Health & Mind-Body · สุขภาพกายและใจ

ทำไมบางคนปล่อยวางไม่ได้ — Rumination กับโรคซึมเศร้า

เคยมีบางคืนไหมคะที่นาฬิกาบอกคุณว่าตีสองแล้ว แต่ประโยคที่เพื่อนร่วมงานพูดเมื่อบ่ายสามยังวนซ้ำไปซ้ำมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ใจวิเคราะห์ทุกความหมายที่อาจจะแอบแฝงอยู่ ทั้งที่รู้ตัวดีว่าคิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่ก็หยุดไม่ได้

หรือบางครั้งที่แค่ทำอะไรผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็พาลย้อนกลับไปคิดว่า “ฉันมันแย่แบบนี้มาตลอดเลย” แถมซ้ำร้ายยังไปขุดเอาความผิดพลาดเก่า ๆ ออกมาทับถมใจตัวเองเสียอีก

ถ้าคุณเคยเป็นแบบนี้ นี่ไม่ใช่แค่การ “คิดมาก” ธรรมดาค่ะ มันมีชื่อเรียกทางวิชาการว่า Rumination และมันเป็นหนึ่งในกลไกที่เชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างมาก

หลายคนเข้าใจว่าตัวเอง “ปล่อยวางไม่เป็น” แต่ในความเป็นจริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่วงจร Rumination ที่ทำให้สมองย้อนกลับไปหาความคิดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหากค่ะ

Rumination คืออะไร และทำไมมันถึงต่างจากการคิดวิเคราะห์ทั่วไป

Rumination คือการจดจ่ออยู่กับความคิดหรืออารมณ์ในแง่ลบซ้ำๆ อย่างเฉื่อยชาและไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา งานวิจัยนิยามไว้ว่าเป็นการคิดที่มุ่งเน้นตัวเอง มองไปที่อดีต และเป็นความคิดเชิงลบที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ วนอยู่ในขอบเขตของประเด็นที่แคบๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จุดที่ทำให้ Rumination ต่างจากการคิดวิเคราะห์ปัญหาทั่วไปคือ มันไม่ได้นำไปสู่ทางออกหรือการแก้ไขค่ะ คนที่คิดวิเคราะห์ปัญหาจะได้ข้อสรุปหรือแผนการบางอย่างในที่สุด แต่คนที่เป็น Rumination นั้นเขาจะคิดวนเวียนอยู่ที่เดิม คิดเรื่องเดียวกันซ้ำๆ โดยไม่ไปไหนเลย

สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนที่เป็น Rumination เชื่อโดยไม่รู้ตัวว่า “ถ้าฉันคิดเรื่องนี้ต่อไป สักวันฉันจะแก้ปัญหาได้” นักวิจัยเรียกความเชื่อนี้ว่า Metacognitive Belief หรือความเชื่อต่อการคิดของตัวเอง และที่ย้อนแย้งคือความเชื่อนี้กลับไม่ได้ทำให้ Rumination ลดลงเลยแต่กลับรุนแรงขึ้นเสียด้วยซ้ำ เพราะมันให้เหตุผลกับสมองว่าการคิดวนซ้ำนั้นมีประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันไม่ได้พาไปไหนเลย

สมองที่กำลัง Rumination กำลังทำอะไรอยู่

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าง Rumination กับเครือข่ายสมองที่เรียกว่า Default Mode Network หรือ DMN ค่ะ เครือข่ายนี้ทำงานเมื่อเราอยู่ในสภาวะพักผ่อนและครุ่นคิดถึงตัวเอง ทั้งเรื่องในอดีต อนาคต และความสัมพันธ์กับผู้อื่น

ในคนที่มีภาวะซึมเศร้า งานวิจัยพบว่าการเชื่อมต่อระหว่าง Default Mode Network กับบริเวณ Subgenual Prefrontal Cortex ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์และพฤติกรรมถอนตัวจากสังคม มีความเข้มข้นมากกว่าคนทั่วไป และระดับความเข้มข้นของการเชื่อมต่อนี้มีความสัมพันธ์กับความรุนแรงของ Rumination ด้วย พูดง่ายๆ คือสมองสร้างเครือข่ายที่ผูกความคิดถึงตัวเองเข้ากับอารมณ์ด้านลบไว้แน่นเป็นพิเศษ

งานวิจัยอีกชิ้นที่น่าสนใจ คือการทดลองให้ผู้เข้าร่วมการทดลองได้ฟังคำวิจารณ์และคำชมต่อตัวเอง แล้วระหว่างนั้นก็ถูกสแกนสมองไปด้วย ผู้วิจัยพบว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าแสดงการทำงานของ Default Mode Network สูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อได้ยินคำวิจารณ์ แต่ไม่ได้แสดงแบบเดียวกันเมื่อได้ยินคำชม และการทำงานที่สูงขึ้นนี้มีความสัมพันธ์กับระดับ Rumination ของแต่ละคนด้วย นั่นหมายความว่าสมองของคนกลุ่มนี้อาจมีความไวเป็นพิเศษต่อการนำข้อมูลด้านลบมาครุ่นคิดถึงตัวเอง มากกว่าข้อมูลด้านบวก แม้จะยังไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าก็ตาม

Self-blame: เมื่อความผิดพลาดเล็กๆ กลายเป็นหลักฐานยืนยันความเชื่อต่อตัวเอง

Self-blame หรือการตำหนิตัวเองเป็นรูปแบบหนึ่งของ Rumination ที่พบบ่อยมากในโรคซึมเศร้าค่ะ ต่างจากการรับผิดชอบต่อความผิดพลาดอย่างเหมาะสม Self-blame มักมีลักษณะที่ขยายความผิดพลาดเล็กๆ ให้กลายเป็นหลักฐานยืนยันความเชื่อทางลบที่ใหญ่กว่าต่อตัวเอง

เพียงแค่ทำงานผิดพลาดจุดเล็ก ๆ สมองไม่ได้คิดเพียงแค่ว่างานครั้งนี้พลาด แต่กลายเป็น “ฉันมันไม่เอาไหน” บางคนลืมนัดเพื่อน สมองก็ไม่ได้แปลความผิดพลาดนั้นว่าลืมเฉพาะในครั้งนี้ แต่กลายเป็นคิดว่า “ฉันเป็นเพื่อนที่แย่มาตลอด” รูปแบบการคิดแบบนี้มันไปดึงเอาความทรงจำเก่าๆ ที่คล้ายกันออกมาเรียงต่อกันเป็นหลักฐาน ทำให้ความเชื่อทางลบเกี่ยวกับตัวเองแข็งแรงขึ้นทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ใหม่มากระตุ้น

Overthinking กับดักที่ยิ่งพยายามคิดให้จบ ก็ยิ่งไม่จบ

Overthinking หรือ คิดมากในความหมายที่เชื่อมโยงกับ Rumination มักเกิดขึ้นในช่วงที่ชีวิตมีความเครียดสูง งานวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่นการตกงาน การเลิกราจากความสัมพันธ์ ความกดดันด้านการเรียนหรือการเงิน ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการคิดมากได้มากขึ้น และ ความคิดมากที่สะสมนั้นก็เพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าตามมาได้ด้วยเช่นกัน

กลไกที่อยู่เบื้องหลังเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลระหว่างเครือข่ายสมองสองส่วนค่ะ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการครุ่นคิดถึงตัวเองทำงานมากเกินไป ในขณะที่ส่วนที่ควรทำหน้าที่ควบคุมและ “กดปิด” ความคิดเหล่านั้นทำงานได้ไม่ดีพอ เหมือนสวิตช์ที่ควรปิดได้ตามปกติ กลับติดค้างอยู่ในโหมดเปิดตลอดเวลา

แล้วจะออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร

เนื่องจาก Rumination เป็นรูปแบบการทำงานของสมองที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ทำงานเกินความจำเป็น การพยายามหยุดมันด้วยการบอกตัวเองว่า “หยุดคิดได้แล้ว” มักไม่ได้ผลค่ะ เพราะนั่นเป็นการคุยกับจิตสำนึก ในขณะที่วงจรที่กำลังทำงานอยู่นั้นเป็นกลไกอัตโนมัติที่ลึกกว่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการบอกตัวเองว่า “ปล่อยวางสิ” มักไม่ได้ผลเช่นกัน เพราะคนที่กำลังเป็น Rumination ไม่ได้เลือกที่จะคิด แต่สมองกำลังรันวงจรเดิมโดยอัตโนมัติต่างหาก

การทำงานกับรูปแบบความคิดในระดับจิตใต้สำนึกผ่านกระบวนการที่มีทิศทาง อาจช่วยเปิดโอกาสให้สมองได้เรียนรู้วิธีตอบสนองต่อความคิดเชิงลบในแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่การกดทับหรือเพิกเฉยต่อความคิดเหล่านั้น แต่เป็นการค่อยๆ ลดความเข้มข้นของการเชื่อมโยงระหว่างความคิดถึงตัวเองกับอารมณ์ด้านลบที่เคยแน่นเป็นพิเศษ

ที่ NBRH เราเข้าใจว่า Rumination ไม่ใช่ความตั้งใจของใครค่ะ ไม่มีใครอยากนอนตีสองแล้วต้องมานั่งวิเคราะห์ประโยคเดิมซ้ำๆ จนนอนไม่หลับ ไม่มีใครอยากขยายความผิดพลาดเล็กๆ ให้กลายเป็นหลักฐานบอกว่าตัวเองแย่ และไม่มีใครอยากเป็นคนที่ปล่อยวางไม่ได้ทั้งที่รู้ดีว่าการคิดวนซ้ำนั้นไม่ได้ช่วยอะไร มันคือรูปแบบที่สมองเรียนรู้และเชื่อมโยงไว้แน่นเกินไป

และรูปแบบที่เรียนรู้มา ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้ใหม่ได้ค่ะ

หากอยากเข้าใจว่าปัจจัยอื่นๆ อย่าง Childhood, Personality และ Stress เชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองจริงหรือ” และถ้าอยากรู้ว่า Hypnotherapy ช่วยอะไรได้บ้างและมีข้อจำกัดอย่างไร บทความ “โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองจริงหรือ — แล้วอะไรทำให้สารเคมีเปลี่ยนไปตั้งแต่แรก” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ

← กลับไปหมวดสุขภาพกายและใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณติดอยู่ในวงจรความคิดที่วนซ้ำไม่รู้จบ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ