Relationships & Attachment · ความสัมพันธ์ & ความผูกพัน

Toxic Parent และ Helicopter Parent: เมื่อความรักของพ่อแม่ทิ้งรอยแผลไว้ในชีวิตลูก

ภีมได้รับอีเมล์ตอบรับงานที่บริษัทใหม่มาสามวันแล้ว ตำแหน่งสูงขึ้น พร้อมด้วยเงินเดือนและสวัสดิการดีกว่าเดิม แต่ต้องย้ายไปอีกจังหวัด

สิ่งแรกที่ภีมทำหลังอ่านอีเมล์จบ ไม่ใช่การถามตัวเองว่าอยากไปไหม แต่คือการยกโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนหาเบอร์ “แม่” แล้วเขาก็ชะงัก เพราะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว และจำไม่ได้เลยว่าเคยตัดสินใจเรื่องใหญ่ครั้งไหนโดยไม่ผ่านแม่ก่อนบ้าง คณะที่เรียน งานแรกที่ทำ คอนโดที่เช่า กระทั่งยี่ห้อวิตามินที่กิน แม่รักภีมมาก โทรมาทุกวัน เตือนทุกเรื่อง รู้เรื่องของภีมทุกอย่าง และบางที นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คืนนี้ภีมนั่งมองอีเมล์แล้วรู้สึกเหมือนเด็กที่ส่งการบ้านไม่ได้ถ้าแม่ไม่ตรวจให้ก่อน ใจหนึ่งอยากไปเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง อีกใจก็ถามตัวเองว่า “ถ้าแม่ไม่เห็นด้วยล่ะ?”

เคยได้ยินคำว่า Toxic Parent (รูปแบบความสัมพันธ์กับพ่อแม่ที่กัดกร่อนใจ) และ Helicopter Parent (พ่อแม่ที่ปกป้องควบคุมมากเกินไป) ไหมคะ? มันเป็นรูปแบบการเลี้ยงดูเด็กที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่มีความสัมพันธ์กับบุคลิกภาพและพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ของลูก ตั้งแต่การตัดสินใจเองไม่ได้ ความรู้สึกผิดเรื้อรัง ไปจนถึงเสียงวิจารณ์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ขอทำความเข้าใจก่อนนะคะว่าความเข้มงวดหรือความห่วงใยของพ่อแม่ไม่ได้แปลว่าเป็นพิษเสมอไป บทความนี้ชวนแยกแยะสองรูปแบบนี้อย่างเป็นธรรม เข้าใจผลที่อาจตามมา และตอบคำถามที่คนไทยจำนวนมากแบกไว้ว่า การมีขอบเขตกับพ่อแม่เป็นความอกตัญญูหรือเปล่า กันค่ะ

สองคำนี้หมายถึงอะไร และไม่ได้หมายถึงอะไร

ก่อนอื่นขอวางขอบเขตความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า

พ่อแม่ที่เข้มงวด สามารถตั้งกฎของบ้าน หรือเคยตัดสินใจพลาดได้เสมอ และไม่ได้เท่ากับว่าความเข้มงวดนั้นจะทำให้เป็น Toxic Parent ค่ะ ทุกครอบครัวมีความขัดแย้งและทุกพ่อแม่ทำพลาดได้ สิ่งที่แนวคิดนี้พูดถึงคือ “พฤติกรรมที่เกิดซ้ำต่อเนื่อง” จนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะ และกัดกร่อนความรู้สึกมีคุณค่าของลูก

ความรักกับรูปแบบที่สร้างบาดแผลใจให้ลูกสามารถเกิดในบ้านเดียวกันได้ค่ะ พ่อแม่จำนวนมากรักลูกมากและทำร้ายลูกไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว การยอมรับข้อนี้ได้ช่วยปลดล็อกหลายอย่าง เพราะลูกจำนวนมากติดอยู่ตรง “แต่ท่านก็รักเรานะ” จนไม่กล้ามองผลกระทบที่ตัวเองต้องแบกรับเอาไว้

บทความนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยพ่อแม่ของตัวเองหรือของใคร และไม่ใช่คำเชิญชวนให้ตัดขาดจากครอบครัวนะคะ

Helicopter Parenting อธิบายรูปแบบการปกป้องและเข้าไปจัดการชีวิตลูกมากเกินไป ส่วน Toxic Parent เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้เรียกรูปแบบความสัมพันธ์ซ้ำๆ นะหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งรูปแบบเหล่านั้นมันเข้าไปกัดกร่อนความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองของลูก ทำลายความรู้สึกปลอดภัย หรือกักขังความเป็นเจ้าของชีวิตของลูก พ่อแม่บางคนอาจมีลักษณะทับซ้อนกันได้ค่ะ

Helicopter Parent: เมื่อมือที่ประคอง ไม่เคยปล่อยเบาะ

ลองนึกภาพการหัดขี่จักรยานค่ะ เด็กทุกคนต้องการสองอย่างจากมือของผู้ใหญ่ จังหวะที่คอยช่วยประคองจักรยานเอาไว้ไม่ให้ล้ม และจังหวะที่ปล่อยเมื่อเห็นว่าเด็กสามารถทรงตัวบนจักรยานเองได้แล้ว การทรงตัวเป็นทักษะที่ไม่มีใครสอนแทนได้ บางครั้งมันก็เอียง บางครั้งมันก็เซ บางครั้งมันก็ล้มเบาๆ บ้าง แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ร่างกายได้เรียนรู้

Helicopter Parent คือมือที่ไม่เคยปล่อยจักรยานของลูกค่ะ หลายครั้งพฤติกรรมนี้เกิดจากความรักและความกลัวว่าลูกจะเจ็บ แต่ก็อาจปะปนกับความวิตกกังวลหรือความต้องการควบคุมของผู้ใหญ่เองโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เบื้องหลังการโทรเช็กทุกวัน การตัดสินใจแทนทุกเรื่อง หรือการเคลียร์อุปสรรคให้ก่อนลูกจะทันได้เผชิญด้วยตัวเอง จึงมักมีหลายปัจจัยผสมกันมากกว่าที่ตาเห็น แต่ราคาที่มองไม่เห็นคือ เด็กที่ไม่ค่อยได้ลองทรงตัวบนจักรยานด้วยเอง อาจไม่มีโอกาสสะสมประสบการณ์ว่าแม้จะเซหรือล้มบ้าง ตนเองก็สามารถเรียนรู้และรับมือได้ งานศึกษาด้านการเลี้ยงดูจำนวนหนึ่งพบว่าการปกป้องควบคุมลูกที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับความมั่นใจในความสามารถของตัวเองที่ต่ำลงและความวิตกกังวลที่สูงขึ้นเมื่อลูกเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

Toxic Parent: เมื่อเสียงตัดสินในบ้าน ตามลูกออกมาถึงวัยผู้ใหญ่

ถ้า Helicopter คือมือที่ไม่ปล่อย รูปแบบที่มักถูกเรียกว่า Toxic คือเสียงที่ดังขึ้นทุกครั้งที่เด็กล้ม และหลายครั้ง ดังแม้ในวันที่เด็กขี่ได้ดีด้วยซ้ำ

นุ่นเพื่อนของภีมโตมาในบ้านแบบนั้นค่ะ สอบได้ที่สอง คำถามแรกคือ “ทำไมไม่ได้ที่หนึ่ง” เลือกอะไรเอง ถูกเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่นเสมอ และเมื่อไหร่ที่นุ่นพยายามเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง แม่มักจะพูดว่า “เลี้ยงมาขนาดนี้ ทำกับแม่แบบนี้ได้ยังไง” พ่อแม่ที่เป็น Toxic Parent มักมีพฤติกรรมแบบชอบวิจารณ์ตัวตนลูกอย่างต่อเนื่อง ควบคุมลูกผ่านความรู้สึกผิดหรือชอบเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น ล้ำเส้นชีวิตส่วนตัวลูกซ้ำๆ และการที่อารมณ์ของพ่อแม่เป็นศูนย์กลางที่ทุกคนในบ้านต้องคอยระมัดระวัง

สิ่งเหล่านี้มักส่งผลให้เมื่อลูกโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่จึงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ภายในที่รับช่วงต่อมาจากเสียงของพ่อแม่ในอดีต ความละอายที่ฝังจนกลายเป็นความเชื่อว่าตัวเองดีไม่พอ และแผลของความรู้สึกผิดที่ทำให้การปฏิเสธใครสักคนรู้สึกเหมือนการทำบาป

พ่อแม่จำนวนมากที่เลี้ยงลูกแบบนี้ ก็เติบโตมากับกระจกบิดเบี้ยวและบาดแผลของตัวเองเหมือนกัน แต่การเข้าใจที่มาของพฤติกรรม ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับหรือมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราค่ะ

กตัญญูกับขอบเขต: คำถามที่หนักที่สุดของลูกไทย

สำหรับชาวเอเซียอย่างเราที่มักถูกปลูกฝังเรื่องความกตัญญู ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การมองเห็นต้นเหตุของปัญหา เพราะหลายคนเห็นชัดมานานแล้ว และบางทีอาจเห็นมาตั้งแต่เด็กแล้วด้วย แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ประโยคเดียวที่ตามหลอกหลอนใจทุกครั้งที่คิดจะหาทางออก “แบบนี้เราอกตัญญูหรือเปล่า”

อยากชวนแยกสองอย่างนี้ออกจากกันนะคะ ความกตัญญูคือความรักและความปรารถนาดีต่อผู้มีพระคุณ ส่วนขอบเขตคือการดูแลว่าความสัมพันธ์นี้จะดำเนินไปโดยไม่ทำลายพื้นที่ ความปลอดภัย และความเป็นเจ้าของชีวิตของเรา ขณะเดียวกันต้องไม่ใช้ขอบเขตเป็นเครื่องมือทำร้ายหรือลงโทษอีกฝ่ายค่ะ ขอบเขตที่ดีมักเป็นสิ่งที่ทำให้ความกตัญญูยั่งยืนได้จริง เพราะลูกที่ถูกกดจนหายใจไม่ออก ในระยะยาวมักเหลือแค่หน้าที่ของการเป็นลูกโดยไม่เหลือความรักอีกต่อไป ขณะที่ลูกที่มีพื้นที่หายใจ ยังสามารถรักพ่อแม่ได้จากใจจริงค่ะ

ขอบเขตไม่ได้แปลว่าตัดขาดนะคะ มันมีหลายระดับมาก การเลือกไม่ตอบทันทีทุกข้อความ การไม่เล่าทุกเรื่องของชีวิต การยืนยันการตัดสินใจของตัวเองอย่างสุภาพโดยไม่ต้องขออนุญาต ไปจนถึงการจำกัดเวลาหรือหัวข้อสนทนาในเรื่องที่ทำร้ายใจซ้ำๆ จะมากหรือน้อยแค่ไหนไม่มีสูตรสำเร็จค่ะ สิ่งเดียวที่อยากฝากไว้คือ การเริ่มจากขอบเขตเล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ มักไปได้ไกลกว่าการประกาศอิสรภาพครั้งใหญ่ทั้งที่ใจยังไม่พร้อมรับแรงกระแทก และหากอีกฝ่ายมีแนวโน้มตอบโต้ด้วยการข่มขู่ ความรุนแรง หรือควบคุมการเงิน การวางขอบเขตควรคำนึงถึงความปลอดภัยและอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนค่ะ

ส่วนใครที่อ่านบทนี้ในฐานะพ่อแม่แล้วใจหวิวๆ ว่าเราเป็นแบบนี้กับลูกหรือเปล่า การเริ่มตั้งคำถามกับรูปแบบของตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมายค่ะ แต่สิ่งสำคัญต่อจากนั้นคือการฟังประสบการณ์และความรู้สึกของลูกโดยไม่ตัดสินและไม่รีบแก้ตัว และค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการอยู่ร่วมกัน การเริ่มถามลูกว่า “ลูกอยากตัดสินใจเรื่องนี้เองไหม” อาจเป็นการปล่อยเบาะจักรยานครั้งแรกที่สามารถเปลี่ยนทั้งเส้นทางชีวิตของลูกได้ค่ะ

เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ

หากความสัมพันธ์กับพ่อแม่กระทบต่อชีวิตอย่างชัดเจน ความรู้สึกผิดหรือความกังวลรบกวนการนอนและการงาน การตัดสินใจในชีวิตติดขัดเรื้อรัง หรือทุกการพบเจอพ่อแม่ต้องจบลงด้วยความบอบช้ำ การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับบาดแผลทางใจและระบบครอบครัว (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ และหากบ้านของคุณมีการทำร้าย ควบคุม หรือข่มขู่ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ นั่นเกินขอบเขตของคำว่ารูปแบบการเลี้ยงดูแล้ว สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 มีคนพร้อมรับฟังและช่วยประเมินสถานการณ์เสมอ และหากใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็อยู่ตรงนั้นค่ะ

การสะกดจิตบำบัดกับร่องรอยจากการเลี้ยงดู ในแนวทางของ NBRH

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์การเลี้ยงดูค่ะ

สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือรูปแบบที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน มือที่เย็นเฉียบเมื่อต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ความรู้สึกผิดที่พุ่งขึ้นทันทีที่คิดจะปฏิเสธพ่อแม่ เสียงวิจารณ์ตัวเองในหัวที่วนซ้ำซากไปมา การทำงานด้วยวิธีการสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ ไม่ใช่การพิพากษาพ่อแม่ และไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นเรื่องราวทั้งหมด เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ เปรียบเหมือนการได้กลับมาหัดทรงตัวบนจักรยานอีกครั้งในวัยผู้ใหญ่ค่ะ อาจต้องใช้เวลาและการฝึก เซบ้างเป็นธรรมดา แต่คราวนี้เป็นการฝึกในพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้สังเกต ทดลอง และค่อยๆ เชื่อถือการทรงตัวของตัวเองมากขึ้น พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้นเช่น การเพิ่มพื้นที่ระหว่างความรู้สึกผิดกับการตัดสินใจ เพื่อให้มีโอกาสได้เลือกจากความต้องการจริงของตัวเองมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในเรื่องนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนพ่อแม่ให้เป็นคนใหม่นะคะ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราควบคุมได้ และหลายครั้งก็ไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนได้คือตัวเราเอง ทักษะการทรงตัวที่ค่อยๆ แข็งแรงขึ้น ขอบเขตที่ชัดขึ้นอย่างอ่อนโยน และความเข้าใจว่าในหลายความสัมพันธ์ การรักพ่อแม่กับการเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน และในบางความสัมพันธ์ การมีระยะห่างมากขึ้นก็อาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยและสุขภาวะของเราค่ะ

NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ

ร่องรอยจากการเลี้ยงดูมักพันอยู่กับเรื่องอื่นที่เราเขียนไว้แล้วค่ะ ภาพใหญ่อยู่ในบทความ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ใครที่เสียงวิจารณ์ในบ้านกลายมาเป็นเสียงในหัวของตัวเอง เรื่อง Toxic Shame ความละอายที่ฝังลึก จะพาไปเข้าใจกลไกนั้น ส่วนความรู้สึกผิดที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ เชื่อมตรงกับแผลที่สี่ในบทความ 4 แผลใจจากวัยเด็ก ค่ะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ

← กลับไปหมวดความสัมพันธ์ & ความผูกพัน
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความสัมพันธ์กับพ่อแม่ยังกำหนดว่าคุณเลือกอะไรได้บ้างในชีวิต เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ