การสะกดจิตช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงไหม — เมื่อความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว
โลกนี้มีคนบางคนที่ปวดหลังเรื้อรังมาหลายปี ตรวจทุกอย่างแล้วหมอบอกว่าทุกอย่างก็ปกติดี แต่ความเจ็บปวดก็ยังอยู่ค่ะ และก็มีบางคนที่รู้สึกว่าความเจ็บปวดจะรุนแรงขึ้นเป็นพิเศษในวันที่เครียดหรือกังวลด้วยนะคะ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่สมองสร้างและตีความขึ้นมาด้วย และนี่คือจุดที่ Pain Management หรือการจัดการความเจ็บปวดด้วยการสะกดจิตบำบัดเข้ามามีบทบาทค่ะ
ความเจ็บปวดไม่ได้มี “ศูนย์กลาง” เดียวในสมอง
หนึ่งในสิ่งที่งานวิจัยด้านประสาทวิทยาค้นพบและเปลี่ยนความเข้าใจให้กับผู้คนเรื่องความเจ็บปวดไปเลยคือ ในสมองของเราไม่มีจุดใดจุดหนึ่งที่เป็น “ศูนย์กลางความเจ็บปวด” เพียงจุดเดียวค่ะ แต่ความเจ็บปวดเกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองหลายส่วน ทั้งส่วนที่รับสัญญาณทางกาย ส่วนที่ประมวลผลอารมณ์ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดและความสนใจ
นั่นหมายความว่าความเจ็บปวดที่เรารู้สึกนั้นไม่ใช่แค่การอ่านค่าจากร่างกายตรงๆ แต่เป็นการตีความของสมองที่นำสัญญาณทางกายมารวมกับอารมณ์ ความกลัว ความทรงจำ และความสนใจในขณะนั้น นี่คือเหตุผลที่ความเจ็บปวดเดียวกันสามารถรู้สึกรุนแรงต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจในตอนนั้น
แล้วสมองเปลี่ยนการรับรู้ความเจ็บปวดได้อย่างไร
การศึกษาจากการถ่ายภาพสมองพบว่า ระหว่างการสะกดจิต มีการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้จริงในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความเจ็บปวด โดยเฉพาะ Anterior Cingulate Cortex (ACC) ซึ่งเป็นส่วนที่ประมวลผลด้านอารมณ์และความคิดที่เชื่อมโยงกับความเจ็บปวด รวมถึงบริเวณ Prefrontal Cortex และ Insular Cortex ด้วย
พูดง่ายๆ คือการสะกดจิตไม่ได้แค่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายเฉยๆ ค่ะ แต่มันเข้าไปทำงานกับกลไกที่สมองใช้ประมวลผลและควบคุมความเจ็บปวดโดยตรง เปลี่ยนวิธีที่สมองตีความสัญญาณ และปรับการตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อความเจ็บปวดนั้น Pain Management ด้วยการสะกดจิตบำบัดจึงไม่ใช่การลบความเจ็บปวดออกไป แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่สมองตอบสนองต่อมัน
สำหรับความเจ็บปวดเฉียบพลัน เช่น ความเจ็บปวดจากหัตถการทางการแพทย์หรือหลังผ่าตัดนั้นมีงานวิจัยยืนยันค่อนข้างชัดเจนค่ะ การทบทวนงานวิจัยที่รวบรวมการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมพบว่า การสะกดจิตบำบัดทางการแพทย์สามารถช่วยลดความเจ็บปวดเฉียบพลันได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังช่วยลดปริมาณการใช้ยากลุ่มมอร์ฟีนลงได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความหมายมากในยุคที่การพึ่งพายาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์เป็นปัญหาใหญ่
สำหรับ Chronic Pain หรืออาการปวดเรื้อรัง จะมีความซับซ้อนมากขึ้นสักหน่อย มีการทบทวนงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกและอาการปวดจากระบบประสาทเรื้อรัง ครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน พบว่าการสะกดจิตช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บปวดได้ในระดับปานกลาง โดยสิ่งที่น่าสนใจคือผลลัพธ์จะดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อทำการบำบัดต่อเนื่องตั้งแต่ 8 ครั้งขึ้นไป ในขณะที่การทำเพียงไม่กี่ครั้งให้ผลไม่ชัดเจนนัก
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยบางชิ้นก็พบว่าผลของการสะกดจิตต่อความเจ็บปวดเรื้อรังยังไม่สม่ำเสมอในทุกการศึกษา ซึ่งสะท้อนว่าความเจ็บปวดเรื้อรังเป็นภาวะที่ซับซ้อนและตอบสนองแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ปัจจัยหนึ่งที่มีผลคือความสามารถในการตอบสนองต่อการสะกดจิตของแต่ละคน ซึ่งไม่เท่ากัน
ทั้งนี้จากงานวิจัยที่ผ่านมาจะพบได้ว่าการสะกดจิตบำบัดเพื่อจัดการความเจ็บปวดมักได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลที่ครอบคลุม ไม่ใช่การใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ค่ะ ในต่างประเทศ Pain Management ด้วย Hypnotherapy ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพายาแก้ปวด ผู้ที่มีความเจ็บปวดที่เชื่อมโยงกับความเครียดและอารมณ์อย่างชัดเจน และผู้ที่พร้อมจะทำการบำบัดอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลที่ดีที่สุด
สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณจริงจากร่างกายเสมอ การสะกดจิตไม่ได้บอกว่าความเจ็บปวดนั้น “ไม่จริง” หรือ “คิดไปเอง” แต่ทำงานกับวิธีที่สมองประมวลผลและตอบสนองต่อสัญญาณนั้น เพื่อให้ความทุกข์ทรมานที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดลดลง
ที่ NBRH เรามองว่าความเจ็บปวดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความเชื่อมโยงระหว่างสมองกับร่างกายค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ และไม่ใช่แค่เรื่องของจิตใจ แต่เป็นทั้งสองอย่างที่ทำงานร่วมกันตลอดเวลา การทำงานกับรูปแบบการตอบสนองของสมองต่อความเจ็บปวดจึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ควบคู่ไปกับการดูแลทางการแพทย์ที่จำเป็น
หากอยากเข้าใจว่าทำไมความสนใจถึงส่งผลต่อความเจ็บปวด สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ” และถ้าอยากรู้ว่าการสะกดจิตบำบัดทำงานกับสมองในภาพรวมอย่างไร บทความ “การสะกดจิตบำบัดทำงานกับสมองอย่างไร” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความเจ็บปวดเรื้อรังกำลังบั่นทอนคุณภาพชีวิตของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ