Relationships & Attachment · ความสัมพันธ์ & ความผูกพัน

ทำไมเราเลือกคนแบบเดิมซ้ำๆ หรือคล้ายพ่อแม่: เมื่อความคุ้นเคยถูกเข้าใจว่าเป็นความรัก

คืนวันเสาร์ แพนนั่งไล่อ่านแชทเก่าของแฟนคนล่าสุดที่เพิ่งเลิกกันไปเมื่อเดือนก่อน แล้วเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้เธอวางโทรศัพท์ลงค่ะ

“แกสังเกตไหม แฟนเก่าแกสามคนหลังนี่เหมือนกันทั้งสามคนเลยนะ”

แพนอยากจะเถียง แต่ก็เถียงไม่ออกค่ะ คนแรกเป็นศิลปิน คนที่สองทำการเงิน คนล่าสุดเป็นหมอ โปรไฟล์ต่างกันคนละโลก แต่พอคิดดีๆ พวกเขามาแนวเดียวกันเป๊ะ ทั้งสามคนเดาใจยาก ทุ่มให้เธอไม่สุด และแพนคือฝ่ายที่ต้องพยายามมากกว่าเสมอ และสุดท้ายก็มักจบลงด้วยคำถามเดิมๆ ว่าเราไม่ดีตรงไหน คืนนั้นจู่ๆ เธอก็ฉุกคิดได้ว่าความรู้สึก “พยายามให้ใครสักคนหันมามอง” นี่มันมาตั้งแต่บ้านที่เธอโตมาแล้วนี่นา

การเลือกคนรักแบบเดิมซ้ำๆ หรือพบว่าคนที่เราเลือกมักมีบางอย่างคล้ายพ่อแม่ของเรา เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกพูดถึงมานานในสายจิตวิทยา ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า “ความคุ้นเคย” มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะถูกดึงดูดโดยรูปแบบความสัมพันธ์ที่รู้จักและคุ้นเคยดีที่สุด แม้รูปแบบนั้นจะเคยทำให้เจ็บก็ตาม บทความนี้ชวนเข้าใจกลไกเบื้องหลังผ่านการทำงานร่วมกันของระบบสมองสามส่วน ได้แก่ อะมิกดะลา (Amygdala) อินซูล่า (Insula) และระบบโดปามีน (Dopamine System) พร้อมทั้งวิธีเริ่มออกจากวงจรนี้กันค่ะ

เราเลือกคนรักเหมือนพ่อแม่เราจริงเหรอ หรือเราคิดแค่ไปเอง

การสังเกตว่ามนุษย์มักวนกลับไปหารูปแบบเดิมในความสัมพันธ์ เป็นข้อสังเกตเก่าแก่ของวงการจิตวิทยาค่ะ แนวคิดคลาสสิกจากสายจิตวิเคราะห์เรียกมันว่าการย้ำทำซ้ำ (Repetition Compulsion) บางคนอาจพบว่าตนเองกลับเข้าไปอยู่ในสถานการณ์หรือบทบาทที่มีโครงสร้างคล้ายประสบการณ์เดิมซ้ำๆ อย่างไม่มีเหตุผล ส่วนงานวิจัยยุคหลังในสายความสัมพันธ์พบว่า รูปแบบความผูกพันจากวัยเยาว์มีความสัมพันธ์กับรูปแบบความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่เชิงสถิติค่ะ

หลายคนอาจเคยสังเกตว่าเรามักเลือกแฟนที่หน้าตาเหมือนพ่อแม่ของเรา แต่งานวิจัยลงลึกไปกว่านั้นมากค่ะ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า เรามักเลือกแฟนที่มีความเหมือนในเชิงรูปแบบความสัมพันธ์และการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่เขารักเรา วิธีที่เขาออกห่างจากเรา วิธีที่เขาปฏิบัติต่อเรา วิธีที่เราต้องแสดงออกเมื่ออยู่กับเขา

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ลองนึกถึงความเคยชินในการกินอาหารของเรานะคะ คนที่โตมากับอาหารรสจัด วันแรกที่กินอาหารรสอ่อนจะรู้สึกทันทีว่า “จืด ไม่อร่อยเลย” ทั้งที่ในทางโภชนาการ รสอ่อนๆ ดีต่อร่างกายมากกว่า ลิ้นไม่ได้ตัดสินความอร่อยจากคุณค่าทางอาหารค่ะ ลิ้นตัดสินจาก “ความคุ้นเคย” และใจของเราก็เช่นเดียวกันค่ะ รสชาติของความสัมพันธ์ที่เราโตมาด้วยความคุ้นเคย กลายเป็นนิยามของคำว่า “ใช่” โดยมันไม่สนว่ารสชาตนั้นจะส่งเฮลตี้หรือไม่

เราจะอธิบายความคุ้นเคยผ่านทางกลไกของสมองและร่างกายได้อย่างไร

หลายครั้งเวลาเราเจอใครใหม่ๆ สมองของเราทำงานอย่างหนักตั้งแต่วินาทีแรกที่สบตา เพื่อประเมินว่า “คนนี้ใช่สำหรับเราไหม?” ทั้งหมดนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมอง 3 ส่วนสำคัญ คือ amygdala, insula และ dopamine system ค่ะ

“อะมิกดะลา (Amygdala)” อะมิกดะลามีบทบาทในการเรียนรู้ความหมายทางอารมณ์และตรวจจับสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญ ความปลอดภัย หรือภัยคุกคาม ประสบการณ์เดิมๆ จึงอาจมีส่วนทำให้เราตอบสนองต่อน้ำเสียง ความเงียบ หรือระยะห่างบางแบบได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะอธิบายด้วยเหตุผลได้ทันค่ะ มันทำงานเหมือนเครื่องสแกนความปลอดภัย มันจะค้นข้อมูลจากอดีต ว่าคนตรงหน้านี้คล้ายใครในชีวิตเราหรือไม่ ถ้าคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกับพ่อแม่ หรือคนที่เคยดูแลเรามาก่อน ไม่ว่าจะดีหรือร้าย amygdala จะส่งสัญญาณความคุ้นเคยออกมาทำให้สมองเรารู้สึกอุ่นใจ ทั้งที่บางทีเหตุผลอาจบอกว่าคนนี้ไม่ปลอดภัยก็ได้

“อินซูล่า (Insula)” อินซูล่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้และบูรณาการสัญญาณจากภายในร่างกาย (Interoception) เช่น ใจเต้น ท้องหวิว หรือความตึงเครียด ถ้า insula ตีความว่าเรารู้สึกดี มันจะยิ่งตอกย้ำความรู้สึกดึงดูดขึ้นไปอีก

“ระบบโดปามีน (Dopamine System)” ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือโดปามีนเท่ากับความสุขค่ะ งานวิจัยพื้นฐานชี้ว่าหน้าที่เด่นๆ ของระบบโดปามีนคือ การสร้างแรงจูงใจ การเรียนรู้จากรางวัล และการคาดการณ์ตัวรางวัล มากกว่าตัวความสุขเอง ความไม่แน่นอนของการตอบสนองอาจทำให้บางคนเฝ้ารอและให้ความสนใจกับ “ครั้งต่อไป” มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อช่วงใกล้ชิดสลับกับช่วงถอยห่าง พูดให้ง่ายกว่านั้นก็คือ ทุกครั้งที่สมองเจออะไรคุ้นเคยแล้วรู้สึกดี dopamine จะหลั่งออกมาส่งความสุขให้สมองรู้สึกว่า “แบบนี้แหละดี” ยิ่งเสริมให้เรารู้สึกดึงดูดกับคนคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

การเรียนรู้อารมณ์จากประสบการณ์เดิมๆ ความรู้สึกทางกายที่ถูกตีความว่าเป็นเรื่องของเคมี และการเฝ้ารอรางวัลที่ไม่แน่นอน ทั้งสามส่วนนี้ประกอบกันเป็นสิ่งที่เราเรียกติดปากว่า “สเปค” ค่ะ แต่อยากให้รู้ก่อนที่เราจะไปต่อกันนะคะว่า “สเปคของเราอาจไม่ใช่แผนที่ของความเหมาะสม แต่เป็นแผนที่ของความคุ้นเคย” ใจที่บอกว่า “ใช่” อาจกำลังบอกแค่ว่า “รู้จักรสชาตนี้” เท่านั้นเองค่ะ

ถ้ารู้ทั้งรู้ว่าเจ็บ ทำไมยังเลือก — และทำไมมันไม่ใช่ความโง่

พอเห็นกลไกแล้ว คำตอบของคำถามนี้จะเปลี่ยนไปเลย ระบบของเราไม่ได้เลือกจาก “อะไรทำให้มีความสุข” เป็นหลัก มันมีแนวโน้มเลือกจาก “อะไรที่รู้จักและคุ้นเคย” เพราะสำหรับระบบเก่าแก่ของสมอง สิ่งที่คาดเดาได้คือสิ่งที่ปลอดภัยกว่า แม้สิ่งนั้นจะทำให้เราเจ็บก็ตาม พูดอีกแง่หนึ่งก็คือเจ็บแบบที่รู้จักและคาดเดาได้ อาจรู้สึกปลอดภัยกว่าสุขแบบที่ไม่เคยเจอแต่คาดเดาไม่ได้ค่ะ

อีกแนวคิดหนึ่งจากสายจิตบำบัดเสนอเพิ่มว่า การวนกลับไปหารูปแบบเดิมอาจมาพร้อมกับความหวังที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมเล็กๆ ด้วย ความหวังว่าครั้งนี้เราจะเขียนตอนจบใหม่ได้ ถ้าทำให้คนที่ทุ่มให้เราไม่สุดหันมาทุ่มสุดตัวได้สักครั้ง บางอย่างในอดีตอาจจะได้รับการพิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเรา

แล้วเราเปลี่ยนไปกินรสใหม่ๆ บ้างได้ไหม

ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ด้วยการบังคับลิ้นให้ชอบรสใหม่ในมื้อเดียว การปรับเริ่มจากสามอย่างที่เรียบง่ายกว่านั้น

หนึ่ง “รู้จักเมนูเดิมของตัวเอง” ลองมองย้อนความสัมพันธ์ที่ผ่านมาดูนะคะ ไม่ใช่เพื่อหาว่าใครผิด แต่เพื่อถามว่ามี “ลักษณะ” อะไรที่ซ้ำกันบ้าง เราอยู่ในจุดไหนในความสัมพันธ์เหล่านั้น

สอง “สังเกตความความรู้สึกที่เกิดขึ้นควบคู่กับพฤติกรรมจริง” ความรู้สึก “ถูกใจ ใช่เลย” การสังเกตไม่ได้บอกว่าเราจะต้องปฏิเสธคนที่เราถูกใจทันทีที่พบนะคะ แต่ควรให้เวลาสังเกตเขาควบคู่กันด้วยว่า คนคนนี้สม่ำเสมอ เคารพขอบเขตความสัมพันธ์และตัวตนของเรา รับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง และเปิดพื้นที่ให้เราเป็นตัวเองได้หรือไม่ เพราะความหวือหวาของความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกคุณภาพของความสัมพันธ์ค่ะ

สาม “ให้เวลาเรียนรู้รสชาตที่ไม่คุ้นเคย” ความรู้สึกเรียบๆ กับคนที่หนักแน่นมั่นคง อาจไม่ใช่สัญญาณว่าไม่ใช่ แต่เป็นสัญญาณว่าระบบใจยังไม่รู้จักรสนี้ การให้เวลาอีกสักหน่อยก่อนสรุปไม่ใช่การฝืนใจตัวเอง แต่คือการให้ลิ้นได้ลองทำความคุ้นเคยกับรสชาตใหม่จริงๆ ก่อนตัดสินค่ะ ทั้งนี้การให้เวลาไม่ได้หมายความว่าต้องฝืนสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เราไม่รู้สึกสนใจนะคะ แต่หมายถึงไม่ด่วนตัดสินใจเพียงแค่รู้สึกว่าคนๆ นี้ใช่ตั้งแต่แรกพบค่ะ

หากรูปแบบเดิมกระทบชีวิตชัดเจน ความสัมพันธ์จบซ้ำในจุดเดียวกันจนใจบอบช้ำสะสม หรือความกลัวจนไม่กล้าเริ่มใหม่ การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับบาดแผลทางใจ (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอนะคะ

การสะกดจิตบำบัดกับการปรับรสที่คุ้น ในแนวทางของ NBRH

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ

ในแนวทางของเรา เรื่องนี้อาจทำงานผ่านทั้งความคิด อารมณ์ และความรู้สึกทางกาย เพราะความรู้สึก “ใช่” มักเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าการอธิบายด้วยเหตุผลค่ะ สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือรูปแบบที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นใจที่เต้นแรงกับคนที่เดาทางยาก ความรู้สึกจืดชืดกับคนที่มั่นคง ความเคยชินกับบทบาทการเป็นฝ่ายที่พยายามมากกว่า การสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำในอดีต และไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์พ่อแม่ให้ครบทุกมิติ เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น เช่น การเพิ่มพื้นที่ระหว่างความรู้สึก “ถูกใจ ใช่เลย” กับการตัดสินใจ เพื่อให้มีโอกาสถามตัวเองว่าเสียงนี้มาจากความเหมาะสมหรือความคุ้นเคย ก่อนที่ความคุ้นเคยจะกลายเป็นการตัดสินใจโดยที่เรายังไม่ได้พิจารณาพฤติกรรมจริงของอีกฝ่ายค่ะ

ที่ NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เราเชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ

รูปแบบที่วนซ้ำมักมีรากที่เราเขียนถึงไว้แล้วค่ะ วิธีที่เราผูกพันหล่อหลอมมาอย่างไร อ่านได้ในบทความ Attachment Styles รูปแบบความผูกพันทั้ง 4 แบบ รากจากบ้านที่โตมา อยู่ในบทความ Toxic Parent และ Helicopter Parent และ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ค่ะ หากรูปแบบที่คุณวนกลับไปหาคือความสัมพันธ์ที่ทำร้าย เรื่อง Trauma Bonding เมื่อสายใยที่แน่นที่สุดถูกถักในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเรา มีคำตอบเฉพาะของมัน และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ

← กลับไปหมวดความสัมพันธ์ & ความผูกพัน
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณพบว่าตัวเองเลือกคนแบบเดิมและเจ็บแบบเดิมซ้ำๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ