Self-esteem ต่ำ ไม่ใช่แค่ทำให้ขาดความมั่นใจ แต่มันเปลี่ยนวิธีที่สมองรับมือกับความทุกข์
ในออฟฟิศแห่งหนึ่ง พนักงานสาวโดนเจ้านายตำหนิเพราะทำงานผิดพลาด ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เธอพลาดไป แต่ไม่นานเธอก็บอกกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร เอาใหม่ก็ได้ คราวหน้าฉันจะดีขึ้นกว่านี้” ในขณะที่พนักงานอีกคนที่โดนตำหนิเรื่องเดียวกัน กลับเอาคำตำหนิของเจ้านายกลับไปคิดแล้วคิดอีกทั้งคืนจนนอนไม่หลับ เขารู้สึกเหมือนคุณค่าของเขาพังทลาย และพาลไปขุดเรื่องผิดพลาดเก่า ๆ ของตัวเองขึ้นมาคิดจนทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง
เหตุการณ์เดียวกัน คำพูดเดียวกัน แต่ทำไมการตอบสนองของทั้งสองคนจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง?
คำตอบคือ ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของเหตุการณ์ค่ะ แต่อยู่ที่ Self-esteem หรือความรู้สึกมีค่าในตัวเองที่แต่ละคนมีอยู่ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเสียอีก
Self-esteem ต่ำไม่ใช่แค่ “ไม่มั่นใจ”
หลายคนเข้าใจว่า Self-esteem ต่ำคือการขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความเห็น แต่ความจริงแล้วมันลึกกว่านั้นมากค่ะ Self-esteem คือความรู้สึกมีคุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่แค่ความมั่นใจในทักษะหรือความสามารถเฉพาะด้านของตน ในงานวิจัยบางส่วน Self-esteem และ Self-worth ถูกใช้ในบริบทที่ใกล้เคียงกัน โดยต่างก็หมายถึงความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่เพียงความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง
คนที่มี Self-esteem ต่ำอาจดูมั่นใจภายนอกได้นะคะ เขาอาจจะเป็นคนพูดเก่ง ทำงานเก่ง หรือเข้าสังคมได้ดี จนใครๆ ต่างก็ชื่นชม แต่แทนที่จะรู้สึกขอบคุณหรือยินดีกับคำชื่นชมเหล่านั้น ภายในใจของเขากลับมีเสียงที่คอยบอกตัวเองว่า “ยังดีไม่พอ” หรือ “ถ้าเขารู้จักฉันจริงๆ เขาจะไม่ชอบฉัน” อยู่เสมอ
งานวิจัยพบว่า Self-esteem ต่ำเป็นสารตั้งต้น “นำไปสู่” ซึมเศร้า
นี่คือประเด็นที่นักวิจัยถกเถียงกันมานานแล้วค่ะ ว่า Self-esteem ต่ำเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า หรือเป็นแค่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคนเป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว
การทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามผู้เข้าร่วมในระยะยาวหลายชุด พบหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนสำหรับสิ่งที่เรียกว่า Vulnerability Model หรือแบบจำลองความเปราะบาง ซึ่งระบุว่า Self-esteem ต่ำมีส่วนทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ในอนาคต ไม่ใช่แค่เป็นผลตามมาเพียงอย่างเดียว และผลลัพธ์นี้พบได้สม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นเพศไหน อายุเท่าไหร่ หรือกลุ่มตัวอย่างจากภูมิหลังใด
ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยพบว่าความเชื่อมโยงระหว่าง Self-esteem ต่ำกับโรคซึมเศร้าส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านด้วย Rumination ค่ะ พูดง่ายๆ คือ คนที่มี Self-esteem ต่ำมีแนวโน้มที่จะครุ่นคิดถึงความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตัวเองซ้ำๆ มากกว่า และการครุ่นคิดนั้นเองที่นำไปสู่อาการซึมเศร้าในที่สุด
ทำไมเหตุการณ์เดียวกัน ถึงส่งผลต่างกันมากขนาดนี้
มีทฤษฎีที่เรียกว่า Self-esteem Buffering Hypothesis หรือสมมติฐานเรื่อง Self-esteem เป็นเกราะป้องกัน ซึ่งอธิบายว่าเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายในชีวิต คนที่มี Self-esteem สูงมักมีทรัพยากรทางจิตใจเพียงพอที่จะรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่คนที่มี Self-esteem ต่ำมักขาดทรัพยากรนั้น ทำให้มีแนวโน้มดิ่งลงไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้ง่ายกว่า
พูดอีกแบบคือ Self-esteem ทำหน้าที่เหมือนเกราะกันกระแทกทางจิตใจค่ะ เมื่อมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น คนที่มีเกราะหนาพอจะรับแรงกระแทกได้โดยไม่บาดเจ็บมาก ในขณะที่คนที่มีเกราะบางกว่าจะรู้สึกเจ็บและนานกว่ามาก แม้ว่าแรงกระแทกอาจจะเท่ากันก็ตาม
สมองของคน Self-esteem ต่ำมีอะไรต่างออกไปจริงๆ ไหม
มีงานวิจัยที่ใช้การถ่ายภาพสมองศึกษาโครงสร้างสมองของคนที่มี Self-esteem ในระดับต่างกัน และพบสิ่งที่น่าสนใจค่ะ คนที่มี Self-esteem ต่ำมีปริมาตรของฮิปโปแคมปัสน้อยกว่าคนที่มี Self-esteem สูง ซึ่งฮิปโปแคมปัสเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำและมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความเครียด
งานวิจัยชิ้นเดียวกันยังพบว่าเมื่อต้องรับมือกับสิ่งเร้าทางลบ คนที่มี Self-esteem สูงจะแสดงการทำงานที่เพิ่มขึ้นในบริเวณ Anterior Cingulate Cortex และเปลือกสมองส่วนหน้าด้านข้าง พร้อมกับการทำงานที่ลดลงของอะมิกดาลา ซึ่งเป็นรูปแบบที่บ่งบอกถึงการควบคุมอารมณ์ที่มีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ คือสมองของคนที่มี Self-esteem สูงมีแนวโน้มจะ “กำกับ” อารมณ์ด้านลบได้ดีกว่า ในขณะที่สมองของคนที่มี Self-esteem ต่ำมีแนวโน้มปล่อยให้อารมณ์ด้านลบทำงานได้เต็มที่กว่า
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคำวิจารณ์เพียงประโยคเดียว จึงติดอยู่ในหัวของบางคนได้ทั้งคืน ในขณะที่อีกคนสามารถรับฟัง ปรับปรุง แล้วเดินหน้าต่อได้ค่ะ เพราะสมองของทั้งสองกำลังประมวลผลเหตุการณ์เดียวกันด้วยรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เพราะคนหนึ่งอ่อนแอกว่าอีกคน
เมื่อกลยุทธ์การรับมือกลายเป็นตัวขยายความทุกข์
งานวิจัยที่ศึกษากลยุทธ์การรับมือกับความเครียดพบว่า คนที่ใช้กลยุทธ์อย่าง Rumination (การครุ่นคิดเชิงลบ), Catastrophizing (การคิดว่าเรื่องเล็กจะบานปลายจนกลายเป็นเรื่องใหญ่) และ Self-blame (การโทษตนเอง) มีความเปราะบางต่อปัญหาทางอารมณ์มากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้กลยุทธ์เหล่านี้ ในขณะที่คนที่ใช้ Positive Reappraisal หรือการมองสถานการณ์ใหม่ในเชิงบวก จะมีความเปราะบางน้อยกว่ามาก
และ Self-esteem ต่ำนั้นเองที่มีแนวโน้มผลักให้คนเลือกใช้กลยุทธ์แบบแรกมากกว่าแบบหลังค่ะ เพราะเมื่อความรู้สึกพื้นฐานเกี่ยวกับคุณค่าตัวเองเปราะบางอยู่แล้ว สมองก็มีแนวโน้มตีความเหตุการณ์ทางลบว่าเป็นการยืนยันความเชื่อเดิมที่มีอยู่ มากกว่าจะมองเป็นเหตุการณ์ที่แยกต่างหาก
แล้วสิ่งนี้เปลี่ยนได้ไหม
ข่าวดีคือ Self-esteem ไม่ใช่คุณสมบัติที่ตายตัวค่ะ มันคือรูปแบบความเชื่อเกี่ยวกับตัวเองที่ก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์สะสม ทั้งจากวัยเด็ก ความสัมพันธ์ และวิธีที่เราตีความเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต ซึ่งหมายความว่ามันเป็นสิ่งที่เรียนรู้มา และสิ่งที่เรียนรู้มาก็มีความเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้ใหม่
การทำงานกับความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองในระดับจิตใต้สำนึก อาจช่วยเปิดโอกาสให้รูปแบบการตีความเหตุการณ์ทางลบเปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่ใช่การบังคับให้รู้สึกดีกับตัวเองแบบผิวเผิน แต่เป็นการค่อยๆ ปรับความเชื่อที่ฝังลึกอยู่ ให้เกราะป้องกันทางจิตใจที่เคยบางลงมีความหนาขึ้นได้
ที่ NBRH เรามองว่า Self-esteem ต่ำไม่ใช่ความอ่อนแอหรือการคิดมากเกินไปค่ะ มันคือรูปแบบที่สมองเรียนรู้ว่าจะตีความและรับมือกับความทุกข์อย่างไร ซึ่งก่อตัวมาจากประสบการณ์สะสมตลอดชีวิต และเพราะมันเป็นสิ่งที่เรียนรู้มา มันจึงมีความเป็นไปได้เสมอที่จะเรียนรู้ในแบบที่ต่างออกไป
หากอยากเข้าใจว่า Self-esteem เชื่อมโยงกับ Rumination และ Self-blame ในโรคซึมเศร้าอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ ทำไมบางคนปล่อยวางไม่ได้ — Rumination กับโรคซึมเศร้า และถ้าอยากรู้ว่าประสบการณ์ในวัยเด็กและปัจจัยอื่นๆ เชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างไรในภาพรวม บทความ โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองจริงหรือ จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากเสียงที่บอกว่า “ยังดีไม่พอ” กำลังกัดกินชีวิตของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ