ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ — และสมองกำลังทำสิ่งนั้นกับเราทุกวัน
มีคนที่กลัวเข็มฉีดยามากจนต้องหันหน้าไปทางอื่นทุกครั้งที่โดนเจาะเลือดค่ะ และมีคนที่จ้องเขม็งดูเข็มตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วถามว่าใครเจ็บกว่ากัน?
คนที่จ้องมักบอกว่าเจ็บกว่ามากค่ะ ทั้งที่เข็มขนาดเดียวกัน คนฉีดก็คนเดียวกัน และแขนเดียวกัน
สิ่งที่ต่างกันมีแค่อย่างเดียว คือ “ความสนใจ”
เคยสังเกตไหมคะว่า ตอนที่เรานั่งรอให้หมอถอนฟัน ความเจ็บยังไม่เกิดขึ้นเลย แต่ใจกลับเริ่มเจ็บไปก่อนแล้ว ยิ่งรอ ยิ่งจ้อง ยิ่งคิดว่า “เดี๋ยวมันจะเจ็บ” ความเจ็บก็เหมือนค่อยๆ ขยายขึ้น ทั้งที่เหตุการณ์จริงยังไม่เกิดขึ้นเลยค่ะ
นั่นคือสมองกำลังขยายการรับรู้ความเจ็บปวดผ่านสิ่งที่มันกำลังให้ความสนใจ
สมองขยายสิ่งที่มันจดจ่ออยู่
ในทางประสาทวิทยา ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่จุดที่ถูกกระตุ้นค่ะ แต่เกิดขึ้นที่สมองที่กำลังประมวลผลสัญญาณนั้น และยิ่งสมองให้ความสนใจกับสัญญาณนั้นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขยายการรับรู้ความเจ็บปวดให้รุนแรงขึ้นตามไปด้วย
นั่นคือเหตุผลที่หมอและพยาบาลที่เชี่ยวชาญมักชวนคนไข้คุยเรื่องอื่นระหว่างฉีดยาค่ะ เรื่องลูก เรื่องเที่ยว เรื่องฟุตบอล ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ขอแค่ให้ความสนใจพาออกไปจากจุดที่เข็มกำลังแทงเข้ามา มันไม่ใช่แค่มารยาท แต่เป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริงในการลดการรับรู้ความเจ็บปวดค่ะ
และความเจ็บปวดทางกายกับทางใจใช้สมองส่วนเดียวกัน
นักประสาทวิทยาพบว่าความเจ็บปวดทางกายและความเจ็บปวดทางอารมณ์ใช้เครือข่ายสมองบางส่วนร่วมกันค่ะ นั่นคือเหตุผลที่คำว่า “เจ็บใจ” ไม่ได้เป็นแค่สำนวน แต่สมองรับรู้มันในฐานะความเจ็บปวดจริงๆ
ดังนั้นหลักการ “ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ” จึงใช้ได้กับความทุกข์ใจด้วยค่ะ แต่ต้องระวังว่าสิ่งที่ทำให้ทุกข์ไม่ใช่การรับรู้ปัญหา แต่คือการวนอยู่กับปัญหาโดยไม่มีการเคลื่อนไหวไปสู่การแก้ไข นั่นคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Rumination ค่ะ ซึ่งต่างจากการคิดวิเคราะห์เพื่อหาทางออก
เมื่อจิตใจมีพื้นที่ ปัญญาก็กลับมาทำงานได้
นั่นคือเหตุผลที่การปล่อยวางมีความหมายค่ะ ไม่ใช่การหนีปัญหา และไม่ใช่การแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างโอเค
การปล่อยวางคือการพาความสนใจออกจากวงวน Rumination ชั่วคราว ไม่ใช่เพราะปัญหาหายไป แต่เพราะสมองหยุดส่งสัญญาณเตือนภัยตลอดเวลา จึงมีทรัพยากรเหลือพอสำหรับการคิด การวางแผน และการตัดสินใจค่ะ
ปัญหาที่ดูเหมือนไม่มีทางออกตอนที่เราจมอยู่กับมัน มักมีทางออกที่เห็นได้ชัดขึ้นมากเมื่อเราถอยออกมาหนึ่งก้าวค่ะ
แล้วถ้าพาใจออกมาไม่ได้ล่ะ?
นี่คือสิ่งที่หลายคนเผชิญอยู่จริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่บอกตัวเองว่า “อย่าคิดมาก” แล้วจะหยุดคิดได้ เพราะวงจร Rumination ที่วนซ้ำอยู่กับความทุกข์นั้นฝังอยู่ในระดับที่ลึกกว่าความตั้งใจค่ะ
กระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ของ NBRH ทำงานกับวงจรเหล่านั้นโดยตรงค่ะ ช่วยให้สมองเรียนรู้ที่จะไม่วนซ้ำอยู่กับสัญญาณเตือนภัยเดิม จนในที่สุดพื้นที่ว่างที่เคยถูกความทุกข์ยึดครองก็เริ่มเปิดออกได้เองค่ะ
ความเจ็บปวดเป็นสัญญาณจากสมองค่ะ แต่ความทุกข์ที่ยืดเยื้อ มักเกิดจากการที่สมองยังวนอยู่กับสัญญาณนั้นไม่รู้จบ
และเราอาจควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เสมอไป แต่เราสามารถช่วยให้สมองหยุดขยายมันได้ค่ะ
หากอยากเข้าใจว่าสมองจัดการกับความเจ็บปวดทางจิตใจในระดับจิตใต้สำนึกอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “การสะกดจิตคือการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก” และถ้าอยากรู้ว่าการสะกดจิตบำบัดทำงานกับวงจรความทุกข์เรื้อรังอย่างไรในเชิงวิทยาศาสตร์ บทความ “การสะกดจิตบำบัดทำงานกับสมองอย่างไร” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากใจของคุณติดอยู่ในวงวนของความทุกข์ที่พาตัวเองออกมาไม่ได้ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ