ทำไมเราถึงตกหลุมรักคนที่ทำร้ายเรา — Red Flags ทำไมเราถึงมองไม่เห็น ทั้งที่คนอื่นเห็นหมด
เพื่อนสนิทนั่งฟังเรื่องราวความสัมพันธ์ของกิฟท์มาหลายเดือนแล้ว ทุกครั้งที่เธอเล่าเรื่องที่เขาโมโหจนพูดอะไรแรง ๆ ให้เธอต้องเสียใจ หรือเรื่องที่เขาทำร้ายร่างกายเธอแล้วก็มาง้อขอคืนดีเอาทีหลัง หรือเรื่องที่เขาหายไปทั้งคืนโดยไม่บอกกล่าว เพื่อนก็อดถามไม่ได้ว่า “ทำไมไม่เลิกสักที” และกิฟท์ก็มักจะตอบเพื่อนไปว่า “แต่เขาก็ไม่ได้แย่ตลอดนะ บางทีเขาก็ดีกับฉันมากจนฉันรู้สึกว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก”
เรียกได้ว่ามองจากดาวอังคารลงมายังเห็นสัญญาณเตือนความสัมพันธ์อันตรายชัดเสียยิ่งกว่าชัด แต่เธอที่อยู่ในความสัมพันธ์นี้กลับมองไม่เห็นมันเลย
สิ่งที่กิฟท์เป็นเรียกว่าภาวะ Trauma Bonding หรือพันธะจากบาดแผล ค่ะ มันเป็นแนวคิดจากงานศึกษาด้านความสัมพันธ์ที่มีการทำร้าย ใช้อธิบายสายใยผูกพันที่ยังคงอยู่แน่นแฟ้นแม้ความสัมพันธ์นั้นสร้างความเจ็บปวดหรืออันตราย ซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างผู้ถูกทำร้ายกับผู้ทำร้าย ผ่านวงจรของการทำร้ายสลับกับความอ่อนโยน กลไกหนึ่งที่อาจมีส่วนเสริมสายใยนี้คือการที่ความอ่อนโยนและการคืนดีมาแบบไม่สม่ำเสมอและคาดเดาไม่ได้ ทำให้ใจยังคงเฝ้ารอช่วงเวลาดีครั้งต่อไป บทความนี้จะพาไปเข้าใจภาวะ Trauma Bonding แบบลึกๆ กันค่ะ
Trauma Bonding คืออะไร
Trauma Bonding คือความผูกพันทางอารมณ์ที่แน่นแฟ้นผิดปกติ ซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างคนสองคนผ่านวงจรของการทำร้ายสลับกับความเมตตาหรือความรักที่มาเป็นช่วงๆ แนวคิดนี้มีรากมาจากการศึกษา Stockholm Syndrome ซึ่งพบว่าตัวประกันบางคนแทนที่จะกลัวคนร้ายที่จับตัวตัวเองไปกลับพัฒนาความผูกพันกับผู้จับตัวไปขึ้นมา และต่อมาทฤษฎีนี้ก็ถูกขยายความเข้าใจให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ที่มีการทำร้ายในรูปแบบต่างๆ
กลไกสำคัญที่ทำให้ Trauma Bonding ทรงพลังมากคือสิ่งที่เรียกว่า Intermittent Reinforcement หรือการเสริมแรงแบบไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหลักการทางจิตวิทยาเดียวกันกับที่ทำให้เครื่องสล็อตแมชชีนทำให้คนเล่นพนันติดได้ง่ายกว่าเกมที่ให้รางวัลสม่ำเสมอ เพราะความไม่แน่นอนว่าเมื่อไหร่จะได้รับสิ่งดีๆ นั้นกระตุ้นให้สมองเฝ้ารอและพยายามมากขึ้น
Trauma Bonding ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ที่ทะเลาะกันบ่อย
ไม่ใช่ทุกความสัมพันธ์ที่มีปัญหาจะเป็น Trauma Bonding ค่ะ คู่รักที่ทะเลาะกันแล้วกลับมาคืนดีกันยังอาจเป็นความสัมพันธ์ที่ดีได้ หากทั้งสองฝ่ายเคารพกันและกัน สามารถรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเอง และไม่มีวงจรของการควบคุมหรือการทำร้ายซ้ำๆ
สิ่งที่ทำให้ Trauma Bonding แตกต่าง คือการที่ความเจ็บปวดกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่ทำให้ความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อยๆ จนคนที่อยู่ในความสัมพันธ์รู้สึกว่าตัวเองออกมาไม่ได้ แม้จะรู้ว่ากำลังทุกข์อยู่ก็ตาม
ทำไมสมองถึงเลือกจดจำช่วงเวลาดีๆ มากกว่าความเจ็บปวด
ลองนึกภาพวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ค่ะ ช่วงแรกของความสัมพันธ์มักเต็มไปด้วยความหวานชื่น คำชม และความรู้สึกเหมือนได้รับความสำคัญมากเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า Love Bombing จากนั้นพฤติกรรมทำร้ายใจกันก็เริ่มปรากฏขึ้น อาจเป็นคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ การควบคุม หรือการหายตัวไปแบบไม่มีคำอธิบาย ตามมาด้วยความรู้สึกผิดหรือคำขอโทษ และการกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนที่วงจรนี้จะเริ่มต้นใหม่
อย่างไรก็ตาม Love Bombing เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นผู้มีบุคลิกภาพผิดปกติหรือมีเจตนาควบคุมอีกฝ่ายเสมอไปค่ะ สิ่งสำคัญคือการสังเกต “รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำ” มากกว่าตัดสินจากเหตุการณ์ครั้งเดียว
สมองที่เผชิญกับวงจรนี้ไม่ได้จดจำแค่ความเจ็บปวดค่ะ แต่จดจำความรู้สึกโล่งใจและความอบอุ่นที่มาหลังจากความเจ็บปวดนั้นด้วย และเนื่องจากช่วงเวลาดีๆ นั้นมาไม่แน่นอนและหายากกว่าปกติ สมองจึงให้ค่ากับมันมากเป็นพิเศษ
นักวิจัยอธิบายว่านี่คือการปรับเปลี่ยนวงจรประสาทที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความคิด สารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับความผูกพันและความสุข เช่นโดปามีนและออกซิโตซิน ทำงานอยู่ในทั้งความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพและใน Trauma Bonding เหมือนกัน เพียงแต่ในกรณีหลัง มันถูกกระตุ้นในบริบทที่ไม่ปลอดภัย
ทำไมคนนอกมองเห็น Red Flags ชัดเจน แต่คนในมองไม่เห็น
นี่คือคำถามที่หลายคนสงสัยที่สุดค่ะ คนนอกมองเห็นแค่ภาพรวมของพฤติกรรมที่ทำร้าย พวกเขาไม่ได้มีความผูกพันทางอารมณ์กับช่วงเวลาดีๆ ที่สลับเข้ามา จึงสามารถมองเห็นรูปแบบได้ชัดเจนแบบที่นักสืบมองเห็นหลักฐาน แต่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์นั้นกำลังประมวลผลทุกอย่างผ่านความทรงจำและความรู้สึกผูกพันที่สร้างขึ้นมาแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงพฤติกรรมที่เลวร้าย ความทรงจำเรื่องช่วงเวลาดีๆ ก็ผุดขึ้นมาด้วย ทำให้ยากที่จะประเมินสถานการณ์อย่างเป็นกลาง
งานวิจัยยังพบว่าคนที่มีรูปแบบความผูกพันแบบไม่มั่นคงมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะแบบวิตกกังวลหรือแบบสับสน มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปที่จะติดอยู่ใน Trauma Bonding เพราะระบบประสาทของพวกเขาอาจสับสนระหว่างความรู้สึก “คุ้นเคย” กับความรู้สึก “ปลอดภัย” ความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์แบบนี้จึงรู้สึกใกล้เคียงกับสิ่งที่พวกเขาเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าคือความรัก
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ นี่ไม่ใช่เรื่องของความอ่อนแอหรือความโง่เขลาค่ะ นักวิจัยบางท่านชี้ว่าคนที่มีความเห็นอกเห็นใจสูงและลงทุนทางอารมณ์ในความสัมพันธ์มาก กลับเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดอยู่ในวงจรนี้ เพราะจุดแข็งของพวกเขาถูกใช้ประโยชน์โดยอีกฝ่ายค่ะ
แล้วจะแยกความรักที่แท้จริงกับ Trauma Bonding ได้อย่างไร
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่รูปแบบค่ะ ความรักที่ดีต้องเติบโตผ่านความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และความรู้สึกปลอดภัยที่สม่ำเสมอ ในขณะที่ Trauma Bonding มีลักษณะเฉพาะคือวงจรของการทำร้ายสลับกับความเมตตา ความไม่สมดุลของอำนาจในความสัมพันธ์ และความรู้สึกว่าตัวตนของตัวเองค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป
ถ้าสังเกตว่าตัวเองรู้สึกดีใจมากผิดปกติกับความเมตตาเล็กๆ น้อยๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งถูกทำร้าย หรือรู้สึกว่าต้องคอยระวังตัวและปรับพฤติกรรมตัวเองตลอดเวลาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไม่พอใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังตกอยู่ในวงจรนี้ค่ะ
ที่ NBRH เราอยากบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า การมองไม่เห็น Red Flags ไม่ใช่ความผิดของคุณค่ะ มันคือผลลัพธ์ของกลไกทางประสาทวิทยาที่ทรงพลังมาก และการจะออกจากวงจรนี้ได้มักต้องอาศัยมากกว่าการรู้ตัวเพียงอย่างเดียว
หากอยากเข้าใจว่า Anxious Attachment ทำให้บางคนยิ่งรัก ยิ่งกลัวถูกทิ้งอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ Anxious Attachment คืออะไร — ทำไมบางคนยิ่งรัก ยิ่งกลัวถูกทิ้ง และถ้าอยากรู้ว่า Childhood Schema เชื่อมโยงกับการเลือกความสัมพันธ์แบบเดิมซ้ำๆ อย่างไร บทความ Childhood Schema กับความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณรู้สึกว่าออกจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายคุณไม่ได้สักที เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ