Relationships & Attachment · ความสัมพันธ์ & ความผูกพัน

Attachment Styles มีอะไรบ้าง: รู้จัก 4 รูปแบบความผูกพัน และผลต่อความสัมพันธ์ในวันนี้

สี่ทุ่มสิบห้า ไอซ์นอนตะแคงมองจอมือถือในห้องที่ปิดไฟแล้ว ข้อความที่เธอส่งไปตั้งแต่สองทุ่มยังขึ้นแค่ “อ่านแล้ว” เธอเลื่อนดูสถานะของต้น ‘ออนไลน์’ อยู่ หัวใจเต้นแรงขึ้นทีละนิด นิ้วพิมพ์ข้อความใหม่แล้วก็ลบ พิมพ์แล้วก็ลบ ในหัวมีเสียงถามวนไปมาว่า เราทำอะไรผิดหรือเปล่า เขาเบื่อเราแล้วใช่ไหม คิดวนไปวนมาแบบนี้กว่าจะหลับลงก็เลยตีหนึ่งไปแล้ว

อีกฟากของเมือง ต้นวางมือถือคว่ำไว้บนโต๊ะ ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักไอซ์ แต่วันนี้พวกเขาคุยเรื่อง “เราสองคน” กันมาสามรอบแล้ว และทุกครั้งที่บทสนทนาเข้าใกล้คำว่าอนาคต เขาจะรู้สึกแน่นอกเหมือนห้องที่อากาศบางลงเรื่อยๆ สิ่งเดียวที่ร่างกายเรียกร้องคือ ขอพื้นที่หายใจแป๊บหนึ่ง แล้วเขาก็รู้สึกผิดที่ต้องการมัน

สองคนนี้รักกันค่ะ แต่กำลังพูดภาษาความผูกพันคนละภาษา โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าภาษาของตัวเองถูกสอนมาตั้งแต่ก่อนจะจำความได้เสียอีก

สิ่งนี้เรียกว่า Attachment Styles หรือรูปแบบความผูกพันค่ะ มันเป็นแนวคิดจากทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบที่มีการศึกษาวิจัยต่อเนื่องยาวนานในจิตวิทยาพัฒนาการ ใช้อธิบายว่าประสบการณ์กับผู้เลี้ยงดูในวัยเยาว์มีความสัมพันธ์กับวิธีที่เราสร้างความใกล้ชิด ไว้วางใจ และรับมือระยะห่างในความสัมพันธ์วัยผู้ใหญ่อย่างไร โดยทั่วไปมักแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ แบบมั่นคง แบบวิตกกังวล แบบหลีกเลี่ยง และแบบสับสนไม่เป็นระเบียบ บทความนี้ชวนรู้จักแต่ละรูปแบบ ผลที่อาจเกิดกับความรัก มิตรภาพ และการงาน พร้อมทั้งบทบาทของการสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) ในแนวทางของ NBRH ต่อการดูแลเรื่องนี้ค่ะ

Attachment Styles คืออะไร มาจากไหน

ทฤษฎีความผูกพันเริ่มต้นจากการศึกษาสายใยระหว่างเด็กเล็กกับผู้เลี้ยงดู และต่อมาถูกขยายมาศึกษาความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ด้วยค่ะ ใจความสำคัญคือ เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมคำถามพื้นฐานที่ไม่ได้ถูกถามออกมาเป็นคำพูด “เมื่อเราต้องการใครสักคน เขาจะอยู่ตรงนั้นไหม” และคำตอบที่เด็กได้รับซ้ำๆ ผ่านการถูกดูแล จะค่อยๆ หล่อหลอมเป็นพิมพ์เขียวของความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ ที่งานวิจัยจำนวนมากพบว่ามีความสัมพันธ์กับรูปแบบความผูกพันในวัยผู้ใหญ่ โดยเป็นความสัมพันธ์เชิงสถิติ ไม่ได้หมายความว่าวัยเด็กกำหนดชะตาความสัมพันธ์ของทุกคนตายตัวนะคะ

ลองเปรียบเหมือนระยะที่แต่ละคนเลือกนั่งรอบกองไฟค่ะ กองไฟคือความใกล้ชิด ความอบอุ่นที่เราทุกคนต้องการ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเรียนรู้ว่าไฟกองนี้อุ่นและวางใจได้ จึงสามารถนั่งผิงไฟใกล้ๆ ได้อย่างสบายตัว บางคนเรียนรู้ว่าไฟเคยมอดดับไปเฉยๆ จึงต้องคอยเขี่ยถ่านตลอดเวลาไม่ให้มันดับ บางคนเคยโดนสะเก็ดไฟ จึงเลือกนั่งห่างๆ ไว้ก่อนแม้ตัวหนาวแย่อยู่แล้ว และบางคนทั้งหนาวทั้งกลัว ใจอยากขยับเข้าใกล้แต่ขากลับพาถอยหลังออก ระยะที่เรานั่งจึงไม่ใช่นิสัยดีหรือนิสัยเสียค่ะ มันคือบทเรียนเก่าที่เรามีต่อกองไฟ และบทเรียนนั้นยังทำงานอยู่กับกองไฟใหม่ทุกกองในชีวิต

4 รูปแบบความผูกพัน มีอะไรบ้าง

รูปแบบเหล่านี้ไม่ใช่การวินิจฉัยและไม่ใช่กล่องตายตัว งานวิจัยยุคหลังจำนวนไม่น้อยมองมันเป็นสเปกตรัมมากกว่าประเภทแยกขาด คนหนึ่งคนอาจมีรูปแบบต่างกันในความสัมพันธ์ต่างวาระ และรูปแบบก็มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนได้ตามประสบการณ์ใหม่ค่ะ

  1. ความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment) คือคนที่นั่งใกล้กองไฟได้อย่างผ่อนคลาย ไว้วางใจได้ว่าความอบอุ่นจะยังอยู่แม้ตัวเองลุกไปทำธุระ ในความสัมพันธ์ พวกเขามักขอความช่วยเหลือได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ให้พื้นที่คู่ของตัวเองได้โดยไม่ตีความว่าถูกทิ้ง และเมื่อขัดแย้งก็มีแนวโน้มคุยกันตรงๆ มากกว่าเงียบใส่หรือระเบิดใส่ค่ะ รูปแบบนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าความผูกพันที่มั่นคงไม่ใช่ของหายากเกินเอื้อมค่ะ
  2. ความผูกพันแบบวิตกกังวล (Anxious Attachment) คือคนที่คอยเขี่ยถ่านไม่ให้ไฟดับ เพราะเคยเจอความอบอุ่นที่มาๆ หายๆ จนคาดเดาไม่ได้ ในวัยผู้ใหญ่ ร่องรอยนี้มักปรากฏเป็นความไวสูงต่อสัญญาณระยะห่าง ข้อความที่ตอบช้าลงจากแต่ก่อน น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปนิดเดียว และความต้องการคำยืนยันซ้ำๆ ว่ายังถูกรักอยู่ พูดง่ายๆ คือระบบเตือนภัยข้างในของคนกลุ่มนี้ถูกตั้งค่าไว้ไวกว่าคนอื่นค่ะ
  3. ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยง (Avoidant Attachment) คือคนที่เลือกนั่งห่างๆ กองไฟ ไม่ใช่เพราะเขาไม่หนาว แต่เพราะบทเรียนเก่าสอนว่าการพึ่งพาใครมักจบด้วยความผิดหวัง ในความสัมพันธ์ รูปแบบนี้มักปรากฏเป็นความอึดอัดเมื่อถูกขอความใกล้ชิดมากๆ ความถนัดในการ “จัดการปัญหาเอง” และความต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่คู่รักบางคนอ่านผิดว่าเป็นความเย็นชา
  4. ความผูกพันแบบสับสนไม่เป็นระเบียบ (Disorganized Attachment) คือคนที่ทั้งอยากเข้าใกล้และกลัวการเข้าใกล้ในเวลาเดียวกัน พวกเขามักมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์วัยเยาว์ที่คนซึ่งควรเป็นที่พึ่งกลับเป็นแหล่งของความไม่แน่นอนหรือความกลัวเสียเอง ในวัยผู้ใหญ่ รูปแบบนี้อาจปรากฏในลักษณะความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงสลับถอยห่าง ความรู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งตอนใกล้และตอนไกล ซึ่งมันเหนื่อยมากสำหรับเจ้าตัวนะคะ

รูปแบบความผูกพันส่งผลยังไงกับชีวิต

ผลของมันไปไกลกว่าความรักค่ะ เพราะกองไฟในชีวิตเราไม่ได้มีกองเดียว ในมิตรภาพ บางคนเป็นเพื่อนที่ดูแลทุกคนแต่ไม่เคยเล่าเรื่องตัวเอง ในที่ทำงาน บางคนตีการถูกคอมเมนต์งานเป็นสัญญาณว่ากำลังจะถูกเขี่ยออกจากทีม บางคนรับงานล้นมือเพราะการปฏิเสธรู้สึกเสี่ยงเกินไป กระทั่งความสัมพันธ์กับตัวเอง วิธีที่เราปลอบตัวเองในวันแย่ๆ ก็มักสะท้อนวิธีที่เราเคยถูกปลอบหรือไม่ถูกปลอบมาก่อนค่ะ

ข่าวที่ดีคือ รูปแบบความผูกพันไม่ใช่คำพิพากษาตลอดชีพ ความสัมพันธ์ที่มั่นคงในวัยผู้ใหญ่ ประสบการณ์ใหม่ที่ปลอดภัยต่อเนื่อง และการทำงานกับตัวเองอย่างมีทิศทาง ล้วนมีความสัมพันธ์กับการขยับเข้าใกล้ความมั่นคงมากขึ้น ปรากฏการณ์ที่บางครั้งถูกเรียกว่าความมั่นคงที่สร้างขึ้นภายหลัง (Earned Security) ค่ะ ระยะที่เรานั่งรอบกองไฟวันนี้ จึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเรื่อง ไม่ใช่บทสรุป

เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ

หากรูปแบบเดิมพาความสัมพันธ์สะดุดซ้ำในจุดเดียวกันจนเจ็บทั้งสองฝ่าย ความกังวลหรือความอึดอัดในความสัมพันธ์รบกวนการนอน การงาน หรือสุขภาพใจชัดเจน การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับบาดแผลทางใจ (trauma-informed) เป็นทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ คุณไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นอดีตให้ได้ก่อนถึงจะเริ่มต้น เพียงแค่เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์วันนี้ได้เลย

รูปแบบความผูกพันอธิบายความแตกต่างของคนสองคนได้ แต่ไม่ใช่ข้ออ้างให้ใครทำร้ายใคร หากความสัมพันธ์ของคุณมีการควบคุม ข่มขู่ หรือทำร้าย ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ นั่นเป็นอีกเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลืออีกแบบนะคะ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 มีคนพร้อมรับฟังและช่วยประเมินสถานการณ์อยู่เสมอ และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็อยู่ตรงนั้นเช่นกันค่ะ

การสะกดจิตบำบัดกับรูปแบบความผูกพัน ในแนวทางของ NBRH

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเองและความสัมพันธ์ และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์วัยเยาว์ค่ะ

สำหรับเรื่องความผูกพัน สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ความกังวลที่พุ่งขึ้นเมื่อข้อความไม่ถูกตอบ ความแน่นในอกเมื่อบทสนทนาเข้าใกล้ความผูกมัด หรือเสียงข้างในที่บอกว่าเดี๋ยวเขาก็ไป การทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำที่ถูกลืม และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบทเรียนเก่าแต่ละบทเริ่มเขียนขึ้นเมื่อไหร่ เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับความสัมพันธ์ในปัจจุบันมากขึ้น เช่น การเพิ่มพื้นที่ระหว่างสิ่งกระตุ้นกับการตอบสนอง เพื่อให้มีโอกาสเลือกได้ว่าจะสื่อสารความต้องการออกไปอย่างไร แทนการปล่อยให้ระบบเตือนภัยเก่าตัดสินใจแทนทั้งหมดค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในเรื่องความผูกพันคือการที่คนสองคนค่อยๆ เรียนรู้ภาษาของกันและกัน และแต่ละคนก็ได้เขียนบทเรียนใหม่ลงไปข้างบทเรียนเก่า ว่ากองไฟบางกองอุ่นและอยู่ตรงนั้นไม่เคยไปไหน และเราสามารถขยับเข้าใกล้ได้มากกว่าที่เคยคิดค่ะ

ที่ NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เรา เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ

รูปแบบความผูกพันมีรากที่หยั่งไปถึงวัยเยาว์ หากอยากเข้าใจภาพใหญ่ เราเขียนเรื่อง บาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ไว้เป็นจุดตั้งต้นค่ะ ใครที่รู้สึกว่ารากของตัวเองคือการเติบโตมาแบบไม่ถูกมองเห็น เรื่อง การละเลยทางอารมณ์ (Emotional Neglect) จะพาลงลึกตรงนั้นโดยเฉพาะ ส่วนคนที่อยากทำงานกับเสียงเล็กๆ ข้างในที่ยังรอการรับฟัง ลองอ่านเรื่อง Inner Child และร่องรอยจากวัยเด็ก ดูนะคะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ

← กลับไปหมวดความสัมพันธ์ & ความผูกพัน
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากรูปแบบความผูกพันเดิมพาความสัมพันธ์ของคุณสะดุดในจุดเดิมซ้ำๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ