Self-Esteem · คุณค่าในตนเอง

การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem): เมื่อเรามองตัวเองผ่านกระจกที่บิดเบี้ยว

บ่ายวันนั้น หัวหน้าชมงานของมุกต่อหน้าทีมทั้งแผนก และเพื่อนร่วมงานก็พูดต่อว่า “มุกเก่งเรื่องนี้จริงๆ นะ”

มุกยิ้มขอบคุณ แต่ในหัวของเธอ เสียงหนึ่งทำงานทันที “เขาก็แค่พูดให้ดูดีน่ะ งานนี้ใครๆ ก็ทำได้ เดี๋ยวสักพักเขาก็คงรู้ว่าจริงๆ เราไม่ได้เก่งขนาดนั้น” คำชมที่ควรจะทำให้อุ่นใจ กลับผ่านตัวเธอไปเหมือนน้ำไหลผ่านมือ

คืนนั้นมุกเลื่อนฟีดในโทรศัพท์ เห็นคนอื่นดูก้าวหน้าและมั่นใจไปเสียหมด แล้วรู้สึกว่าตัวเองตามหลังอยู่เสมอ มีคอร์สหนึ่งที่เธออยากสมัครมานาน แต่ทุกครั้งที่จะกดสมัคร ความคิดเดิมก็โผล่มา “คนแบบเราจะไปเรียนได้เหรอ อย่าเสียเงินเลย”

ทั้งที่ในสายตาคนอื่น มุกเป็นคนเก่งและน่ารัก แต่ในกระจกที่เธอใช้มองตัวเอง เธอกลับเห็นคนที่ “ไม่ดีพอ” อยู่ตลอด

การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ คือกระจกที่บิดเบี้ยว

การเห็นคุณค่าในตัวเองคือภาพรวมของการประเมินว่าเราให้คุณค่าและยอมรับตัวเองมากน้อยแค่ไหน และในคนที่มีความรู้สึกนี้ต่ำ การประเมินนั้นมักเอนไปทางลบอย่างต่อเนื่อง จนรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ หรือไม่คู่ควร แม้ความจริงรอบตัวจะบอกไปอีกทาง

ลองนึกถึงกระจกในสวนสนุกที่บิดภาพให้เพี้ยนไปนะคะ คนที่ยืนหน้ากระจกบานนั้นเห็นตัวเองผอมเกินไป อ้วนเกินไป บิดเบี้ยวไปหมด ทั้งที่ตัวจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำก็คล้ายกัน มันเหมือนเรามองตัวเองผ่านกระจกที่ถูกปรับให้บิดเบี้ยว จนภาพที่เห็นเป็นเวอร์ชันที่ด้อยกว่าความจริงเสมอ และปัญหาคือ เราดันเชื่อว่าภาพในกระจกบานนั้นคือตัวเราที่แท้จริง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคำชมของหัวหน้าถึงไหลผ่านมุกไปเฉยๆ เพราะเมื่อกระจกภายในบอกว่าเรา “ไม่ดีพอ” หลักฐานที่ขัดกับมัน เช่น คำชมหรือความสำเร็จ ก็มักถูกมองข้ามหรือตีความให้เข้ากับภาพเดิม

ทำไมความสำเร็จถึงไม่ค่อยช่วยแก้

หลายคนคิดว่าถ้าทำสำเร็จมากพอ เก่งมากพอ หรือได้รับการยอมรับมากพอ การเห็นคุณค่าในตัวเองก็จะดีขึ้นเอง แต่ในความเป็นจริงมักไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ

เพราะตราบใดที่กระจกยังบิดเบี้ยว ไม่ว่าเราจะวางความสำเร็จลงไปตรงหน้ามากแค่ไหน ภาพที่สะท้อนก็ยังบิดเบี้ยวอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่คนที่ประสบความสำเร็จอย่างมากหลายคนยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ งานวิจัยด้านคุณค่าในตัวเองชี้ว่า การผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับความสำเร็จ รูปลักษณ์ หรือการยอมรับจากคนอื่น มักทำให้คุณค่านั้นเปราะบาง เพราะมันต้องคอยพิสูจน์ใหม่ตลอดเวลา และพังลงได้ทันทีที่ล้มเหลวหรือถูกวิจารณ์

พูดง่ายๆ คือการพยายามเติมความสำเร็จลงในกระจกที่เพี้ยน ไม่ได้แก้ที่ตัวกระจก สิ่งที่ต้องทำจริงๆ คือการค่อยๆ ปรับกระจกให้สะท้อนภาพที่ตรงกับความจริงมากขึ้นต่างหาก

กระจกนี้ถูกปรับให้เพี้ยนมาตั้งแต่เมื่อไหร่

การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำมักไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ ในหลายคนมันค่อยๆ ก่อตัวจากประสบการณ์ในอดีต ทั้งการถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำๆ การถูกเปรียบเทียบ การถูกทำให้รู้สึกว่าไม่เคยดีพอ หรือข้อความบางอย่างที่เราได้รับมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเวลาผ่านไป เสียงเหล่านั้นก็กลายเป็นเสียงวิจารณ์ในหัวที่เราพูดกับตัวเอง จนกลายเป็นการปรับตั้งค่ากระจกภายในให้เพี้ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

การรู้ว่าภาพในกระจกเป็นผลของการตั้งค่าเก่า ไม่ใช่ความจริงเกี่ยวกับตัวเรา เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะมันเปิดโอกาสให้เราเริ่มตั้งคำถามกับภาพนั้น แทนที่จะยอมรับมันไปทั้งหมด

ทำไม “แค่คิดบวก” ถึงไม่ใช่คำตอบ

คำแนะนำยอดฮิตอย่าง “คิดบวกสิ” หรือ “ท่องไว้ว่าฉันเก่ง ฉันดี” มักไม่ได้ผลอย่างที่คิด และน่าสนใจว่ามีงานวิจัยที่พบว่า การท่องประโยคชื่นชมตัวเองแบบฝืนๆ อาจทำให้คนที่มีการเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำรู้สึกแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะประโยคนั้นขัดกับสิ่งที่พวกเขาเชื่ออยู่ลึกๆ มากเกินไป จนใจไม่ยอมรับ

ทางที่มั่นคงกว่าจึงไม่ใช่การพยายามไล่ให้ตัวเองรู้สึก “เหนือกว่า” คนอื่น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ต้องคอยเปรียบเทียบและเปราะบาง แต่คือการค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและอ่อนโยนกับตัวเอง ที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราทำได้ดีกว่าใครหรือไม่ แนวคิดเรื่องความเมตตาต่อตัวเอง (Self-compassion) เข้ามาตรงนี้พอดี เพราะมันให้ความรู้สึกดีต่อตัวเองที่ไม่ต้องแลกมาด้วยการพิสูจน์หรือการเปรียบเทียบตลอดเวลา

วิธีค่อยๆ ปรับกระจกให้ตรงขึ้น

เมื่อเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่การตั้งค่าของกระจก ไม่ใช่ที่ตัวเรา ทางดูแลก็ชัดขึ้นค่ะ

จุดเริ่มต้นคือการจับเสียงวิจารณ์ในหัวให้ทัน แล้วตั้งคำถามกับมันแทนที่จะเชื่อทันที เช่น เวลาที่ใจบอกว่า “เราทำได้แย่” ลองถามว่า นี่คือข้อเท็จจริง หรือเป็นเพียงกระจกเก่าที่กำลังทำงาน และลองมองหาหลักฐานที่ขัดกับมันบ้าง

อีกอย่างที่ช่วยได้จริงคือการสะสมประสบการณ์ความสำเร็จเล็กๆ ที่จับต้องได้ ต่างจากการท่องคำชมลอยๆ การได้ลงมือทำบางอย่างจนสำเร็จ แม้เป็นเรื่องเล็ก ค่อยๆ ให้หลักฐานใหม่กับใจว่าเราทำได้ ซึ่งเป็นการปรับกระจกจากของจริง ไม่ใช่การฝืนบอกตัวเอง และการลดการเปรียบเทียบกับคนอื่น โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย ก็ช่วยไม่ให้กระจกยิ่งเพี้ยนหนักขึ้น

สำหรับบางคนที่การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำฝังรากลึกมาตั้งแต่วัยเด็กหรือจากบาดแผลในอดีต การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตบำบัดก็ช่วยได้ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด เป็นแนวทางที่มุ่งทำงานกับความเชื่อหลักเกี่ยวกับตัวเองในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผลโต้กับความคิด เพื่อค่อยๆ คลายพิมพ์เขียวเก่าอย่าง “ฉันไม่ดีพอ” และช่วยให้เราค่อยๆ สำรวจและปรับความสัมพันธ์กับภาพที่มีต่อตัวเองให้ตรงกับความจริงมากขึ้น แม้ต้องบอกตามตรงว่างานวิจัยเรื่องการสะกดจิตบำบัดกับการเห็นคุณค่าในตัวเองโดยเฉพาะยังมีจำกัด แต่กลไกที่มันทำงานด้วย คือความเชื่อและการตอบสนองทางอารมณ์ ก็ตรงกับต้นตอของปัญหานี้ ทั้งนี้หากการมองตัวเองในแง่ลบรุนแรงจนพันอยู่กับภาวะซึมเศร้าหรือกระทบการใช้ชีวิต การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตคือสิ่งที่ควรทำค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการสร้างการเห็นคุณค่าในตัวเองที่มั่นคงและยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการไล่พิสูจน์ให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่าใคร แต่เกิดจากการค่อยๆ ปรับกระจกที่เราใช้มองตัวเอง ให้สะท้อนภาพที่ตรงกับความจริง และมองด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้น และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอยากฝึกเปลี่ยนเสียงที่คอยตัดสินตัวเองให้อ่อนโยนลง ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Self-compassion ความเมตตาต่อตัวเองที่ไม่ใช่การเอาแต่ใจ หรือถ้าความรู้สึกไม่ดีพอของคุณลึกจนกลายเป็นความอับอายในตัวตน บทความเรื่อง ความอับอาย (Shame) เมื่อเสียงในใจบอกว่าเราไม่ดีพอ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดคุณค่าในตนเอง
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากภาพที่คุณมีต่อตัวเองยังบิดเบี้ยวจนบั่นทอนชีวิตประจำวัน เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ