Childhood Schema กับความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่ — ทำไมเราถึงเลือกคนแบบเดิมซ้ำๆ
ลูกค้าสาวสวยท่านหนึ่งเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “หนูรู้สึกว่าหนูเลือกคนผิดซ้ำๆ ทุกครั้งเลย”
ทุกครั้งที่เริ่มความสัมพันธ์ใหม่ เธอบอกตัวเองว่าครั้งนี้จะต้องต่างออกไป คนนี้จะต้องดีกว่าคนก่อนหน้า แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก เธอก็พบว่าตัวเองกลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิมๆ อีกครั้ง เฝ้ารอให้เขาหันมามาอง ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาสนใจมากขึ้น แล้วก็รู้สึกเจ็บปวดเมื่อเขาไม่เป็นตามที่คาดหวัง
รูปแบบนี้คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Early Maladaptive Schema หรือรูปแบบความเชื่อที่ไม่เอื้อประโยชน์ ซึ่งก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยเด็กค่ะ
Childhood Schema คืออะไร
แนวคิดนี้พัฒนาโดย Jeffrey Young นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้ง Schema Therapy ในช่วงทศวรรษ 1990 ค่ะ เขาอธิบายว่า Early Maladaptive Schema คือรูปแบบความคิด อารมณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกทางกายเกี่ยวกับตัวเองและความสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยเด็กและฝังแน่นต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
Schema เหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อความต้องการพื้นฐานทางอารมณ์ในวัยเด็กไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงและความปลอดภัยในความสัมพันธ์ ความรู้สึกเป็นอิสระที่เหมาะสมกับวัย พื้นที่สำหรับความเป็นธรรมชาติของเด็กและการละเล่น หรือขอบเขตและโครงสร้างที่ชัดเจนจากผู้ปกครอง เมื่อความต้องการเหล่านี้ขาดหายไป สมองของเด็กก็สร้างความเชื่อพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเองและโลกขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์นั้น และความเชื่อนี้เองที่ติดตัวไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
Young แบ่ง Schema ออกเป็นห้ากลุ่มใหญ่ค่ะ ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวกับการถูกตัดขาดและปฏิเสธ กลุ่มที่เกี่ยวกับความบกพร่องด้านความเป็นอิสระและความสามารถ กลุ่มที่เกี่ยวกับขอบเขตที่บกพร่อง กลุ่มที่เกี่ยวกับการมุ่งเน้นคนอื่นมากเกินไป และกลุ่มที่เกี่ยวกับความเข้มงวดและมาตรฐานที่สูงเกินจริง
ทำไม Schema จากวัยเด็กถึงตามมาถึงความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่
งานวิจัยพบว่า Schema ในกลุ่มที่เกี่ยวกับการถูกตัดขาดและปฏิเสธ ซึ่งครอบคลุมความเชื่อเช่น “ฉันจะถูกทอดทิ้ง” หรือ “ฉันไม่มีค่าพอที่ใครจะรัก” มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับประสบการณ์การถูกทำร้ายและการถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก และ Schema กลุ่มนี้เองที่ส่งผลต่อรูปแบบความสัมพันธ์ในวัยผู้ใหญ่มากที่สุด
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า Childhood Schema มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ Attachment Style หรือรูปแบบความผูกพัน ที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ความสัมพันธ์แรกในชีวิตกับผู้เลี้ยงดู การศึกษาระยะยาวนานถึง 15 ปีที่ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบความผูกพันในวัยเด็กกับ Schema ในวัยผู้ใหญ่ พบว่าความกังวลสูงเรื่องการถูกทอดทิ้ง มุมมองเชิงลบต่อตัวเอง และความทุกข์ทางจิตใจที่แสดงออกอย่างชัดเจนในวัยเด็ก มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนา Schema ที่ไม่เอื้อประโยชน์ในวัยผู้ใหญ่
พูดง่ายๆ คือ ถ้าเด็กคนหนึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ความผูกพันไม่มั่นคง หรือไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองจะอยู่ตรงนั้นให้เมื่อตนต้องการ สมองก็จะเรียนรู้ว่า “ความสัมพันธ์คือสิ่งที่ไม่แน่นอน” และความเชื่อนี้จะกลายเป็นแผนที่ที่ใช้ตีความความสัมพันธ์ทุกครั้งในชีวิต แม้จะไม่รู้ตัวก็ตาม
เมื่อ Schema กลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดสถานการณ์เดิมซ้ำๆ
นี่คือส่วนที่อธิบายว่าทำไมผู้หญิงในเรื่องเล่าตอนต้นถึงรู้สึกว่าตัวเอง “เลือกคนผิดซ้ำๆ” ค่ะ Schema ไม่ได้แค่มีอยู่เฉยๆ ในความคิด แต่มันมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้คนเลือกสถานการณ์ที่ยืนยันความเชื่อเดิม แม้สถานการณ์นั้นจะทำให้ตนต้องเจ็บปวดก็ตาม เพราะสมองรู้สึกคุ้นเคยกับรูปแบบนั้นมากกว่ารูปแบบใหม่ที่ยังไม่รู้จัก
หลายคนอธิบายความรู้สึกนี้ว่าเป็น Chemistry หรือ “เคมีตรงกัน” แต่ในมุมของ Schema Therapy ความรู้สึกว่า “คนนี้ใช่” บางครั้งอาจไม่ใช่เพราะเขาเหมาะกับเรา แต่เพราะเขากระตุ้นรูปแบบความสัมพันธ์ที่สมองคุ้นเคยมาตั้งแต่วัยเด็ก ความรู้สึกดึงดูดที่รุนแรงและเร็วผิดปกติจึงบางครั้งเป็นสัญญาณของ Schema ที่กำลังทำงาน มากกว่าความเข้ากันได้ที่แท้จริง
คนที่มี Schema เรื่องการถูกทอดทิ้งอาจเผลอถูกดึงดูดเข้าหาคนที่ห่างเหินทางอารมณ์โดยไม่รู้ตัว เพราะความไม่แน่นอนนั้นสร้างความรู้สึก “คุ้นเคย” ที่สมองเคยเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก และเมื่อความสัมพันธ์นั้นจบลงด้วยความเจ็บปวดตามที่คาดไว้ Schema เดิมก็จะยิ่งแข็งแรงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยากจะหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว
งานวิจัยเชิงระบบขนาดใหญ่ที่วิเคราะห์ผลจากการศึกษา 27 ชิ้น พบว่า Schema ในกลุ่มการแยกตัวจากสังคม ความมองโลกในแง่ลบ ความรู้สึกบกพร่องและอับอาย และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการทางสังคม มีผลกระทบที่สูงที่สุดเมื่อเทียบระหว่างกลุ่มที่มีปัญหาทางจิตใจกับกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพจิตดี ทำให้ยืนยันได้ว่า Schema เหล่านี้ไม่ใช่แค่ความคิดลอยๆ แต่เชื่อมโยงกับความทุกข์ทางจิตใจในระดับที่วัดได้จริงค่ะ
Schema ไม่ได้แปลว่าครอบครัวดั้งเดิมต้องเลวร้าย
Schema ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในครอบครัวที่มีการทำร้ายร่างกายรุนแรงเท่านั้น บางครั้งมันเกิดจากช่องว่างเล็กๆ ที่ผู้ปกครองไม่ได้ตั้งใจ เช่นพ่อแม่ที่รักลูกมากแต่ไม่ค่อยแสดงออก หรือครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงมากจนเด็กรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาเพื่อให้ได้รับความรัก
Schema จึงไม่ใช่เรื่องของการตัดสินว่าพ่อแม่ “แย่” หรือ “ดี” ค่ะ แต่เป็นเรื่องของช่องว่างระหว่างความต้องการทางอารมณ์ที่เด็กคนนั้นมี กับสิ่งที่สภาพแวดล้อมสามารถให้ได้ในตอนนั้น
แล้ว Schema เปลี่ยนได้ไหม
เนื่องจาก Schema เป็นรูปแบบความเชื่อที่ฝังลึกและทำงานโดยอัตโนมัติ การรู้ตัวว่ามันมีอยู่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่มักไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ทั้งหมดค่ะ เพราะ Schema ไม่ได้อยู่แค่ในระดับความคิด แต่ฝังอยู่ในระดับอารมณ์และความรู้สึกทางกายด้วย
นี่คือจุดที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดอาจเข้ามามีบทบาทได้ค่ะ เพราะการสะกดจิตบำบัดทำงานโดยพาสมองเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายลึก ซึ่งเอื้อต่อการเข้าถึงรูปแบบความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกได้มากกว่าการพูดคุยในระดับความคิดตามปกติ การทำงานกับ Schema ผ่านกระบวนการสะกดจิตบำบัดในระดับจิตใต้สำนึกอาจช่วยเปิดโอกาสให้สมองได้เรียนรู้รูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ ที่ไม่ได้ยืนยันความเชื่อเดิมซ้ำๆ ไม่ใช่การลบความทรงจำในวัยเด็กออกไป แต่เป็นการช่วยให้สมองมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากรูปแบบที่คุ้นเคยแต่ทำร้ายตัวเอง
ที่ NBRH เรามองว่าการเลือกคนแบบเดิมซ้ำๆ ไม่ใช่เพราะโชคไม่ดีหรือไม่มีวิจารณญาณค่ะ มันคือแผนที่ที่สมองสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเด็กเพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์และความรัก และแผนที่ที่เรียนรู้มา ก็มีความเป็นไปได้เสมอที่จะเขียนใหม่ให้นำไปสู่ที่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม
หากอยากเข้าใจว่าประสบการณ์ในวัยเด็กเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้าอย่างไรในภาพรวม สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองจริงหรือ และถ้าอยากรู้ว่า Self-esteem ต่ำเปลี่ยนวิธีที่สมองรับมือกับความทุกข์อย่างไร บทความ Self-esteem ต่ำ ไม่ใช่แค่ขาดความมั่นใจ จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณพบว่าตัวเองวนกลับไปอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบเดิมซ้ำๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ