Anxious Attachment คืออะไร — ทำไมบางคนยิ่งรัก ยิ่งกลัวถูกทิ้ง
แฟนไม่ตอบไลน์ไปสามชั่วโมง เขานั่งดูโทรศัพท์ทุกห้านาที ใจเต้นระรัวขึ้นเรื่อยๆ สมองคิดไปแล้วว่าเธอต้องเบื่อเขาแน่ๆ หรือเธออาจกำลังคุยกับคนอื่นอยู่ แต่พอแฟนตอบกลับมาว่า “ขอโทษนะ อยู่ในมิตติ้ง” เขากลับรู้สึกโล่งใจได้แค่แป๊บเดียว ก่อนที่ความกังวลจะกลับมาใหม่ในครั้งต่อไปที่เธอเงียบไปนานกว่าปกติ
ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสงสัยเลยว่าเขารักแฟนของเขามากจริงๆ ค่ะ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาต้องเป็นทุกข์ เพราะยิ่งรักมากเท่าไหร่ ความกลัวที่จะถูกทิ้งก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น ทั้งที่เธอไม่เคยทำอะไรที่บ่งชี้เลยว่าจะทิ้งเขาไป
สิ่งนี้นักจิตวิทยาเรียกว่า Attachment Style หรือรูปแบบความผูกพัน ซึ่งก่อตัวขึ้นตั้งแต่ก่อนที่เขาหรือเราจะจำความได้ด้วยซ้ำ
Attachment Style คืออะไร
แนวคิดนี้เริ่มต้นจาก John Bowlby นักจิตวิเคราะห์ที่ศึกษาความผูกพันระหว่างทารกกับผู้เลี้ยงดูในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ค่ะ เขาพบว่าวิธีที่ผู้เลี้ยงดูตอบสนองต่อความต้องการของทารก ทั้งเรื่องความสม่ำเสมอ ความอ่อนไหวต่อความรู้สึก และความพร้อมที่จะอยู่ตรงนั้นเมื่อทารกต้องการ หล่อหลอมความเชื่อพื้นฐานว่าโลกนี้ปลอดภัยแค่ไหน และตัวเองมีค่าพอที่จะได้รับความรักหรือไม่
ต่อมา Mary Ainsworth นักจิตวิทยาผู้ร่วมงานกับ Bowlby ได้ทดลองสังเกตพฤติกรรมทารกเมื่อแยกจากผู้เลี้ยงดูชั่วคราว และพบรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ก่อนที่ Cindy Hazan และ Phillip Shaver จะขยายแนวคิดนี้มาสู่ความสัมพันธ์แบบคู่รักในวัยผู้ใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1980 ค่ะ
Attachment Style ในวัยผู้ใหญ่มักถูกแบ่งออกเป็นสี่รูปแบบได้แก่ “แบบมั่นคง” ที่ทำให้รู้สึกสบายใจกับความใกล้ชิดและเชื่อใจคนอื่นได้ง่าย “แบบวิตกกังวล” ที่โหยหาความใกล้ชิดแต่มักไม่มั่นใจในตัวเองและกลัวถูกทิ้ง “แบบหลีกเลี่ยง” ที่มักรักษาระยะห่างทางอารมณ์และให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระ และ “แบบผสม” ที่โหยหาความสัมพันธ์แต่ก็กลัวความใกล้ชิดในเวลาเดียวกัน
ทำไมคนที่มี Attachment Style วิตกกังวลถึงยิ่งรัก ยิ่งกลัว
หัวใจของ Anxious Attachment หรือความผูกพันแบบวิตกกังวลคือ ความเชื่อพื้นฐานที่ว่าความรักและการดูแลจากคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อาจหายไปได้ทุกเมื่อ ความเชื่อนี้มักก่อตัวขึ้นเมื่อผู้เลี้ยงดูในวัยเด็กตอบสนองแบบไม่สม่ำเสมอ บางครั้งอบอุ่นเต็มที่ บางครั้งเย็นชาหรือไม่ว่างเลย ทำให้เด็กไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่จะได้รับความรัก และต้องคอยเฝ้าระวังสัญญาณตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
นักวิจัยอธิบายว่าคนที่มี Anxious Attachment มักมีความอ่อนไหวสูงต่อสัญญาณใดๆ ที่อาจบ่งบอกถึงการถูกปฏิเสธหรือถูกทิ้ง และมีความต้องการความมั่นใจซ้ำๆ ว่าตัวเองยังเป็นที่รักอยู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมความรักที่มากขึ้นถึงไม่ได้ทำให้ความกลัวลดลง แต่กลับยิ่งกลัวมากขึ้นค่ะ เพราะยิ่งลงทุนทางอารมณ์มากเท่าไหร่ สิ่งที่อาจสูญเสียก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้นในสายตาของระบบเตือนภัยที่ไวเป็นพิเศษนี้
สิ่งนี้ก็เลยทำให้ความรู้สึกโล่งใจที่ได้รับตอนแฟนตอบไลน์กลับมามักอยู่ได้ไม่นาน เพราะมันไม่ได้แก้ที่ต้นตอของความกลัว มันแค่ดับสัญญาณเตือนภัยไปชั่วคราว แล้วระบบก็พร้อมจะเปิดใหม่ทันทีที่มีสัญญาณต่อไปเข้ามา
เมื่อความกลัวถูกทิ้งกลายเป็นสิ่งที่ผลักให้คนที่รักออกไปจริงๆ
นี่คือความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดของ Anxious Attachment ค่ะ พฤติกรรมที่เกิดจากความกลัวถูกทิ้ง เช่น การต้องการคำยืนยันซ้ำๆ ว่ายังรักกันอยู่ ความหึงหวงที่รุนแรง หรือการพยายามควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันความไม่แน่นอน บางครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดให้กับอีกฝ่าย และผลักดันให้ความสัมพันธ์นั้นอ่อนแอลงจริงๆ
พูดง่ายๆ คือความกลัวที่พยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น อาจกลายเป็นสิ่งที่เร่งให้มันเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะคนคนนั้นทำอะไรผิด แต่เพราะระบบเตือนภัยที่ทำงานหนักเกินไปมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างสัญญาณอันตรายจริงกับสัญญาณธรรมดาที่ถูกตีความผิดไป
Attachment Style เปลี่ยนได้ไหม
ข่าวดีคือ Attachment Style ไม่ใช่ป้ายที่ติดตัวไปตลอดชีวิตค่ะ แม้จะก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ผ่านประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่มั่นคงและปลอดภัยในวัยผู้ใหญ่ งานวิจัยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า Attachment Style ไม่ใช่สิ่งที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต หลายคนสามารถพัฒนาไปสู่สิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า Earned Security หรือ “ความรู้สึกมั่นคงที่สร้างขึ้นใหม่” ผ่านความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยและประสบการณ์การเยียวยาได้ค่ะ
แต่การเปลี่ยนแปลงนี้มักไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองว่า “ไม่ต้องกังวลหรอกนะ” เพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะความกลัวถูกทิ้งไม่ได้อยู่แค่ในระดับความคิด แต่ฝังอยู่ในระบบประสาทที่ตอบสนองอย่างอัตโนมัติ นี่คือจุดที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดอาจเข้ามามีบทบาทได้ค่ะ เพราะการพาสมองเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายลึกเปิดโอกาสให้เข้าถึงความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยและคุณค่าของตัวเองที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกได้มากกว่าการพูดคุยในระดับความคิดตามปกติ การทำงานกับรูปแบบความกลัวนี้อาจช่วยให้ระบบเตือนภัยที่ไวเกินไปเรียนรู้ที่จะสงบลง โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพิสูจน์ความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่ NBRH เรามองว่าความกลัวถูกทิ้งไม่ใช่สัญญาณว่ารักมากเกินไปหรือหวงเกินไปค่ะ มันคือรูปแบบที่ระบบประสาทเรียนรู้มาตั้งแต่ก่อนที่จะเลือกได้ด้วยตัวเอง และรูปแบบที่เรียนรู้มา ก็มีความเป็นไปได้เสมอที่จะเรียนรู้ใหม่ให้ความรักรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยเฝ้าระวังตลอดเวลา
หากอยากเข้าใจว่า Childhood Schema เชื่อมโยงกับการเลือกความสัมพันธ์แบบเดิมซ้ำๆ อย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ Childhood Schema กับความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ และถ้าอยากรู้ว่า Self-esteem ต่ำเปลี่ยนวิธีที่สมองรับมือกับความทุกข์อย่างไร บทความ Self-esteem ต่ำ ไม่ใช่แค่ขาดความมั่นใจ จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความกลัวถูกทิ้งกำลังทำให้ความรักรู้สึกเหมือนการเฝ้าระวัง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ