การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation): ทำไม “ควบคุมอารมณ์ให้ได้” อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง
ที่ทำงาน ปาล์มคือคนที่ใครๆ ก็ชมว่า “ใจเย็น” และ “นิ่ง” เสมอ
ลูกค้าจะเหวี่ยงแค่ไหน หัวหน้าจะเร่งงานขนาดไหน เธอก็ยิ้มรับและกลืนทุกความหงุดหงิดลงไปด้วยประโยคในใจว่า “ไม่เป็นไร อย่าไปคิดมาก อย่าทำเรื่องใหญ่” และเธอก็ภูมิใจที่ตัวเองเก็บอารมณ์เก่งเสียด้วยสิ
จนเย็นวันหนึ่ง หลังจากเธอกลับบ้านมาเหนื่อย ๆ แต่กลับเห็นจานที่แฟนกองไว้ในซิงก์โดยยังไม่ล้าง เท่านั้นแหละ ปาล์มกลับระเบิดอารมณ์ออกมาในระดับที่แรงจนตัวเองยังตกใจ เสียงดัง แถมเธอเผลอพูดอะไรแรง ๆ ออกมาจนเธอตกใจ และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยความรู้สึกผิดที่ท่วมท้น
“เราเป็นอะไรของเรา ทำไมคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลย” ปาล์มถามตัวเองด้วยความสับสน
ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบปาล์ม คือรู้สึกว่าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทั้งที่พยายามกดข่มมาตลอด บทความนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องการจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) ด้วยกันค่ะ และขอเริ่มจากมุมที่อาจพลิกความเข้าใจเดิมก่อนเลยว่า การจัดการอารมณ์ที่ดี ไม่ได้แปลว่าการกดข่มไม่ให้รู้สึกอะไรเลย และบ่อยครั้ง การพยายาม “ควบคุม” แบบที่ปาล์มทำ กลับเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเอง
การจัดการอารมณ์คืออะไรกันแน่
การจัดการอารมณ์ ในความหมายที่นักวิจัยใช้ คือกระบวนการที่เราส่งอิทธิพลต่ออารมณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกำลังรู้สึกอารมณ์แบบไหน เมื่อไหร่ เข้มข้นแค่ไหน และแสดงอารมณ์นั้นออกไปอย่างไร ย้ำนะคะว่า “ส่งอิทธิพล” ไม่ใช่ “กำจัด” เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้เราไม่มีอารมณ์ หรือนิ่งสงบตลอดเวลา
จุดสำคัญที่อยากให้เห็นคือ อารมณ์ไม่ใช่ศัตรู มันคือข้อมูลและพลังงานที่กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา ความโกรธอาจกำลังบอกว่ามีเส้นบางอย่างถูกล้ำ ความกลัวอาจกำลังเตือนภัยถึงบางสิ่ง การจัดการอารมณ์ที่ดีจึงไม่ใช่การปิดปากผู้ส่งสารเหล่านี้ แต่คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและนำพลังของมันไปในทิศทางที่เราเลือก
ลองนึกถึงการขี่ม้านะคะ ม้าเป็นสัตว์ที่มีพลังมหาศาล เป้าหมายของคนขี่ที่ดีไม่ใช่การทำร้ายมันหรือขังมันไว้ในคอกให้หมดแรง ซึ่งเปรียบได้กับการกดข่มอารมณ์ และก็ไม่ใช่การปล่อยให้ม้าลากเราไปไหนต่อไหนก็ได้จนเราตกม้า ซึ่งเปรียบได้กับการถูกอารมณ์ท่วมท้นจนทำอะไรลงไปโดยไม่ทันคิด แต่คือการค่อยๆ เรียนรู้ที่จะขี่มัน ทำงานร่วมกับพลังของมัน และประคองทิศทางไปด้วยกัน
ทำไมการข่มอารมณ์ถึงมักย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง
งานวิจัยด้านการจัดการอารมณ์พบว่า การข่มการแสดงออกทางอารมณ์ โดยเฉพาะการกดอารมณ์เอาไว้ซ้ำๆ จนกลายเป็นรูปแบบประจำ มักสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่กว่า แต่กระนั้นแล้วการกดอารมณ์ไว้ชั่วคราวในบางสถานการณ์ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นและเหมาะสม เช่น แพทย์ห้องฉุกเฉิน นักดับเพลิง หรือตำรวจที่ต้องตั้งสติรับมือเหตุการณ์เฉพาะหน้าก่อน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การกดชั่วคราวในจังหวะที่จำเป็น แต่อยู่ที่การกดอารมณ์จนกลายเป็นนิสัย เพราะการกดอารมณ์ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกข้างในหายไป เรายังรู้สึกมันอยู่เท่าเดิม และในหลายกรณีอารมณ์ที่ถูกกดก็ไม่ได้หายไปไหน แต่สะสมแรงดันไว้รอเวลาที่จะระเบิดออกมาในจังหวะที่เราไม่ได้ตั้งใจ
ยอมรับอารมณ์ ไม่ใช่ยอมแพ้ให้อารมณ์
ถ้าการกดข่มไม่ใช่คำตอบ หลายคนอาจกลัวว่าทางที่เหลือคือการปล่อยให้อารมณ์พาไปทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ ไม่ใช่ค่ะ เพราะจริงๆ แล้วมีทางสายกลางอยู่ค่ะ นั่นคือการยอมรับอารมณ์ (Emotional Acceptance)
จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ การ “ยอมให้อารมณ์มีอยู่” ไม่เหมือนกับการ “ปล่อยให้อารมณ์ควบคุม” การยอมให้อารมณ์มีอยู่ คือการรับรู้และเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้น โดยไม่รีบผลักมันออกและไม่ตัดสินตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น ในขณะที่เรายังเลือกได้ว่าจะลงมือทำอะไรต่อ ส่วนการปล่อยให้อารมณ์เข้ามาควบคุมเรา คือการที่ความรู้สึกกลายเป็นคนตัดสินใจแทนเราไปทั้งหมด การยอมรับจึงอยู่ตรงกลางระหว่างการต่อสู้กดข่มกับการถูกลากไป
แนวทางบำบัดสมัยใหม่หลายแบบ ทั้ง ACT, DBT, Emotion-Focused Therapy และแนวทางแบบ Mindfulness ต่างให้ความสำคัญกับการยอมรับอารมณ์เป็นแกนหลัก เพราะสิ่งที่พบตรงกันคือ อารมณ์ที่เรายอมให้มันมีอยู่และไหลผ่าน มักคลี่คลายไปได้เองตามเวลา ในขณะที่อารมณ์ที่เราสู้และพยายามผลักออกตลอด กลับมักฝังแน่นและอยู่นานกว่าเดิม เปรียบกับม้าอีกครั้ง การยอมรับก็คือการนั่งอยู่กับม้าที่กำลังตื่น รับรู้ว่ามันมีพลังอยู่ตรงนั้น โดยไม่เฆี่ยนให้มันสยบและไม่ปล่อยให้มันควบไป ก่อนจะค่อยๆ ประคองทิศทางไปด้วยกัน
วิธีจัดการอารมณ์ที่ได้ผลกว่าการกดข่ม
เมื่อเข้าใจว่าการกดข่มไม่ใช่คำตอบ เราก็มีเครื่องมืออื่นที่ทำงานได้ดีกว่าค่ะ
อย่างแรกที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังคือการเรียกชื่ออารมณ์ที่กำลังรู้สึก หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า Affect Labeling งานวิจัยพบว่าการแปลความรู้สึกออกมาเป็นคำ เช่น การบอกตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังโกรธ” หรือ “ฉันกำลังกังวล” ช่วยลดความเข้มข้นของอารมณ์นั้นลงได้ เหมือนการที่เรามองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดขึ้น แทนที่จะถูกมันกลืน
อย่างที่สองคือการมองสถานการณ์ในมุมใหม่ หรือการตีความเหตุการณ์เสียใหม่เพื่อเปลี่ยนน้ำหนักทางอารมณ์ของมัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่งานวิจัยพบว่ามักให้ผลดี เพราะมันทำงานตั้งแต่ต้นทางก่อนที่อารมณ์จะก่อตัวเต็มที่ ทั้งนี้ต้องบอกไว้ด้วยความแฟร์ว่า การมองมุมใหม่ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ ในเรื่องที่เป็นความอยุติธรรมจริงๆ การพยายามตีความให้มันดูโอเค อาจกลายเป็นการหลอกตัวเองหรือกดความรู้สึกที่ควรได้รับการรับฟัง ความยืดหยุ่นในการเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับสถานการณ์จึงสำคัญกว่าการมีสูตรตายตัว
และอย่างที่สามสำหรับจังหวะที่อารมณ์พุ่งสูงเฉียบพลัน คือการดูแลที่ร่างกาย เพราะอารมณ์กับร่างกายเชื่อมกันแน่น การหายใจช้าๆ โดยเฉพาะการหายใจออกให้ยาว ช่วยส่งสัญญาณให้ระบบประสาทค่อยๆ ผ่อนการตื่นตัวลง เปิดพื้นที่ให้สมองส่วนคิดกลับมาทำงานได้อีกครั้ง
หน้าต่างที่เรายังรับไหว และทักษะที่ฝึกได้
มีแนวคิดหนึ่งที่ช่วยให้เห็นภาพ เรียกว่าหน้าต่างแห่งการรับมือ (Window of Tolerance) คือเราทุกคนมีโซนหนึ่งที่เรายังอยู่กับอารมณ์และคิดได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อถูกผลักเกินขอบหน้าต่างนั้น ไม่ว่าจะพุ่งขึ้นจนท่วมท้นหรือดิ่งลงจนชาและปิดตัว ความสามารถในการจัดการอารมณ์และการคิดก็จะลดลง ทักษะที่เราคุยกันมาช่วยพาเรากลับเข้ามาในหน้าต่างนี้ และเมื่อฝึกไปเรื่อยๆ หน้าต่างนั้นก็ค่อยๆ กว้างขึ้นได้
และที่อยากย้ำคือ การจัดการอารมณ์เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่นิสัยที่ติดตัวมาแล้วเปลี่ยนไม่ได้ หลายคนที่จัดการอารมณ์ได้ยาก มักไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะนี้มาตั้งแต่เด็ก การที่เรายังทำได้ไม่ดีจึงไม่ใช่ความบกพร่องของตัวตน แต่เป็นทักษะที่เริ่มฝึกเมื่อไหร่ก็ยังไม่สาย
การสะกดจิตบำบัดเข้ามาช่วยตรงไหน
เพราะการจัดการอารมณ์เกี่ยวข้องกับการตื่นตัวของระบบประสาทและรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดจึงพอมีบทบาทช่วยได้ค่ะ โดยมันมุ่งทำงานในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผล ทั้งการช่วยคลายการตื่นตัวเรื้อรังของระบบประสาท และการค่อยๆ ปรับรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติ เช่น การพุ่งของอารมณ์ที่เร็วเกินจะทัน หรือนิสัยการกดข่มที่ทำมานานจนเป็นอัตโนมัติค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการจัดการอารมณ์ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้นิ่งสงบตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้และมักย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง แต่เกิดจากการค่อยๆ ฝึกให้ระบบประสาทและใจรู้จักอยู่กับอารมณ์ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าอยากเข้าใจว่าความวิตกกังวลและการตื่นตัวส่งสัญญาณลงมาที่ร่างกายอย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล หรือถ้าสงสัยว่าอารมณ์เกี่ยวข้องกับการผัดวันประกันพรุ่งอย่างไร บทความเรื่อง การผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) ทำไมรู้ว่าต้องทำแต่ก็ยังไม่ลงมือ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากอารมณ์ที่กดไว้นานเริ่มระเบิดออกในจังหวะที่ไม่ได้ตั้งใจ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ