Habits & Behavioral Patterns · นิสัยและรูปแบบพฤติกรรม

การสะกดจิตบำบัดกับการลดน้ำหนัก: ช่วยได้จริงไหม และช่วยตรงไหนกันแน่

ก้อยลองลดน้ำหนักมาหลายวิธีแล้วค่ะ

ทุกครั้งที่เริ่มลดน้ำหนัก เธอคุมอาหารอย่างเข้มงวด แต่ทุกครั้งเธอจะจริงจังอยู่ได้แค่สองสามสัปดาห์ จนกระทั่งวันที่เธอต้องเจอกับเรื่องเครียด ๆ และจิตใจห่อเหี่ยว เธอก็ออกนอกโปรแกรมลดน้ำหนักแล้วกินตามใจตัวเองโดยบอกตัวเองว่า “ขอแค่วันนี้เท่านั้น” หลังจากนั้นเธอก็จะคิดว่า “จบเลย ออกนอกโปรแกรมคุมอาหารอีกแล้ว พังหมดแล้ว เราไม่มีวินัยเอาซะเลย”

พอรู้สึกว่า “พังแล้ว” ก้อยก็เลิกล้มความตั้งใจทั้งหมด แล้วกลับไปกินตามเดิม จนน้ำหนักและความรู้สึกเดิมๆ ก็วนกลับมา เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

น้ำหนักไม่ใช่เรื่องของวินัยล้วนๆ

เราได้ยินมานักต่อนักว่า การลดน้ำหนักตัวเป็นเรื่องของวินัยล้วนๆ แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมากค่ะ

น้ำหนักตัวได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือกำลังใจ ทั้งพันธุกรรม ระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน การนอน ความเครียด ยาบางชนิด รวมถึงสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิต การมองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวินัยเพียงอย่างเดียว จึงไม่ตรงกับความจริง แถมยังเป็นตัวเติมความรู้สึกผิดและความอับอายเข้าไปอีก ซึ่งงานวิจัยพบว่าความอับอายเรื่องน้ำหนักไม่ได้ช่วยให้คนดูแลตัวเองได้ดีขึ้น แต่กลับมักทำให้แย่ลง ตรงนี้ไม่ใช่การหาข้อแก้ตัวนะคะ แต่เป็นการวางปัญหาให้ตรงจุด เพื่อจะได้ดูแลมันได้อย่างที่มันเป็นจริงๆ

ทำไมการคุมอาหารแบบเข้มงวดมักย้อนกลับ

จุดที่หลายคนทำพลาดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว คือกลไกของการคุมอาหารแบบฝืนใจค่ะ

ลองนึกถึงหนังยางที่เราค่อยๆ ดึงให้ตึงขึ้นเรื่อยๆ นะคะ ยิ่งดึงแรงและตึงมากเท่าไหร่ พอถึงจุดที่มือหลุด มันก็ยิ่งดีดกลับแรงเท่านั้น การคุมอาหารด้วยการห้ามตัวเองอย่างเข้มงวดก็คล้ายกัน ยิ่งกดความอยากและจำกัดมันมากเท่าไหร่ ร่างกายและใจก็ยิ่งสะสมแรงดีดกลับ จนเมื่อถึงวันที่พลังใจหมดหรือเจอความเครียด แรงนั้นก็ดีดกลับมาในรูปของพฤติกรรมการกินที่ควบคุมได้ยาก

การดีดกลับนี้จึงไม่ใช่หลักฐานว่าคุณไร้วินัย แต่เป็นการตอบสนองที่เข้าใจได้เมื่อร่างกายและใจถูกจำกัดมากเกินไป และความคิดแบบ “ทั้งหมดหรือไม่มีเลย” ที่ว่า พลาดนิดเดียวเท่ากับพังทั้งหมด ก็ยิ่งเร่งให้วงจรนี้หมุนเร็วขึ้น เพราะมันเปลี่ยนการสะดุดเล็กๆ ให้กลายเป็นการล้มเลิกทั้งหมด พูดอีกอย่างคือ หลายคนไม่ได้ล้มเหลวในการลดน้ำหนัก แต่ติดอยู่ในวงจร “ติดๆ ดับๆ” หรือที่เรียกว่า Weight Cycling ซึ่งเป็นผลของการคุมแบบฝืนใจที่ยั่งยืนลำบาก

ความสัมพันธ์ระหว่างใจกับการกิน

อีกมุมที่สำคัญและมักถูกมองข้าม คือการกินของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความหิวของร่างกายเสมอไป หลายครั้งเรากินเพื่อตอบสนองอารมณ์ ทั้งความเครียด ความเศร้า ความเบื่อ หรือความเหงา แบบที่ก้อยกินเพื่อปลอบใจในวันที่ห่อเหี่ยว

การกินตามอารมณ์ (Emotional Eating) เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปและเข้าใจได้ เพราะอาหารสามารถมอบความสบายใจชั่วคราวให้กับเราได้จริง แต่เมื่อมันกลายเป็นทางออกหลักในการจัดการอารมณ์ มันก็มักไม่ได้แก้ที่ต้นตอ และนี่คือจุดที่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ผ่านคุมตัวเองให้เข้มงวดขึ้น แต่ผ่านการค่อยๆ ทำความเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการกินของเรา และหาวิธีดูแลอารมณ์เหล่านั้นด้วยหนทางอื่นควบคู่ไปด้วย

แล้วการสะกดจิตบำบัดช่วยตรงไหน

มาถึงคำถามหลักค่ะ และเราอยากตอบอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เพราะเรื่องการสะกดจิตกับการลดน้ำหนักเป็นพื้นที่ที่มีการโฆษณาเกินจริงอยู่มาก

ก่อนอื่นต้องบอกให้ชัดว่า การสะกดจิตบำบัดไม่ใช่เวทมนตร์ที่เผาผลาญไขมันหรือทำให้น้ำหนักลดเองโดยไม่ต้องทำอะไร และไม่ใช่สิ่งที่ใช้แทนการดูแลสุขภาพพื้นฐานหรือคำแนะนำทางการแพทย์ได้

จุดที่การสะกดจิตบำบัดพอมีบทบาทได้อย่างสมเหตุสมผล จึงไม่ใช่ที่ตัวเลขบนตาชั่งโดยตรง แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างใจกับการกิน เช่น การช่วยคลายการกินตามอารมณ์ (Emotional Eating) การเพิ่มความรู้ตัวขณะกินแทนการกินแบบตามใจปาก การคลายความเครียดที่มักผลักให้เรากินตามอารมณ์ และการค่อยๆ ปรับรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่พาเราเข้าวงจรเดิม โดยทำงานเป็นส่วนเสริมเคียงข้างการปรับพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่ใช่ทางลัดที่ใช้แทนกัน

จากประสบการณ์ในการดูแลผู้เข้ารับบริการ สิ่งที่มักพบคือ การสะกดจิตบำบัดช่วยได้ในระดับของการค่อยๆ เปลี่ยน “ความอยาก” จากภายใน มากกว่าการบังคับห้ามจากภายนอก เช่น ความอยากของทอดหรือของหวานที่ลดลงเอง ความอยากอาหารที่มีประโยชน์อย่างการเลือกแป้งและไขมันที่ดีขึ้น การกินผักและดื่มน้ำที่เพิ่มขึ้น การกินเป็นเวลามากขึ้น รวมถึงแรงจูงใจในการขยับร่างกายที่มากขึ้น จุดสำคัญคือเมื่อความอยากค่อยๆ เปลี่ยนจากข้างในเช่นนี้ การปรับพฤติกรรมก็รู้สึกเหมือนการถูกห้ามน้อยลง ซึ่งช่วยลดแรงดีดกลับแบบสปริงที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ และสำหรับบางคนที่เลือกใช้แนวทางอย่างการจำกัดเวลากิน (Intermittent Fasting หรือ IF) ด้วยตัวเอง การสะกดจิตบำบัดก็อาจช่วยให้รู้สึกหิวหรือโหยน้อยลงในช่วงที่งดกิน ทำให้ทำตามแนวทางที่ตนเลือกได้สบายขึ้น ทั้งนี้แนวทางการกินเฉพาะแบบใดควรเหมาะกับร่างกายและวิถีชีวิตของแต่ละคน และควรทำภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม

กรอบที่ดีต่อใจและร่างกายมากกว่า

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ เป้าหมายที่ยั่งยืนมักไม่ใช่การไล่ตามตัวเลขด้วยการลงโทษตัวเอง แต่เป็นการค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับอาหารและร่างกายของตัวเอง ผ่านการดูแลสุขภาพที่ทำได้จริงในระยะยาวและความเมตตาต่อตัวเอง มากกว่าการคุมเข้มสลับกับการโทษตัวเอง ทั้งนี้ ในผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน (Obesity) หรือมีโรคประจำตัว การดูแลเรื่องน้ำหนักควรทำร่วมกับแพทย์เป็นหลัก เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพในหลายมิติที่ต้องการการประเมินเฉพาะบุคคล

และมีเรื่องสำคัญที่อยากพูดด้วยความห่วงใยค่ะ หากความสัมพันธ์ของคุณกับอาหาร น้ำหนัก หรือรูปร่าง เริ่มสร้างความทุกข์อย่างมาก ครอบงำความคิดเกือบตลอดเวลา หรือมีรูปแบบการกินที่รู้สึกควบคุมไม่ได้ การพูดคุยกับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจัดการอยู่คนเดียว เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นสุขภาพที่สมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเปลี่ยนแปลงเรื่องน้ำหนักและการกินอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการฝืนคุมด้วยวินัยเหล็กจนดีดกลับ แต่เกิดจากการค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์ระหว่างใจ อารมณ์ และการกิน ให้ไม่ต้องพึ่งการห้ามและการลงโทษตัวเองอีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอยากเข้าใจว่าการดูแลอารมณ์โดยไม่กดข่มทำได้อย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ และถ้าเสียงในใจของคุณมักตัดสินตัวเองแรงในวันที่ทำได้ไม่ดี บทความเรื่อง Self-compassion ความเมตตาต่อตัวเองที่ไม่ใช่การเอาแต่ใจ อาจช่วยประคองใจในเส้นทางนี้ได้ค่ะ นอกจากนี้ ถ้าความรู้สึกไม่ดีพอของคุณผูกอยู่กับภาพลักษณ์และคุณค่าในตัวเอง ลองอ่าน การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) เมื่อเรามองตัวเองผ่านกระจกที่บิดเบี้ยว หรือถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมพลังใจอย่างเดียวมักไม่พอในการเปลี่ยนพฤติกรรม บทความ การผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ทำไมรู้ว่าต้องทำแต่ก็ยังไม่ลงมือ ก็ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดนิสัยและรูปแบบพฤติกรรม
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณเหนื่อยกับวงจรคุมเข้มแล้วดีดกลับซ้ำ ๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ