Self-Esteem · คุณค่าในตนเอง

Self-compassion คืออะไร — ทำไมการใจดีกับตัวเองไม่ใช่การเอาแต่ใจตัวเอง

ในห้องประชุมแห่งหนึ่งตอนบ่ายสามโมง เจนเพิ่งพรีเซนต์งานจบ และเธอรู้ตัวดีว่าพลาดไปหนึ่งจุด ตัวเลขในสไลด์ที่สิบสามเป็นตัวเลขของไตรมาสที่แล้ว ลูกค้าทักขึ้นมากลางห้อง หัวหน้าช่วยกู้สถานการณ์ให้ ประชุมจบลงด้วยดี ทุกคนแยกย้าย

แต่สำหรับเจน มันไม่จบค่ะ

“โง่มากเจน โง่จริงๆ เช็คตั้งสามรอบยังพลาด แบบนี้ใครเขาจะไว้ใจให้ทำโปรเจกต์ใหญ่” เสียงในหัวเริ่มทำงานตั้งแต่เดินออกจากห้องประชุม มันกระซิบบ่นเธอต่อเนื่องไปจนถึงมื้อเย็นทำเอาเธอกินข้าวไม่ค่อยลง และยังบ่นต่อไปยันตอนที่เธอนอนมองเพดานตอนตีหนึ่ง ฉายภาพหน้าลูกค้าตอนทักเธอซ้ำไปซ้ำมา

ทีนี้ลองนึกภาพว่า ถ้าคนที่พลาดวันนั้นไม่ใช่เจน แต่เป็นเพื่อนสนิทของเธอที่โทรมาเล่าให้ฟังด้วยเสียงสั่นๆ เจนจะพูดกับเพื่อนแบบเดียวกับที่พูดกับตัวเองไหมคะ

แทบจะแน่นอนว่าไม่ เธอคงบอกเพื่อนว่า ใครๆ ก็พลาดกันได้ เธอเตรียมงานมาดีมากแล้ว ความผิดพลาดจุดเดียวไม่ได้ทำลายทุกอย่างที่ทำมา แล้วพรุ่งนี้ค่อยส่งเมลแก้ตัวเลขไป จบนะ

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมมาตรฐานความใจดีของเราถึงมีไว้ให้ทุกคน ยกเว้นตัวเอง และนี่แหละค่ะคือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า Self-compassion หรือความเมตตาต่อตัวเอง แนวคิดที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดแนวคิดหนึ่งในโลกของสุขภาพใจ เพราะหลายคนได้ยินคำว่า “ใจดีกับตัวเอง” แล้วแปลทันทีว่า “ตามใจตัวเอง” “หย่อนมาตรฐาน” หรือ “หาข้ออ้างให้ตัวเอง” ทั้งที่งานวิจัยในเรื่องนี้ชี้ไปคนละทางเลยค่ะ

Self-compassion คืออะไรกันแน่

กรอบแนวคิดที่ถูกใช้อ้างอิงมากที่สุดมาจาก Kristin Neff นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เธอเสนอว่าความเมตตาต่อตัวเองประกอบด้วยสามส่วนที่ทำงานด้วยกันค่ะ

ส่วนแรกคือ Self-kindness (ความใจดีต่อตัวเอง) การพูดกับตัวเองในวันที่พลาดด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่เราใช้กับคนที่เรารัก ไม่ใช่น้ำเสียงของอัยการที่กำลังไต่สวน

ส่วนที่สองคือ Common humanity (ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน) การมองเห็นว่าความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์แบบเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ทุกคนแชร์กัน ไม่ใช่หลักฐานว่าเราคนเดียวที่บกพร่อง ตรงข้ามกับความรู้สึก “ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมฉันถึงห่วยแบบนี้คนเดียว” ที่มักโผล่มาตอนเราเจ็บปวด

ส่วนที่สามคือ Mindfulness (การรู้เท่าทันอารมณ์) การยอมรับว่าตอนนี้เจ็บ ตอนนี้ผิดหวัง โดยไม่กดทับความรู้สึกไว้ และไม่จมดิ่งขยายมันจนท่วมตัว

ต้องบอกให้ชัดนะคะว่านี่คือกรอบแนวคิด ไม่ใช่กฎธรรมชาติที่ถูกพิสูจน์ แต่เป็นกรอบที่มีเครื่องมือวัดเป็นมาตรฐานและมีงานศึกษาต่อยอดจำนวนมาก ซึ่งภาพรวมของหลักฐานพบสิ่งที่สอดคล้องกันพอสมควร งานวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ที่รวบรวมหลายการศึกษาพบว่า ระดับความเมตตาต่อตัวเองมีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่ต่ำกว่า ขอเน้นคำว่า “มีความสัมพันธ์กับ” นะคะ เพราะงานส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้เป็นการศึกษาเชิงสหสัมพันธ์ ที่ยังบอกไม่ได้เต็มปากว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล คนที่ใจดีกับตัวเองอาจกังวลน้อยลง หรือคนที่กังวลน้อยอยู่แล้วอาจใจดีกับตัวเองง่ายกว่า ก็เป็นไปได้ทั้งสองทางค่ะ

แล้วทำไมเราถึงเชื่อว่าต้องโหดกับตัวเองถึงจะเก่ง

ความเชื่อที่ฝังลึกในส่วนลึกของใจในหลาย ๆ คนคือ เสียงวิจารณ์ในหัวคือโค้ชที่ทำให้เราไม่หย่อนยาน ถ้าหยุดด่าตัวเองเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ขี้เกียจ เดี๋ยวก็แย่ลง

ลองนึกภาพโค้ชกีฬาสองแบบนะคะ โค้ชคนแรกตะคอกใส่นักกีฬาทุกครั้งที่พลาด “เล่นแบบนี้ไปเลิกซะ” ส่วนโค้ชคนที่สองจริงจังไม่แพ้กัน แต่พูดว่า “จุดนี้พลาดเพราะอะไร มาดูกัน แล้วซ้อมแก้ตรงนี้เพิ่ม” คำถามคือ นักกีฬาของโค้ชคนไหนจะกล้าลองท่ายากๆ กล้ารายงานอาการบาดเจ็บ และอยู่กับกีฬานี้ได้นานกว่ากัน

ประเด็นนี้มีงานทดลองที่น่าสนใจอยู่ค่ะ ชุดการทดลองของ Breines และ Chen ให้ผู้เข้าร่วมเผชิญความล้มเหลวหรือนึกถึงข้อบกพร่องของตัวเอง แล้วสุ่มให้กลุ่มหนึ่งได้รับการชวนคิดแบบเมตตาต่อตัวเอง ผลพบว่ากลุ่มนั้นมีแนวโน้มใช้เวลาฝึกฝนเพื่อแก้ไขจุดอ่อนมากกว่า และเชื่อมากกว่าว่าข้อบกพร่องเปลี่ยนแปลงได้ พูดง่ายๆ คือในบริบทของการทดลอง ความใจดีต่อตัวเองไม่ได้ทำให้คนยอมแพ้ แต่กลับสัมพันธ์กับแรงจูงใจที่จะพัฒนา ทั้งนี้ก็ควรอ่านผลอย่างพอดีนะคะ การทดลองในห้องแล็บกับสถานการณ์จำลอง ยังไม่เท่ากับการรับประกันว่าจะเกิดผลแบบเดียวกันในชีวิตจริงของทุกคน แต่มันเพียงพอที่จะสั่นคลอนความเชื่อที่ว่า “ต้องด่าตัวเองเท่านั้นถึงจะพัฒนา” ได้อย่างมีน้ำหนักค่ะ

ในมุมมองเชิงคลินิก นักบำบัดจำนวนมากตั้งข้อสังเกตไปในทางเดียวกันว่า เสียงวิจารณ์ตัวเองที่รุนแรงมักไม่ได้สร้างการพัฒนา แต่สร้างความกลัวการลงมือทำ การผัดวันประกันพรุ่ง และการซ่อนความผิดพลาด เพราะเมื่อราคาของการพลาดคือการโดนถล่มจากข้างใน วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือไม่เสี่ยงอะไรเลย

ใจดีกับตัวเอง ไม่ใช่ตามใจตัวเอง

ทีนี้มาถึงเส้นแบ่งที่คนสับสนมากที่สุดค่ะ

การตามใจตัวเอง (Self-indulgence) คือการหลบความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจด้วยความสุขระยะสั้น โดยไม่สนใจผลระยะยาว เช่น พลาดงานแล้วปลอบตัวเองด้วยการไถฟีดมือถือถึงตีสาม แล้วพรุ่งนี้ก็ทำพลาดอีกเพราะไม่ได้นอน

ส่วนความเมตตาต่อตัวเองถามคำถามที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ดีต่อฉันจริงๆ ในระยะยาว” ซึ่งบางครั้งคำตอบคือการพัก แต่บ่อยครั้งคำตอบคือการลุกมาแก้งาน ไปซ้อมต่อ หรือเข้านอนทั้งที่ยังอยากดูซีรีส์ เพราะคนที่เมตตาตัวเองจริงๆ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองในวันพรุ่งนี้ต้องมารับกรรมจากตัวเองในวันนี้ค่ะ

ถ้าจะเปรียบ ความเมตตาต่อตัวเองเหมือนพ่อแม่ที่อบอุ่นแต่มีหลักการ ที่รักลูกมากพอจะไม่ตามใจทุกอย่าง ส่วนการตามใจตัวเองเหมือนการเลี้ยงลูกแบบยอมทุกครั้งที่ลูกงอแง ซึ่งดูใจดีในนาทีนั้น แต่ไม่ใช่ความรักที่พาไปไกลค่ะ

และอีกอย่างคนมักเข้าใจผิดก็คือ ความเมตตาต่อตัวเองไม่ใช่ความสงสารตัวเอง (Self-pity) ความสงสารตัวเองดึงเราจมลงในบริบท “เหยื่อของโลก” และตัดขาดจากคนอื่นด้วยความคิดว่าไม่มีใครเข้าใจฉัน ในขณะที่ความเมตตาต่อตัวเองทำตรงข้าม มันเชื่อมเรากลับเข้ากับความเป็นมนุษย์ร่วมกัน ว่าความเจ็บแบบนี้ ใครๆ ก็เคยเจอ และมันผ่านไปได้

ฝึกยังไง ในวันที่เสียงในหัวยังโหดอยู่

สิ่งที่หลายคนเจอเมื่อเริ่มฝึกคือ มันฝืนมากค่ะ พร่ำพูดประโยคใจดีกับตัวเองแล้ว แต่ก็กลับรู้สึกเหมือนโกหกตัวเอง เหมือนใส่เสื้อผิดไซส์ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกตินะคะ เพราะเสียงวิจารณ์ตัวเองไม่ใช่แค่ “ความคิด” ที่เปลี่ยนได้ด้วยการตั้งใจครั้งเดียว แต่เป็นวงจรการตอบสนองที่ถูกใช้ซ้ำมาหลายปี บางคนหลายสิบปี จนกลายเป็นกลไกอัตโนมัติที่ทำงานเร็วกว่าเจตนาของเรา

จุดเริ่มต้นที่ทำได้เลยมีสองสามอย่างค่ะ

อย่างแรกคือเทคนิคที่เรียบง่ายที่สุด: ถามตัวเองว่า “ถ้าเพื่อนสนิทเจอเรื่องนี้ ฉันจะพูดกับเขาว่าอะไร” แล้วลองพูดประโยคนั้นกับตัวเอง ไม่ต้องเชื่อมันร้อยเปอร์เซ็นต์ในทันที แค่ให้สมองได้ยินเวอร์ชันใหม่บ้าง

อย่างที่สองคือจับสัญญาณทางกาย เสียงวิจารณ์ตัวเองมักมาพร้อมอาการที่จับต้องได้ ไหล่เกร็ง ท้องเกร็ง กรามขบ พอรู้ตัวว่าร่างกายกำลังเข้าโหมดนั้น ให้ถือเป็นกระดิ่งเตือนว่าโค้ชจอมตะคอกกำลังคุมเกมอยู่ แล้วค่อยเลือกว่าจะฟังต่อหรือเปลี่ยนคลื่น

อย่างที่สามสำหรับคนที่อยากฝึกเป็นระบบ มีโปรแกรมฝึกอย่าง Mindful Self-Compassion (MSC) ที่ถูกนำไปทดสอบในงานวิจัยเชิงทดลองแล้วหลายชิ้น ผลโดยรวมมีแนวโน้มไปทางบวก ผู้เข้าร่วมรายงานความเมตตาต่อตัวเองที่เพิ่มขึ้นและความเครียดที่ลดลง แม้ว่างานวิจัยกลุ่มนี้จะยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น ขนาดกลุ่มตัวอย่างและการติดตามผลระยะยาว ก็ถือเป็นทิศทางที่มีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

และสำหรับบางคนที่รู้สึกว่าเสียงวิจารณ์ในหัวมันเร็วและแรงเกินกว่าจะทันจับด้วยการฝึกทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเสียงนั้นมีรากมาจากประสบการณ์วัยเด็กหรือคำพูดของคนสำคัญในอดีต การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญเป็นอีกทางเลือกหนึ่งค่ะ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด เป็นแนวทางที่มุ่งทำงานกับพิมพ์เขียวของพฤติกรรมในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผลโต้เถียงกับความคิด ช่วยให้เราเข้าไปสำรวจว่าเสียงจอมตะคอกนั้นเรียนรู้มาจากไหน และค่อยๆ ฝึกให้ระบบตอบสนองต่อความผิดพลาดด้วยท่าทีใหม่ที่เราเลือกเอง แทนที่จะปล่อยให้บทเก่าเล่นซ้ำอัตโนมัติ

กลับไปที่เจน

ถ้าเจนฝึกเรื่องนี้มาสักพัก คืนวันนั้นอาจหน้าตาต่างไปค่ะ เสียงในหัวคงยังโผล่มาเหมือนเดิม “โง่มากเจน” แต่คราวนี้เธอจับมันได้เร็วขึ้น หายใจลึกๆ หนึ่งครั้ง แล้วตอบมันว่า วันนี้พลาดจริง เจ็บจริง และใครๆ ก็เคยพลาดแบบนี้ พรุ่งนี้เช้าจะส่งเมลแก้ตัวเลขพร้อมคำขอโทษสั้นๆ แล้วเพิ่มขั้นตอนเช็คตัวเลขกับไฟล์ต้นทางก่อนพรีเซนต์ทุกครั้ง

สังเกตไหมคะว่าเวอร์ชันนี้ไม่ได้หย่อนมาตรฐานเลยแม้แต่นิดเดียว เจนยังคงรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ยังแก้ไข ยังวางระบบกันพลาด สิ่งเดียวที่หายไปคือการนอนมองเพดานถึงตีหนึ่งเพื่อลงโทษตัวเองซ้ำๆ ซึ่งไม่เคยช่วยแก้ตัวเลขในสไลด์ได้สักครั้งค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเปลี่ยนวิธีที่เราปฏิบัติต่อตัวเองไม่ได้เกิดจากการท่องคำคมให้กำลังใจ แต่เกิดจากการฝึกให้กลไกอัตโนมัติภายในเรียนรู้เส้นทางใหม่ ทีละครั้ง ทีละสถานการณ์ จนวันหนึ่งความใจดีต่อตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ต้องพยายาม แต่เป็นค่าเริ่มต้นใหม่ของระบบ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าเสียงในหัวของคุณชอบพาไปวนคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ จนหยุดไม่ได้ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การคิดวนซ้ำ (Rumination) และวิธีพาใจออกจากลูปความคิด หรือถ้าอยากเข้าใจว่าคำพูดที่เราบอกตัวเองซ้ำๆ ส่งผลต่อจิตใต้สำนึกอย่างไร บทความเรื่อง Auto-suggestion พลังของประโยคที่เราพูดกับตัวเองทุกวัน น่าจะช่วยต่อภาพให้ชัดขึ้นค่ะ

← กลับไปหมวดคุณค่าในตนเอง
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากเสียงวิจารณ์ในหัวยังดังเกินกว่าจะรับมือเพียงลำพัง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ