื่นอย่างการอดนอน อาหารบางชนิด หรือฮอร์โมน แต่การเป็นไมเกรนไม่ได้แปลว่าจิตใจอ่อนแอ และตัวกระตุ้นของแต่ละคนก็ต่างกันไป สิ่งสำคัญคือไมเกรนมีแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่ได้ผล ทั้งยาบรรเทาอาการเฉียบพลันและยาป้องกัน การพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาจึงเป็นเสาหลักที่ไม่มีอะไรมาแทนได้
ไฟโบรมัยอัลเจีย ความปวดที่เคยถูกตั้งคำถามมานาน
ไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) คือภาวะที่อาการปวดกระจายทั่วร่างกาย ร่วมกับความอ่อนล้า ซึมเศร้า ปัญหาการนอน รวมไปถึงสมองล้าหรือคิดช้าลง
สิ่งที่ผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียจำนวนมากต้องเผชิญ นอกจากตัวอาการเอง คือการถูกตั้งคำถามว่าป่วยจริงหรือไม่ เพราะผลตรวจมักไม่พบความผิดปกติชัดเจนแบบโรคอื่น ในอดีตภาวะนี้จึงเคยถูกมองข้ามหรือถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรม แต่ความเข้าใจในปัจจุบันมองว่าไฟโบรมัยอัลเจียเกี่ยวข้องอย่างมากกับการที่ระบบประสาทส่วนกลางประมวลความปวดผิดปกติไป หรือก็คือภาวะวอลุ่มถูกเร่งสุดแบบที่เราคุยกันไปนั่นเอง นี่ไม่ใช่เรื่องของการคิดไปเองแน่นอนค่ะ และผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองหลายด้านร่วมกันไป ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม การดูแลการนอน การจัดการความเครียด และการรักษาทางการแพทย์ตามที่แพทย์แนะนำ
เส้นด้ายที่ร้อยทั้งสามภาวะเข้าด้วยกัน
แม้ทั้งสามภาวะจะต่างกันในรายละเอียด แต่มีเส้นด้ายร่วมที่น่าสนใจ คือบทบาทของระบบประสาทที่ไวเกินและการขยายสัญญาณความปวด และการที่ปัจจัยอย่างความเครียด การนอน และอารมณ์ เข้ามา “ปรับวอลุ่ม” ได้ ขอเน้นว่าปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวปรับระดับ ไม่ใช่ตัวสร้างโรคขึ้นมาจากความว่างเปล่านะคะ การเข้าใจแบบนี้เปิดประตูสำคัญ เพราะถ้าวอลุ่มถูกเร่งขึ้นได้ มันก็มีโอกาสถูกค่อยๆ หรี่ลงได้เช่นกัน
การสะกดจิตและแนวทางกายใจ ช่วยตรงไหน
ความปวดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด มีงานวิจัยรองรับค่อนข้างดีค่ะ มีการศึกษาทั้งในห้องทดลองและในผู้ป่วยจริงที่พบว่า การสะกดจิตสามารถช่วยลดการรับรู้ความปวดได้ในหลายบริบท และงานวิเคราะห์ที่รวบรวมหลายการศึกษาก็ชี้ไปในทางที่สนับสนุนการใช้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความปวดเรื้อรัง
หลักการทำงานสอดคล้องกับภาพวอลุ่มพอดี ถ้าความปวดถูกปรับระดับด้วยความสนใจ อารมณ์ และการตื่นตัวของระบบประสาท การสะกดจิตบำบัดก็ทำงานตรงจุดนั้น ด้วยการพาระบบประสาทเข้าสู่สภาวะสงบลึก และค่อยๆ ฝึกให้สมองปรับวิธีตอบสนองต่อสัญญาณความปวด
จุดที่ต้องพูดให้ชัดคือ การสะกดจิตบำบัดในภาวะเหล่านี้เป็นแนวทางเสริมที่ทำงานเคียงข้างการรักษาหลักจากแพทย์ ไม่ใช่ทางเลือกแทนกัน โดยเฉพาะไมเกรนและไฟโบรมัยอัลเจียที่มีแนวทางการรักษาทางการแพทย์เฉพาะอยู่แล้ว และเช่นเดียวกับความปวดเรื้อรังทั่วไป การดูแลที่ได้ผลที่สุดมักเป็นแบบหลายด้านประกอบกัน ไม่ใช่การฝากความหวังไว้ที่วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงลำพังค่ะ
กลับไปที่ปุ้ย
สิ่งที่ปุ้ยต้องการได้ยินในวันที่เดินออกจากห้องตรวจ ไม่ใช่คำถามว่า “มันอยู่ในหัวเธอรึเปล่า” แต่คือความเข้าใจว่าความปวดของเธอเป็นเรื่องจริง มีกลไกทางระบบประสาทรองรับ และการที่ผลตรวจปกติไม่ได้ลบล้างสิ่งที่ร่างกายเธอกำลังเผชิญ
และเมื่อเข้าใจว่าปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่วอลุ่มที่ถูกเร่งไว้สูงเกิน เส้นทางข้างหน้าก็ดูมีความหวังขึ้น เพราะหากระบบประสาทสามารถเปลี่ยนแปลงจนไวต่อความปวดได้ ก็มีเหตุผลที่จะคาดหวังว่าภายใต้การดูแลที่เหมาะสม การตอบสนองนั้นอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้เช่นกัน แม้จะต้องอาศัยเวลาและการดูแลหลายด้านร่วมกัน
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการอยู่กับความปวดเรื้อรังอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้เริ่มจากการพิสูจน์ว่าใครเจ็บจริงหรือไม่ แต่เริ่มจากการยอมรับว่าความปวดนั้นจริง แล้วค่อยๆ ทำงานกับระบบที่กำลังขยายมันอยู่ ทีละระดับ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าอยากเข้าใจว่าการไวเกินของระบบประสาทแสดงออกในระบบอื่นของร่างกายอย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ IBS และแกนลำไส้-สมอง เมื่อความเครียดส่งผลถึงระบบย่อยอาหาร หรือถ้าสงสัยว่าความวิตกกังวลส่งสัญญาณลงมาที่ร่างกายผ่านช่องทางใดบ้าง บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณกำลังอยู่กับความปวดเรื้อรังที่ไม่มีใครมองเห็น เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ