Habits & Behavioral Patterns · นิสัยและรูปแบบพฤติกรรม

การเสพติดน้ำตาล (Sugar Addiction): น้ำตาลเสพติดได้จริงไหม และทำไมยิ่งห้ามยิ่งอยาก

ฟ้าเชื่อมานานแล้วว่าตัวเอง “ติดน้ำตาล”

เธอเคยพยายามเลิกของหวานแบบหักดิบมาหลายครั้ง ทุกครั้งเธอจะเริ่มด้วยใจเต็มร้อย แต่ทำได้แค่ไม่กี่วันความอยากของหวานก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นสิ่งเดียวที่เธอคิดถึง ทำอะไรก็คิดถึงแต่ขนมหรือเครื่องดื่มหวานๆ จนในที่สุดเธอก็ยอมแพ้เสียงในหัวและกลับกินของหวานอีกครั้ง ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้เธอจะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวและควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อนจะตั้งปณิธานเลิกใหม่อีกครั้ง

ยิ่งเธออ่านเจอพาดหัวว่า “น้ำตาลเสพติดได้พอๆ กับโคเคน” เธอก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง ราวกับกำลังต่อสู้กับสิ่งที่เอาชนะไม่ได้

น้ำตาลเสพติดได้จริงไหม

คำตอบตรงๆ คือ เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิทยาศาสตร์ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนค่ะ

ด้านที่พอมีหลักฐานคือ น้ำตาลกระตุ้นระบบให้รางวัลในสมองและการหลั่งโดพามีนได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ชอบรสหวานที่ให้พลังงาน และการทดลองในสัตว์บางชิ้นก็พบว่าหนูที่ถูกจำกัดการเข้าถึงน้ำตาลเป็นช่วงๆ พวกมันมักแสดงพฤติกรรมคล้ายอาการเสพติด ทั้งการกินรวดเดียวในปริมาณมากๆ และอาการคล้ายการลงแดง

แต่จุดที่ต้องพูดอย่างซื่อสัตย์ก็คือ หลักฐานที่จะบอกว่าเราสามารถเสพติดน้ำตาลได้แบบเดียวกับยาเสพติดนั้นยังอ่อนมาก และ “การเสพติดน้ำตาล” ก็ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ ที่สำคัญ พฤติกรรมคล้ายเสพติดในหนูมักเกิดขึ้นเมื่อถูก “จำกัดการเข้าถึงเป็นช่วงๆ” ซึ่งชี้ว่ารูปแบบการกินรวดเดียวนั้นอาจมาจากวงจรการอดแล้วได้กิน มากกว่าจะมาจากการเสพติดตัวน้ำตาลเอง นักวิจัยจำนวนมากจึงมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบพฤติกรรมการกินและความสัมพันธ์กับอาหาร มากกว่าการติดสารเคมีในน้ำตาลโดยตรง พูดง่ายๆ คือข้ออ้างที่ว่า “น้ำตาลเสพติดเท่าโคเคน” นั้นเกินจริงไปมากค่ะ

กับดักนิ้ว: ทำไมยิ่งดึงยิ่งติดแน่น

หลายคนคงเคยเห็นของเล่นที่เป็นปลอกสานเล็กๆ ที่เอานิ้วสอดเข้าไปสองข้าง ยิ่งเราดึงนิ้วออกแรงเท่าไหร่ ปลอกก็ยิ่งรัดแน่นเท่านั้น ทางออกที่แท้จริงกลับสวนความรู้สึก คือต้องผ่อนแรงและค่อยๆ ดันนิ้วเข้าหากัน มันถึงจะคลาย

ความอยากน้ำตาลก็คล้ายกัน ยิ่งเราห้ามตัวเองอย่างเด็ดขาดและสู้กับมันด้วยกำลังใจล้วนๆ ความอยากก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพราะการห้ามแบบเข้มงวดสร้างความรู้สึกขาด และความรู้สึกขาดนี้เองที่ทำให้ของหวานยิ่งเย้ายวน จนเมื่อถึงจุดที่พลังใจหมด ก็เกิดการกินรวดเดียวตามมา สิ่งที่ฟ้าเรียกว่า “การเสพติด” หลายส่วนจึงเป็นผลของวงจรอด-แล้ว-กิน มากกว่าจะเป็นโซ่ตรวนทางเคมีที่หาทางออกไม่เจอ

แล้วความอยากน้ำตาลมาจากอะไรกันแน่

เมื่อมองให้ละเอียด แรงดึงที่รู้สึกเหมือนเป็นโซ่เส้นเดียว จริงๆ แล้วมักประกอบขึ้นจากหลายอย่างที่จัดการได้ค่ะ

อย่างแรกคือรสชาติที่ให้รางวัล เราชอบรสหวานโดยธรรมชาติ อย่างที่สองคือความรู้สึกขาดจากการห้ามตัวเองมากเกินไป อย่างที่สามคือการกินตามอารมณ์ การใช้ของหวานปลอบใจในวันที่เครียดหรือเศร้า อย่างที่สี่คือความเคยชินและสัญญาณกระตุ้น เช่น ของหวานหลังมื้ออาหารหรือช่วงบ่ายที่กลายเป็นพิธีกรรมประจำ และในบางคน ความอยากอาหาร (Food Craving) ยังถูกซ้ำเติมด้วยระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้นลงเร็วจากการกินของหวานเชิงเดี่ยว ทำให้อยากกินเพิ่มอีก

และในความเป็นจริง ความอยากอย่างรุนแรงหลายครั้งอาจไม่ได้เกิดจากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed Foods หรือ UPF) ที่ผสมทั้งน้ำตาล ไขมัน และเกลือในสัดส่วนที่กระตุ้นระบบรางวัลของสมองได้มากกว่าอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่การโทษน้ำตาลเพียงตัวเดียวอาจไม่ตรงภาพทั้งหมด

เมื่อเห็นว่าแรงดึงนั้นประกอบด้วยเส้นหลายเส้นที่คลายออกได้ ไม่ใช่โซ่เหล็กเส้นเดียว การดูแลตัวเองก็ดูมีความหวังขึ้นมากใช่ไหมคะ

ความอยากไม่ได้อยู่ตลอดไป

สิ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับความอยากอาหาร (Food Craving) คือ มันไม่ได้คงอยู่ตลอดไปค่ะ ความอยากมักทำงานเหมือนคลื่น คือค่อยๆ ก่อตัวสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุด แล้วค่อยๆ ลดลงเองตามธรรมชาติ หากเราไม่รีบตอบสนองมันในทันที คลื่นแต่ละลูกมักใช้เวลาไม่นานก็ผ่านไป

แนวคิดนี้บางครั้งเรียกว่าการโต้คลื่นความอยาก (Urge Surfing) คือแทนที่จะพยายามกดข่มความต้องการหรือรีบสนองความอยาก เราลองสังเกตมันด้วยความอยากรู้ เหมือนนั่งดูคลื่นที่กำลังซัดเข้ามา รับรู้ว่ามันกำลังสูงขึ้น หายใจอยู่กับมันโดยไม่ต้องรีบทำอะไร แล้วรอให้มันค่อยๆ คลายลงเอง การฝึกแบบนี้ช่วยให้เราเห็นกับตาว่า เราไม่จำเป็นต้องตอบสนองทุกความอยากที่เกิดขึ้น และความอยากที่เคยรู้สึกว่าต้านไม่ไหว จริงๆ แล้วมีจุดที่มันจะเบาลงเองเสมอ

วิธีคลายความอยากน้ำตาลอย่างยั่งยืน

จุดที่อยากเน้นก่อนคือ ทางออกมักไม่ใช่การประกาศสงครามห้ามน้ำตาลเด็ดขาดแบบทั้งหมดหรือไม่มีเลย เพราะนั่นคือการดึงนิ้วในกับดักให้แน่นขึ้น ความสัมพันธ์ที่ยืดหยุ่นและไม่สุดโต่งมักยั่งยืนกว่า และช่วยให้ของหวานคลายความเย้ายวนที่มาจากการเป็นของต้องห้ามลง

จุดเริ่มต้นที่ทำได้คือการสังเกตว่าความอยากแต่ละครั้งมาจากอะไร เป็นความหิวทางกายจริงๆ เป็นการกินตามอารมณ์ หรือเป็นเพียงความเคยชินตามเวลา เพราะเมื่อรู้ต้นตอ เราก็ดูแลได้ตรงจุดขึ้น ถ้าเป็นเรื่องอารมณ์ ก็ดูแลที่อารมณ์ ถ้าเป็นความเคยชิน ก็ค่อยๆ ปรับพิธีกรรมนั้น นอกจากนี้ การกินอาหารให้สม่ำเสมอและสมดุลในภาพรวม ก็ช่วยให้ความอยากที่มาจากน้ำตาลในเลือดที่แกว่งไปมาสงบลงได้ โดยไม่ต้องอาศัยการห้ามตัวเองอย่างทรมาน

Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด ช่วยอะไรได้บ้าง

สำหรับบางคนที่ความอยากน้ำตาลฝังลึกจนรู้สึกว่าอยู่เหนือความตั้งใจ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด เป็นแนวทางที่มุ่งทำงานกับการตอบสนองอัตโนมัติในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผล ทั้งการค่อยๆ คลายความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์กับของหวาน การปรับความเคยชิน และการลดความรู้สึกขาดที่ทำให้ยิ่งอยาก ในทางปฏิบัติ สิ่งที่มักพบคือมันช่วยลดความอยากของหวานจากภายในได้ มากกว่าการฝืนห้ามจากภายนอกค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเปลี่ยนความสัมพันธ์กับน้ำตาลอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการห้ามตัวเองด้วยกำลังใจเหล็กจนดีดกลับ แต่เกิดจากการค่อยๆ คลายความเคยชินและความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังความอยาก จนของหวานกลับไปเป็นเพียงของหวานที่เราเลือกได้ ไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมเรา และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอยากเข้าใจว่าการใช้ของหวานปลอบใจตัวเองทำงานอย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การกินตามอารมณ์ (Emotional Eating) เมื่อเราหิวทางใจไม่ใช่ทางกาย และถ้าอยากเข้าใจว่าการดูแลอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังความอยากทำได้อย่างไร บทความเรื่อง การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ ก็ช่วยต่อภาพได้ค่ะ หรือถ้าเรื่องนี้ของคุณเกี่ยวพันกับการดูแลน้ำหนัก บทความ การสะกดจิตบำบัดกับการลดน้ำหนัก ช่วยได้จริงไหม ก็ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดนิสัยและรูปแบบพฤติกรรม
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณเหนื่อยกับวงจรห้ามตัวเองแล้วกลับไปกินซ้ำ ๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ