Relationships & Attachment · ความสัมพันธ์ & ความผูกพัน

วงจรตาม-หนี (Anxious-Avoidant Trap): เมื่อยิ่งไล่ตามอีกฝ่ายยิ่งหนี จนทั้งคู่ติดอยู่ในรูปแบบที่ทำร้ายความสัมพันธ์

เย็นวันพุธธรรมดาๆ ของไอซ์กับต้น ต้นกลับจากงานด้วยสมองที่ล้าจากประชุมแบบมาราธอนทั้งวัน สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือความเงียบและไม่ต้องทำอะไรเลยสักชั่วโมง เมื่อไอซ์ชวนคุย เขาจึงตอบไอซ์ไปสั้นๆ แกนๆ เพราะ ณ ตอนนั้นแบตร่างกายของเขาเหลือไม่ถึง 20% แล้ว

แต่ในโลกของไอซ์ ความสั้นของคำตอบนั้นคือสัญญาณเตือนภัยค่ะ หัวใจเธอเริ่มเต้นเร็วขึ้นพร้อมคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว เขาเป็นอะไร เราทำอะไรผิดหรือเปล่า เธอพยายามกดมันไว้ได้สิบนาที ก่อนจะถามออกไปว่า “เราโอเคกันอยู่ใช่ไหม” ต้นซึ่งกำลังจะได้พักหายใจ รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอีกรอบทันที “ไม่มีอะไร” เขาตอบ แล้วเดินไปอีกห้อง

สิบนาทีต่อมา ไอซ์ส่งข้อความยาวสามย่อหน้า ต้นเห็นแจ้งเตือนแล้วก็คว่ำโทรศัพท์วางเอาไว้ ไม่แม้แต่จะเปิดอ่าน คืนนั้นทั้งคู่นอนคนละฝั่งของความเงียบ ไอซ์น้ำตาซึมด้วยความรู้สึกว่ารักอยู่ข้างเดียว ต้นนอนด้วยความรู้สึกผิดปนอึดอัดที่อธิบายไม่ถูก และที่เจ็บที่สุดคือ ทั้งคู่ยังรักกันดีอยู่ แต่คืนแบบนี้วนกลับมาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนต่างคนต่างเริ่มสงสัยเงียบๆ ว่า หรือเราสองคนไม่เหมาะกัน

สิ่งที่ทั้งคู่เป็นอยู่ตอนนี้คือพวกเขากำลังตกอยู่ในวงจรตาม-หนี (Anxious-Avoidant Trap) หรือ Pursue-Withdraw Cycle ค่ะ มันเป็นกรอบที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งพยายามเข้าใกล้ ต้องการคำตอบ หรือเร่งแก้ปัญหา ขณะที่อีกฝ่ายถอนตัว ต้องการหยุดพัก หรือจำกัดการสนทนา ซึ่งพฤติกรรมของทั้งสองด้านเป็นตัวเสริมแรงทางลบให้กับกันและกันจนกลายเป็นลูปที่วนไปวนมาไม่รู้จบ รูปแบบความผูกพันแบบวิตกกังวลและหลีกเลี่ยงอาจมีส่วนทำให้วงจรนี้เกิดได้ง่ายขึ้น บทความนี้ชวนเข้าใจกลไกของวงจรในระดับ “เราสองคน” ไม่ใช่การหาว่าใครผิด แต่เพื่อหาแนวทางที่จะพาให้ทั้งสองคนหลุดจากวงจรนี้ค่ะ

วงจรตาม-หนีคืออะไร และทำไมมันไม่ใช่เรื่องของใครผิดใครถูก

ก่อนอื่น ถ้ายังไม่คุ้นกับรูปแบบความผูกพันทั้งสี่แบบ เราเขียนภาพรวมไว้แล้ว และมีบทเจาะลึกของฝั่งวิตกกังวลกับฝั่งหลีกเลี่ยงแยกไว้ต่างหากนะคะ บทนี้จะไม่เล่ารากของแต่ละฝั่งซ้ำ เพราะสิ่งที่อยากชวนมองคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนค่ะ

ลองนึกภาพห้องๆ หนึ่งที่มีรีโมทแอร์สองตัวนะคะ คนหนึ่งรู้สึกสบายที่ 26 องศา อีกคนรู้สึกสบายที่ 18 องศา ทั้งคู่ไม่มีใครผิดค่ะ เพราะร่างกายของแต่ละคนถูกปรับมาคนละแบบตั้งแต่ก่อนจะเจอกัน แต่กลายเป็นว่าคนที่หนาวเพิ่มอุณหภูมิขึ้น คนที่ร้อนก็ลดอุณหภูมิลงสวนทันที ยิ่งฝ่ายหนึ่งปรับแรง อีกฝ่ายยิ่งปรับสวนแรงกว่า อุณหภูมิห้องเลยไม่เคยนิ่ง แกว่งไปมาระหว่างหนาวจัดกับร้อนจัด และที่ตลกร้ายคือ การปรับอุณหภูมิไปมาแบบนี้ทำให้ทั้งคู่รู้สึกไม่สบายตัวมากกว่าตอนอยู่คนเดียวเสียอีก ทั้งๆ ที่แต่ละคนแค่พยายามทำให้ตัวเองพออยู่ได้ในห้องนั้นเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์แบบตาม-หนีทำงานแบบเดียวกันค่ะ เพียงแต่สิ่งที่ถูกปรับไม่ใช่อุณหภูมิ แต่คือ “ระยะใกล้-ไกล” ฝั่งที่โน้มไปทางวิตกกังวล ระบบจะคลายความกังวลได้เมื่อได้ขยับเข้าใกล้อีกฝ่าย คอยถามไถ่ ขอความชัดเจน ขอเวลาอยู่ด้วยกัน ส่วนฝั่งที่โน้มไปทางหลีกเลี่ยง ระบบจะคลายความอึดอัดได้เมื่อขยับออกห่างจากอีกฝ่าย ขออยู่เงียบๆ ขอพื้นที่เป็นของตัวเอง ขอจัดการความรู้สึกคนเดียวก่อน ปัญหาจึงไม่ได้อธิบายได้ด้วยการชี้ว่าใครคนใดคนหนึ่ง “เป็นปัญหา” เพียงฝ่ายเดียวค่ะ แต่ละคนยังต้องรับผิดชอบต่อวิธีที่ตนตอบสนองและผลที่เกิดกับอีกฝ่ายด้วย และหัวใจของวงจรเจ้าปัญหานี้อยู่ตรงที่ “ทางออกของคนหนึ่ง คือการไปจี้กดแผลของอีกคนพอดี” การขยับเข้าหาของไอซ์จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ต้นอึดอัดจนต้องถอยห่าง และการถอยห่างของต้นก็กลายเป็นสิ่งที่ยืนยันความกลัวการถูกทิ้งของไอซ์จนเธอต้องไล่ตามเขาให้หนักขึ้น

แต่ไม่ใช่ทุกคู่ที่ทะเลาะเรื่องระยะห่างจะติดอยู่ในวงจรนี้ ช่วงปรับตัวในระยะต้นของความสัมพันธ์ที่จังหวะยังไม่ลงตัวเป็นเรื่องปกติมาก และบทบาทตาม-หนีก็ไม่ได้ผูกตายตัวกับรูปแบบความผูกพัน คนที่โน้มไปทางวิตกกังวลอาจถอนตัวได้ในบางเรื่อง คนที่โน้มไปทางหลีกเลี่ยงก็อาจเป็นฝ่ายตามเมื่อเรื่องนั้นสำคัญกับเขา และบทบาทอาจสลับกันตามสถานการณ์ ความเครียด และบริบทของความขัดแย้งค่ะ

ทำไมวงจรนี้ถึงเหนียวนัก

มีสามเหตุผลที่ทำให้ออกจากลูปนี้ได้ยากกว่าที่คิดค่ะ

หนึ่ง “วงจรมีโอกาสตอกย้ำประสบการณ์เดิมของแต่ละฝ่าย” การถอยของต้นอาจถูกระบบของไอซ์ตีความว่าเป็นสัญญาณของการถูกทอดทิ้ง ขณะที่การเร่งขอคำตอบของไอซ์อาจถูกต้นตีความว่าเป็นเป็นแรงกดดันหรือการสูญเสียพื้นที่ วงจรจึงมีโอกาสตอกย้ำประสบการณ์เดิมของแต่ละคนมากขึ้นค่ะ มันจึงไม่ใช่แค่ทำให้เหนื่อย แต่อาจยิ่งเป็นการย้ำประสบการณ์เดิมให้ลึกขึ้นทุกรอบที่วงจรนี้หมุนไป

สอง “ยิ่งอยู่ในบทบาทนี้นานเท่าไหร่ พฤติกรรมจะยิ่งหนักขึ้น” เหมือนกระดานหกค่ะ ยิ่งฝั่งหนึ่งถ่วงลง อีกฝั่งยิ่งลอยขึ้น คนที่ตามจะตามหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่ตาม ความสัมพันธ์จะหายไปต่อหน้า ส่วนคนที่หนีก็จะหนีไกลขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่านี่คือพื้นที่หายใจสุดท้ายที่เหลือ ทั้งคู่เลยกลายเป็นเวอร์ชันสุดขั้วของตัวเอง แบบที่ต่างคนต่างก็ไม่ชอบตัวเองในเวอร์ชันนั้นด้วยซ้ำ

สาม “ความเข้มข้นของวงจรถูกแปลผิดความหมาย” ใจที่พุ่งขึ้นลงระหว่างความกังวลกับความโล่งใจ ส่งผลต่อความรู้สึก “แรง” มากค่ะ ความเข้มข้นของความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกคุณภาพของความสัมพันธ์ บางคนจึงอาจตีความความเข้มข้นของความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าเป็นหลักฐานว่าเรารักเขามากเหลือเกิน ทั้งที่สิ่งที่สร้างความแรงของความรู้สึกอาจเป็นความวิตกกังวลและการคลายกังวลที่สลับกันค่ะ

การไล่ตามอีกฝ่ายไม่ใช่ความน่ารำคาญ มันคือความพยายามเชื่อมต่อความสัมพันธ์ด้วยเครื่องมือชิ้นเดียวที่คนคนนั้นรู้จัก และการหนีก็ไม่แปลว่าเขาไม่รัก หลายครั้งมันคือความพยายามรักษาความสัมพันธ์ไว้ด้วยการถอยออกห่างก่อนที่ตัวเองจะระเบิดใส่ ทั้งสองท่าทีอาจเริ่มจากความพยายามลดความไม่สบายใจหรือรักษาความสัมพันธ์ในแบบที่แต่ละคนเคยเรียนรู้ แต่เมื่อใช้ซ้ำบ่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ มันอาจกลับทำร้ายความสัมพันธ์ที่ทั้งคู่พยายามรักษาค่ะ

เริ่มคลายวงจรอย่างไร เมื่อไม่มีใครต้องเป็นจำเลย

เริ่มจาก “เลิกมองอีกฝ่ายว่าเป็นตัวปัญหา” แต่ให้มองว่าพฤติกรรมของวงจรของทั้งสองคนเป็นปัญหาต่างหาก ตราบใดที่ต่างฝ่ายยังพยายามพิสูจน์ว่าอีกคนคือปัญหา วงจรนี้จะหมุนต่อค่ะ แต่วินาทีที่ทั้งคู่มองเห็นวงจรนี้เป็นบุคคลที่สาม “เฮ้ เมื่อคืนเราตกในวงจรเดิมกันอีกแล้วนะ” แบบนี้เกมทั้งกระดานจะเปลี่ยนทันที เพราะศัตรูได้ถูกย้ายจากคนตรงหน้าไปเป็นรูปแบบที่ทั้งคู่มีส่วนเข้าไปติดอยู่ และอาจช่วยกันเปลี่ยนได้ค่ะ

จากนั้นแต่ละฝั่งจะมีการบ้านคนละแบบ ฝั่งที่โน้มไปทางไล่ตาม งานสำคัญคือการฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนช่วงสั้นๆ โดยไม่ต้องรีบแก้ด้วยการขยับเข้า และการสื่อสารความต้องการตรงๆ แทนการส่งสัญญาณอ้อม “ช่วงนี้เราต้องการความมั่นใจหน่อยนะ” ให้ผลต่างจากการจิกถามหรือส่งข้อความยาวสามย่อหน้ามาก ทั้งนี้การฝึกอยู่กับความไม่แน่นอนช่วงสั้นๆ ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับการหายไปโดยไม่ได้รับการอธิบาย การผิดคำพูดซ้ำๆ หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ให้ความชัดเจนพื้นฐานนะคะ ส่วนฝั่งที่โน้มไปทางหนี สิ่งสำคัญคือการ “บอกก่อนถอยห่าง” แจ้งทั้งเหตุผล เวลา และคำสัญญาว่าจะกลับมา อย่าง “วันนี้เหนื่อยมาก ขอพักหนึ่งชั่วโมงนะ ไม่ได้โกรธเธอนะ เดี๋ยวสองทุ่มครึ่งเราค่อยกลับมาคุยกัน” เปลี่ยนความหมายของการถอยห่างจาก “การถูกทิ้ง” เป็น “การพักที่มีสัญญาใจว่าจะกลับมา” ช่วยลดแรงกระตุ้นให้อีกฝ่ายไม่ต้องไล่ตามได้อย่างที่หลายคู่ไม่คาดคิด และสิ่งสำคัญไม่แพ้คำพูดคือการรักษาคำพูดที่ให้ไว้ เพราะคำสัญญาที่ไม่ถูกรักษา ทำลายความไว้วางใจมากกว่าการไม่สัญญาเลยค่ะ

ค่อยๆ “ปรับตัวเข้าหากันทีละนิด” ค่ะ คนที่โน้มไปทางไล่ตามไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนเย็นชา คนที่โน้มไปทางหนีก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนติดหนึบ การขยับเข้าหากันทีละนิดในจังหวะที่ระบบของทั้งคู่รับไหว ยั่งยืนกว่าการสลับขั้วแบบสุดโต่งเสมอ ทั้งนี้ไม่ใช่ทุกคู่จะสามารถปรับตัวจนเจอพื้นที่ที่เหมาะสมกันได้นะคะ บางคู่พบว่าเมื่อความต้องการของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันเกินกว่าจะปรับตัว การแยกย้ายด้วยความเข้าใจก็เป็นทางออกที่ดีค่ะ

รูปแบบไล่ตาม-หนีอาจปรากฏร่วมกับความสัมพันธ์ที่มีการควบคุมหรือทำร้ายได้ แต่เมื่อมีการข่มขู่ การลงโทษด้วยความเงียบเพื่อบังคับ การกำหนดเส้นทางชีวิต การควบคุมการเงิน หรือการใช้ความรุนแรง เราไม่ควรสรุปว่าสิ่งนั้นว่าเป็นเพียงวงจรที่ทั้งคู่มีต่อกันค่ะ ประเด็นเรื่องอำนาจและความปลอดภัยต้องมาก่อนการปรับการสื่อสารของคู่ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 มีคนพร้อมรับฟังและช่วยประเมินสถานการณ์เสมอค่ะ

เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ

หากวงจรหมุนถี่ขึ้นจนความสัมพันธ์เหลือแต่การทะเลาะกับการเงียบใส่กัน ความเหนื่อยล้ากระทบการนอน การงาน หรือความรู้สึกมีคุณค่าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ว่าจะแบบรายบุคคลหรือแบบคู่ คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ ทั้งนี้การทำงานแบบคู่เหมาะเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถพูดได้อย่างปลอดภัยและยอมรับความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนนะคะ หากมีการข่มขู่ ควบคุม หรือทำร้าย ควรประเมินความปลอดภัยแบบรายบุคคลก่อนค่ะ การมีคนกลางที่เห็นลูปจากข้างนอก ช่วยให้คู่จำนวนมากมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นจากข้างในได้เร็วขึ้นมากนะคะ และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอค่ะ

การสะกดจิตบำบัดกับวงจรตาม-หนี ในแนวทางของ NBRH

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ

สำหรับวงจรไล่ตาม-หนี การทำงานของเราอยู่ที่ระดับรายบุคคลเป็นหลักนะคะ การตอบสนองอัตโนมัติของแต่ละคนอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูปดำเนินต่อ แต่การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ยังขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายค่ะ สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือรูปแบบที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันของแต่ละฝั่ง ความกังวลที่พุ่งขึ้นเมื่ออีกฝ่ายเงียบ ความแน่นในอกเมื่อบทสนทนาเรียกร้องความใกล้ชิด แรงกระตุ้นที่จะพิมพ์ข้อความยาวหรือแรงกระตุ้นที่จะวางโทรศัพท์คว่ำไว้ การสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่ารูปแบบของเราเริ่มจากเหตุการณ์ไหน เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ในปัจจุบันมากขึ้น เช่น การเพิ่มพื้นที่ระหว่างสิ่งกระตุ้นกับการตอบสนอง เพื่อให้ความเงียบของอีกฝ่ายไม่ถูกแปลว่าต้องพิมพ์จิกทันที และความใกล้ชิดไม่ถูกแปลว่าต้องถอยทันที เมื่อผู้รับบริการมีพื้นที่ก่อนตอบสนองมากขึ้น พฤติกรรมที่มีต่อวงจรนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนความสัมพันธ์โดยรวมจะเปลี่ยนแปลงเพียงใดยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความร่วมมือของอีกฝ่ายด้วยค่ะ

ที่ NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ

หากยังไม่คุ้นกับรูปแบบความผูกพันทั้งสี่แบบ เริ่มได้ที่บทความ Attachment Styles รูปแบบความผูกพันทั้ง 4 แบบ ค่ะ ใครที่เห็นตัวเองในฝั่งตาม เราเจาะลึกไว้ในเรื่อง Anxious Attachment ความผูกพันแบบวิตกกังวล ส่วนฝั่งหนี อยู่ในเรื่อง Avoidant Attachment ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง นะคะ ทำไมความเข้มข้นของลูปถึงถูกอ่านเป็นความรัก อ่านต่อได้ในเรื่อง ทำไมเราเลือกคนแบบเดิมซ้ำๆ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ

← กลับไปหมวดความสัมพันธ์ & ความผูกพัน
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความสัมพันธ์ของคุณวนอยู่ในวงจรตาม-หนีจนเหนื่อยทั้งสองฝ่าย เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ