Questions, answered
with care
ก่อนเริ่มต้นการบำบัด
คุณมีสิทธิ์ที่จะเข้าใจทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน
นี่คือคำถามที่พบบ่อยที่สุด
จากผู้ที่
กำลังพิจารณาจะเริ่มต้น
About the therapy
Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy คือแนวทางการบำบัดที่มุ่งทำงานกับรูปแบบความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักมีรากมาจากประสบการณ์ การเรียนรู้ และการตีความที่สะสมอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก
ในระหว่างกระบวนการ ผู้รับการบำบัดจะอยู่ในสภาวะผ่อนคลายและมีสมาธิจดจ่อมากกว่าปกติ ทำให้สามารถสำรวจความคิด ความรู้สึก และรูปแบบภายในที่อาจไม่เคยสังเกตเห็นได้ชัดเจนในชีวิตประจำวัน
เป้าหมายของกระบวนการนี้ไม่ใช่การควบคุมจิตใจหรือการสั่งให้ทำตามคำแนะนำ แต่เป็นการช่วยให้รูปแบบความคิด ความรู้สึก และการตอบสนองในระดับจิตใต้สำนึกสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับสิ่งที่คุณต้องการอย่างแท้จริง
หลายครั้งผู้คนรู้ว่าควรทำอะไร แต่กลับพบว่าตนเองยังคงคิด รู้สึก หรือมีพฤติกรรมแบบเดิมซ้ำ ๆ แม้จะพยายามเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม กระบวนการสะกดจิตบำบัดจึงมุ่งทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในระดับที่ลึกกว่าความเข้าใจเชิงเหตุผล เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการของแต่ละบุคคล
กระบวนการบำบัดเริ่มต้นจาก Pre-Talk Session ซึ่งเป็นการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมาย และสิ่งที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลง รวมถึงเปิดโอกาสให้คุณสอบถามทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการบำบัดก่อนตัดสินใจเริ่มต้น
หลังจากนั้น โปรแกรมการบำบัดจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและสถานการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปหนึ่งคอร์สประกอบด้วย 4 Sessions ซึ่งแต่ละครั้งของการบำบัดจะเป็นการค่อย ๆ ทำงานกับรูปแบบความคิด ความรู้สึก และการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่คุณกำลังเผชิญ
ในระหว่างกระบวนการ คุณจะอยู่ในสภาวะผ่อนคลายในระดับลึก ซึ่งเป็นระดับที่จิตใต้สำนึกสามารถบันทึกข้อมูลใหม่ได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องฝืนหรือใช้ความพยายามตลอดเวลาเหมือนการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงมักไม่ได้เกิดขึ้นจากการบำบัดครั้งใดครั้งหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นผลจากการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เมื่อรูปแบบในระดับจิตใต้สำนึกเริ่มสอดคล้องกับสิ่งที่คุณต้องการมากขึ้น ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน
การให้คำปรึกษาและการสะกดจิตบำบัดไม่ใช่สิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นกระบวนการที่สามารถทำงานร่วมกันได้
การให้คำปรึกษามักช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดมองเห็นปัญหา เข้าใจสถานการณ์ของตนเอง และค้นพบแนวทางในการจัดการกับปัญหาได้ชัดเจนขึ้นในระดับความคิดและการตระหนักรู้
อย่างไรก็ตาม หลายคนพบว่าตนเองรู้แล้วว่าควรทำอะไร เข้าใจแล้วว่าปัญหาเกิดจากอะไร แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความรู้สึกหรือพฤติกรรมของตนเองได้ตามที่ต้องการ
Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำงานกับปัจจัยเหล่านั้น โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อให้ข้อมูลในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกสามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการบำบัดจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการสะกดจิตทันที แต่จะเริ่มต้นจาก Pre-Talk Session เพื่อทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมาย และแนวทางการทำงานร่วมกันก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระดับจิตใต้สำนึกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
ไม่ใช่ การสะกดจิตบำบัดไม่ใช่การควบคุมจิตใจ และไม่สามารถทำให้ใครทำในสิ่งที่ขัดต่อความเชื่อ ค่านิยม หรือความต้องการของตนเองได้
ในความเป็นจริง ผู้รับการบำบัดยังคงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว สามารถคิด ตัดสินใจ พูดคุย หรือเลือกที่จะไม่ตอบสนองต่อคำแนะนำใด ๆ ได้ตลอดเวลา
ภาพจำเกี่ยวกับการถูกควบคุมจิตใจมักมาจากการแสดงบนเวทีหรือสื่อบันเทิง ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างจากการสะกดจิตบำบัดโดยสิ้นเชิง
ในกระบวนการบำบัด บทบาทของผู้บำบัดไม่ใช่การควบคุมหรือสั่งการ แต่เป็นการช่วยสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อให้รูปแบบภายในของคุณค่อย ๆ สอดคล้องกับสิ่งที่คุณต้องการมากขึ้น
คนส่วนใหญ่ยังคงรู้ตัว รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และสามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการบำบัดได้ แม้จะอยู่ในสภาวะผ่อนคลายอย่างลึกก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนรู้สึกเหมือนกำลังนอนฟังอยู่ตลอดเวลา บางคนรู้สึกเหมือนกำลังฝันกลางวัน และบางคนอาจเผลอหลับไปในบางช่วงของกระบวนการ
การหลับระหว่างการบำบัดไม่ได้หมายความว่ากระบวนการจะไม่ได้ผล เนื่องจากตลอดช่วงต้นของการบำบัด ได้มีการสร้างเงื่อนไขและแนวทางการตอบสนองบางประการไว้แล้ว ขณะที่ระดับความรู้ตัวลดลง สมองยังคงประมวลผลข้อมูลและตอบสนองต่อกระบวนการเรียนรู้ในแบบของตนเอง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคุณรู้สึกตัวมากน้อยเพียงใด แต่คือการที่สมองและจิตใจอยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง
ไม่มีรูปแบบใดที่ถือว่า "ถูกต้องที่สุด" บางคนรู้ตัวตลอดกระบวนการ บางคนรู้ตัวเป็นช่วง ๆ และบางคนหลับในบางช่วง แต่ทั้งหมดสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดได้เช่นกัน
โดยทั่วไป การสะกดจิตบำบัดถือเป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและนุ่มนวล
ในระหว่างการบำบัด ผู้เข้ารับการบำบัดไม่ได้หมดสติโดยสิ้นเชิง หรือสูญเสียการควบคุมตนเอง หรือถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดกับความต้องการของตนเอง ทุกขั้นตอนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือ ความสมัครใจ และการมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการบำบัดอยู่เสมอ
หลายความกังวลเกี่ยวกับการสะกดจิตมักเกิดจากภาพจำที่ได้รับจากสื่อ ภาพยนตร์ หรือการแสดงบนเวที ซึ่งแตกต่างจากการสะกดจิตบำบัดอย่างมาก เนื่องจากเป้าหมายของการบำบัดไม่ใช่การควบคุมจิตใจ แต่เป็นการช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการของผู้เข้ารับการบำบัดเอง
ในความเป็นจริง ผู้คนจำนวนมากมักรู้สึกผ่อนคลาย สงบ หรือสบายใจมากขึ้นหลังจบการบำบัด และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการสะกดจิตบำบัดเพราะความกลัว แต่เป็นการเลือกเข้ารับการบำบัดกับผู้ที่มีความรู้ ความรับผิดชอบ และมีกระบวนการทำงานที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ
สำหรับแนวทางการทำงานของ NBRH เราไม่มีการใช้ยา สารเคมี หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ใด ๆ ระหว่างกระบวนการบำบัด ดังนั้นจึงไม่มีผลข้างเคียงทางกายภาพที่เกิดจากยา หรือความจำเป็นต้องพักฟื้นหลังการบำบัด
ผู้เข้ารับการบำบัดยังคงสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้ตามปกติ และหลังจบการบำบัดก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง หรือการขับรถกลับบ้านด้วยตนเอง
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ ประสบการณ์หลังการบำบัดมักคล้ายกับการรู้สึกผ่อนคลายหลังจากการพักผ่อน หรือการทำสปา มากกว่าการเข้ารับหัตถการทางการแพทย์ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว
ด้วยเหตุนี้ ผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่จึงสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันทีหลังจบการบำบัด
โดยทั่วไป Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy สามารถนำมาใช้กับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวล ความเศร้า ความเครียด ความกลัว ความโกรธ ความมั่นใจในตนเอง ความสัมพันธ์ การผัดวันประกันพรุ่ง การเสพติด พฤติกรรมที่ต้องการเปลี่ยนแปลง รูปแบบความคิดบางอย่างที่รบกวนการใช้ชีวิต ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปัญหานั้นคืออะไร แต่อยู่ที่เจ้าตัวต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นด้วยตนเองหรือไม่
การสะกดจิตบำบัดไม่ใช่การบังคับให้ใครเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถทำให้ใครทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการทำได้ กระบวนการนี้ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงมาจากความต้องการของเจ้าตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ บางครั้งปัญหาที่ดูซับซ้อนอาจเปลี่ยนแปลงได้ดี หากบุคคลนั้นมีแรงจูงใจที่ชัดเจน ขณะที่ปัญหาที่ดูไม่ซับซ้อนอาจเปลี่ยนแปลงได้ยาก หากเจ้าตัวยังไม่พร้อมหรือยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
หากคุณไม่แน่ใจว่าปัญหาที่กำลังเผชิญเหมาะกับการบำบัดหรือไม่ Pre-Talk Session จะเป็นโอกาสในการพูดคุย ประเมินความเหมาะสม และร่วมกันวางแนวทางเบื้องต้นก่อนเริ่มกระบวนการบำบัดให้กับคุณได้
ไม่ได้
Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์ และไม่ควรใช้ทดแทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำจากแพทย์
อย่างไรก็ตาม การสะกดจิตบำบัดสามารถใช้ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะในด้านของการจัดการความเครียด ความวิตกกังวล การผ่อนคลาย และการรับมือกับความเจ็บปวด ซึ่งปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนการใช้การสะกดจิตร่วมกับการดูแลทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ
สำหรับแนวทางการทำงานของ NBRH เป้าหมายหลักไม่ใช่การรักษาโรคทางกาย แต่เป็นการทำงานกับรูปแบบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ผู้เข้ารับการบำบัดกำลังเผชิญอยู่
ในหลายกรณี ผู้เข้ารับการบำบัดอาจพบว่าความเครียด ความวิตกกังวล ความคิดวนซ้ำ การนอนไม่หลับ หรือปัญหาทางอารมณ์บางอย่างดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังผ่านกระบวนการบำบัด แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการทดแทนการดูแลรักษาทางการแพทย์
ด้วยเหตุนี้ หากผู้เข้ารับการบำบัดกำลังอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เราแนะนำให้ดำเนินการรักษาตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นต่อไป และใช้ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเองควบคู่กันไปตามความเหมาะสม
ผลลัพธ์ของการบำบัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมและลักษณะเฉพาะของผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละคนด้วย
ปัจจัยสำคัญประการแรกคือ ความต้องการเปลี่ยนแปลงที่มาจากตัวผู้เข้ารับการบำบัดเอง ยิ่งเป้าหมายมีความชัดเจนและเป็นสิ่งที่เจ้าตัวต้องการอย่างแท้จริง กระบวนการก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ปัจจัยต่อมาคือ ความเปิดกว้างต่อการเรียนรู้และการมองสิ่งต่าง ๆ ในมุมใหม่ การเปลี่ยนแปลงมักเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเมื่อบุคคลนั้นพร้อมที่จะสำรวจความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเองโดยไม่รีบด่วนตัดสินและปิดกั้น
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างผู้บำบัดและผู้เข้ารับการบำบัด ซึ่งช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งกระบวนการ
นอกจากนี้ ความสามารถของระบบประสาทในการตอบสนองต่อภาพ ความรู้สึก และจินตนาการภายในก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณนึกถึงมะนาวแล้วรู้สึกน้ำลายสอ หรือนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างแล้วเกิดอารมณ์ตาม นั่นแสดงให้เห็นว่าระบบประสาทสามารถตอบสนองต่อประสบการณ์ภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งมักช่วยให้กระบวนการบำบัดดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้คนสองคนจะมีปัญหาคล้ายกัน ผลลัพธ์และระยะเวลาที่ใช้ก็อาจแตกต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละคนมีประสบการณ์ บุคลิกภาพ และระดับความพร้อมที่ไม่เหมือนกัน
แม้ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาได้หลากหลายรูปแบบ แต่ก็มีบางกรณีที่อาจยังไม่เหมาะสมหรือยังไม่พร้อมสำหรับกระบวนการบำบัดในขณะนั้น
กลุ่มแรกคือ ผู้ที่มีภาวะซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการรับรู้ การเรียนรู้ หรือความสามารถในการแยกแยะความเป็นจริง เช่น ภาวะสมองเสื่อมระยะรุนแรง ภาวะจิตเภทที่ยังมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนอย่างต่อเนื่อง หรือภาวะอื่น ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับกระบวนการบำบัดได้อย่างเพียงพอ
กลุ่มที่สองคือ ผู้ที่ถูกบังคับให้เข้ารับการบำบัด ทั้งจากครอบครัว คนรัก หรือบุคคลรอบตัว โดยที่ตัวเขาเองอาจจะยังไม่เห็นปัญหา ไม่ยอมรับซึ่งปัญหา หรือยังไม่มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง การบำบัดไม่สามารถบังคับให้ใครเปลี่ยนแปลงได้ และมักให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงมาจากความต้องการของเจ้าตัวเอง
กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่ยังไม่เปิดโอกาสให้ตนเองเรียนรู้หรือพิจารณามุมมองใหม่ ๆ เลย เนื่องจากกระบวนการบำบัดต้องอาศัยความร่วมมือและความยืดหยุ่นทางความคิดในระดับหนึ่ง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว หลายคนอาจยังไม่พร้อมในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต แต่พร้อมมากขึ้นในภายหลังเมื่อสถานการณ์ ความต้องการ หรือแรงจูงใจภายในเปลี่ยนแปลงไป
ข้อมูลส่วนตัวและเนื้อหาที่พูดคุยกันระหว่างกระบวนการบำบัดจะถูกเก็บเป็นความลับ
ผู้เข้ารับการบำบัดจำนวนมากเลือกพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในอดีต ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความกังวลส่วนตัว หรือเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนในชีวิต ดังนั้นการรักษาความเป็นส่วนตัวจึงเป็นหลักการสำคัญของกระบวนการบำบัด
ข้อมูลที่ได้รับจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำบัดและการออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคลเท่านั้น และจะไม่ถูกเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เข้ารับการบำบัด
เป้าหมายสำคัญของเราคือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เพื่อให้คุณสามารถพูดคุยและสำรวจปัญหาของตนเองได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตัดสินหรือถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดเผยต่อผู้อื่น
Getting started
จุดเริ่มต้นของทุกโปรแกรมคือ Pre-Talk Session
ในช่วงนี้ เราจะพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมาย และสิ่งที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลง รวมถึงตอบคำถามที่คุณอาจมีเกี่ยวกับกระบวนการบำบัด
หลังจากนั้นจึงร่วมกันประเมินว่า Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณหรือไม่ และควรวางแนวทางการทำงานอย่างไรต่อไป
หากตัดสินใจเริ่มต้นกระบวนการบำบัด โปรแกรมจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
ใช่ ทุกโปรแกรมจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วย Pre-Talk Session ก่อนเสมอ
เหตุผลสำคัญคือ กระบวนการบำบัดไม่ได้ถูกออกแบบในลักษณะสำเร็จรูป แต่เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนเริ่มต้น ผู้บำบัดจำเป็นต้องทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมาย ประวัติที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อกระบวนการบำบัด
แม้จะเป็นลูกค้าเก่าที่เคยเข้ารับการบำบัดมาก่อน หากกลับมาด้วยประเด็นหรือเป้าหมายใหม่ ก็ยังจำเป็นต้องมี Pre-Talk Session เช่นเดียวกัน เนื่องจากแต่ละปัญหามีรายละเอียด สาเหตุ และแนวทางการทำงานที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ Pre-Talk Session ยังเป็นโอกาสให้คุณได้ทำความเข้าใจกระบวนการบำบัด ซักถามข้อสงสัย และร่วมกันประเมินว่า Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy เป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ Pre-Talk Session จึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนก่อนเริ่มต้นการบำบัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบำบัดที่ช่วยให้โปรแกรมถูกออกแบบได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
จากประสบการณ์ในการทำงานบำบัด ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลจากรูปแบบความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นและทำงานซ้ำมาเป็นระยะเวลานาน
ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงมักต้องอาศัยกระบวนการที่ต่อเนื่องมากกว่าการบำบัดเพียงครั้งเดียว การบำบัดแต่ละ Session จะมีบทบาทและเป้าหมายที่แตกต่างกัน และเปิดโอกาสให้สมองได้เรียนรู้ ประมวลผล และปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างแต่ละช่วงของกระบวนการ
โปรแกรมจึงถูกออกแบบเป็น 4 Sessions เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอสำหรับการทำงานกับปัญหาในหลายระดับอย่างเป็นระบบ และช่วยให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีความมั่นคงและต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละคนมีเป้าหมาย ประสบการณ์ และระดับความซับซ้อนของปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นผลลัพธ์และจังหวะของการเปลี่ยนแปลงจึงอาจไม่เหมือนกันในแต่ละบุคคล
ผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละคนอาจมีรูปแบบการตอบสนองที่แตกต่างกัน บางคนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่บางคนอาจค่อย ๆ รับรู้ความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยตลอดกระบวนการ
จากประสบการณ์ในการทำงานบำบัด หลายคนมักเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของโปรแกรม เนื่องจากสมองต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ ประมวลผล และสร้างรูปแบบการตอบสนองใหม่
โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงมักปรากฏออกมาในลักษณะใดลักษณะหนึ่งต่อไปนี้
- ความถี่ของพฤติกรรม ความคิด หรืออารมณ์ด้านลบลดลง
- ระยะเวลาที่จมอยู่กับพฤติกรรม ความคิด หรืออารมณ์ด้านลบสั้นลง
- ความรุนแรงหรือความเข้มข้นของปฏิกิริยาทางอารมณ์ลดลง
ตัวอย่างเช่น บางคนอาจยังรู้สึกกังวลเหมือนเดิม แต่กังวลน้อยลง บางคนยังมีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นได้ แต่สามารถกลับมาสงบได้เร็วขึ้น หรือบางคนอาจพบว่าพฤติกรรมเดิมที่เคยเกิดขึ้นบ่อย เริ่มเกิดขึ้นน้อยลงโดยไม่ต้องพยายามฝืนตนเองมากเหมือนในอดีต
ทั้งนี้ ผลลัพธ์และจังหวะของการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ลักษณะของปัญหา ประสบการณ์เดิม และความพร้อมของแต่ละคน
โดยทั่วไป เราแนะนำให้แต่ละ session อยู่ห่างกันไม่เกิน 4 วัน
เหตุผลสำคัญคือ กระบวนการบำบัดอาศัยการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของสมองอย่างต่อเนื่อง การเว้นระยะห่างระหว่าง sessions มากเกินไปอาจทำให้ความต่อเนื่องของกระบวนการเรียนรู้ลดลง และทำให้การทำงานใน session ถัดไปไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร
การจัด sessions ให้ใกล้กันในระดับที่เหมาะสมจึงช่วยให้สมองมีโอกาสเรียนรู้ ประมวลผล และต่อยอดจาก session ก่อนหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถนัดหมายได้ตามช่วงเวลาที่แนะนำ กระบวนการบำบัดก็ยังสามารถดำเนินต่อได้ โดยผู้บำบัดจะพิจารณาปรับแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล
ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถเลือกเข้ารับบริการได้ทั้งที่ศูนย์ในกรุงเทพฯ หรือในรูปแบบออนไลน์ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
สำหรับการบำบัดในรูปแบบออนไลน์ จะมีการนัดหมาย Pre-Talk Session เพื่อพูดคุย ทำความเข้าใจปัญหา เป้าหมาย และวางแนวทางการบำบัดร่วมกันเช่นเดียวกับการเข้าพบที่ศูนย์
หลังจากนั้น ผู้เข้ารับการบำบัดจะได้รับไฟล์บำบัดตามลำดับของโปรแกรม พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการฟังและแนวทางการใช้งานในแต่ละช่วงของกระบวนการ
รูปแบบดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบำบัดแบบไลฟ์สด เช่น สัญญาณอินเทอร์เน็ตขัดข้อง การเชื่อมต่อหลุด หรือสิ่งรบกวนที่ไม่คาดคิด ซึ่งอาจทำให้กระบวนการถูกขัดจังหวะในช่วงสำคัญ
จากประสบการณ์ในการทำงานบำบัด ผลลัพธ์ที่ได้รับไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้ารับการบำบัดอยู่ที่ศูนย์หรืออยู่ที่บ้าน แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามแนวทางของโปรแกรมและการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมระหว่างการฟังไฟล์บำบัดมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง ผู้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัด หรือผู้ที่อยู่ต่างประเทศ จึงสามารถเข้ารับการบำบัดในรูปแบบออนไลน์ได้โดยไม่เสียประสิทธิภาพของกระบวนการ
During & after a session
ไม่จำเป็น
ผู้เข้ารับการบำบัดจำนวนมากคาดหวังว่าจะต้องรู้สึกผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ รู้สึกเหมือนถูกสะกดจิต หรือมีประสบการณ์บางอย่างที่แตกต่างจากปกติจึงจะถือว่าการบำบัดได้ผล แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ถูกวัดจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการบำบัดเสมอไป
เป้าหมายของ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy คือการทำงานกับรูปแบบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมในระดับจิตใต้สำนึก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าความรู้สึกระหว่างการบำบัด คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงหลังจากนั้น
หลายคนไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในทันที แต่เริ่มสังเกตเห็นในภายหลังว่าตนเองตอบสนองต่อสถานการณ์เดิมแตกต่างไปจากเดิม เช่น คิดน้อยลง กังวลน้อยลง ใจเย็นขึ้น หรือสามารถจัดการกับอารมณ์และพฤติกรรมบางอย่างได้ง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การที่คุณไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษระหว่างการบำบัด จึงไม่ได้หมายความว่ากระบวนการไม่ได้ผล สิ่งสำคัญคือการสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเองในช่วงเวลาหลังจากนั้นมากกว่า
ในหลายกรณี ยังคงได้ผล
ผู้เข้ารับการบำบัดจำนวนไม่น้อยเผลอหลับระหว่างการฟังไฟล์บำบัด โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะผ่อนคลายหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การเผลอหลับไม่ได้หมายความว่ากระบวนการบำบัดจะหยุดทำงานทันที
ในระหว่างการสะกดจิตบำบัด ระดับความรู้ตัวของเรามักสัมพันธ์กับการทำงานของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการคิด วิเคราะห์ และการตัดสินใจ เมื่อสมองส่วนนี้ลดระดับการทำงานลง เราอาจรู้สึกผ่อนคลาย ง่วง หรือแม้แต่หลับไปได้
อย่างไรก็ตาม สมองส่วนอื่น ๆ ยังคงสามารถทำงานต่อไปได้ตามเงื่อนไขที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการบำบัด ทำให้การเรียนรู้และการตอบสนองบางส่วนยังคงเกิดขึ้นได้ แม้ว่าผู้เข้ารับการบำบัดจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดทั้งหมดของการฟังได้ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ การเผลอหลับระหว่างการบำบัดจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ได้หมายความว่าการบำบัดจะไม่ได้ผล
สิ่งที่สำคัญกว่าการหลับหรือไม่หลับ คือการที่ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถติดตามและมีส่วนร่วมกับกระบวนการในช่วงต้นของการบำบัดได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการสร้างเงื่อนไขและกระตุ้นให้เกิดการจินตนาการตามคำแนะนำ เมื่อกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว การเผลอหลับในภายหลังจึงไม่ได้หมายความว่าการเรียนรู้และการตอบสนองของสมองจะหยุดลงทันที
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าปัญหานั้นยังคงมีปัจจัยที่คอยกระตุ้นหรือหล่อเลี้ยงอยู่หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากปัจจัยที่เป็นต้นเหตุของปัญหาไม่ได้ดำรงอยู่แล้ว หรือไม่มีสิ่งเดิมคอยกระตุ้นให้เกิดรูปแบบการตอบสนองแบบเดิมซ้ำอีก ผลลัพธ์จากการบำบัดก็มักคงอยู่ได้อย่างยาวนานหรืออาจถาวรได้
ในทางกลับกัน หากต้นเหตุของความเครียดหรือความทุกข์ยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้เข้ารับการบำบัดมีอาการซึมเศร้าจากการถูกนอกใจ แม้ว่าหลังการบำบัดอาการจะดีขึ้นแล้ว แต่คู่สมรสยังคงนอกใจซ้ำอยู่เรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วอาการเดิมก็อาจกลับมาได้อีกในอนาคต เนื่องจากยังคงมีปัจจัยภายนอกที่คอยกระตุ้นให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม การที่ปัจจัยกระตุ้นยังคงมีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จากการบำบัดจะหายไปทั้งหมด แต่หมายความว่าอาจมีโอกาสที่อาการบางส่วนจะกลับมาได้หากยังคงเผชิญกับสถานการณ์เดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการบำบัดทุกคนจะได้รับไฟล์บำบัดกลับไปใช้งานต่อด้วยตนเองอยู่แล้ว ดังนั้นหากอาการเดิมกลับมาอีกในอนาคตจากปัจจัยเดิม ๆ ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถกลับมาฟังไฟล์ดังกล่าวเพื่อทบทวนและเสริมกระบวนการบำบัดได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง
ในกรณีส่วนใหญ่ หากเป็นปัญหาเดิม ผู้เข้ารับการบำบัดมักไม่จำเป็นต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการใหม่อีกครั้ง
เนื่องจากหลังจบโปรแกรม ผู้เข้ารับการบำบัดจะได้รับไฟล์บำบัดกลับไปใช้งานต่อด้วยตนเองอยู่แล้ว จึงสามารถนำกลับมาฟังซ้ำได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เพื่อทบทวนและเสริมกระบวนการบำบัดในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ หากเวลาผ่านไปแล้วผู้เข้ารับการบำบัดรู้สึกว่าปัญหาเดิมกลับมารบกวนอีกครั้ง ก็สามารถกลับมาฟังไฟล์บำบัดเดิมได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเข้ารับการบำบัดใหม่ทุกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าหลายท่านที่กลับมาใช้บริการอีกครั้ง มักไม่ได้กลับมาด้วยปัญหาเดิม แต่กลับมาเพื่อทำงานกับเป้าหมายหรือประเด็นอื่น ๆ ในชีวิตที่ต้องการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
Booking & policy
การนัดหมายของ NBRH ดำเนินการผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น เพื่อให้สามารถพูดคุยรายละเอียดเบื้องต้นและจัดตารางนัดหมายได้อย่างเหมาะสม
ผู้ที่สนใจสามารถโทรศัพท์เข้ามาโดยตรง หรือกรอกข้อมูลและทิ้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้ในหน้า "ติดต่อเรา" จากนั้นทางเราจะติดต่อกลับเพื่อพูดคุยและดำเนินการนัดหมายต่อไป
ทั้งนี้ การส่งข้อมูลผ่านหน้า "ติดต่อเรา" ยังไม่ถือเป็นการยืนยันการนัดหมาย โดยจะมีการยืนยันวันและเวลานัดหมายอีกครั้งผ่านการพูดคุยทางโทรศัพท์
หากมีเหตุจำเป็น เหตุสุดวิสัย หรือเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถเข้ารับบริการตามวันและเวลาที่นัดหมายไว้ได้ ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถแจ้งขอเลื่อนนัดหมายได้อย่างแน่นอน หากแต่ทางเราต้องขอความกรุณาแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเมื่อไม่สะดวกเข้ารับบริการตามกำหนด เพื่อให้สามารถจัดการตารางนัดหมายได้อย่างเหมาะสมและดูแลผู้เข้ารับการบำบัดท่านอื่นได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถชำระค่าบริการได้ทั้งในรูปแบบเงินสดและการโอนเงิน
สำหรับการเข้ารับบริการที่ศูนย์ (On-site) ไม่จำเป็นต้องชำระเงินตั้งแต่ขั้นตอนการจองนัด โดยสามารถชำระค่าบริการในวันที่เข้ารับบริการได้
สำหรับการบำบัดในรูปแบบออนไลน์ (Online) จะต้องชำระค่าบริการก่อนการนัดหมาย จึงจะสามารถยืนยันวันและเวลานัดหมายได้
ในวัน Pre-Talk Session จะมีการชำระเฉพาะค่าบริการของ Pre-Talk Session เท่านั้น ส่วนค่าคอร์สบำบัดจะต้องชำระทั้งหมดในวันแรกของการเริ่มกระบวนการบำบัด
หลังจากชำระค่าคอร์สบำบัดเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมระหว่างกระบวนการบำบัด
ค่าบริการที่ชำระแล้วไม่สามารถขอคืนเงินได้ในทุกกรณี
เนื่องจากการให้บริการของ NBRH เป็นการจองเวลา การเตรียมการ และการออกแบบกระบวนการบำบัดให้เหมาะสมกับผู้เข้ารับการบำบัดแต่ละท่าน จึงไม่สามารถคืนค่าบริการได้หลังจากมีการชำระเงินแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถเข้ารับบริการตามวันและเวลาที่นัดหมายไว้ได้ ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถแจ้งขอเลื่อนนัดหมายได้ตามความเหมาะสม
ยังมีคำถามอื่นอยู่ในใจ?
หากมีคำถามเพิ่มเติม เรายินดีพูดคุยเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจแนวทางการบำบัดและตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ