Situationship คืออะไร? เมื่อความสัมพันธ์ไม่ชัดเจนและไม่กล้าถาม
งานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนของเขา คืนที่พลอยตั้งใจแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบเกือบปีที่เขาชวนเธอมาเจอคนในชีวิตของเขาบ้าง
“นี่พลอยครับ ‘เพื่อน’ พี่เอง”
พลอยยิ้มรับ ยกมือไหว้สวัสดีทุกคน ทำตัวน่ารักตลอดงาน ไม่มีใครเห็นว่ามุมปากที่ยิ้มอยู่นั้นสั่นนิดๆ เพราะคำว่า “เพื่อน” พูดเบาๆ ก็เจ็บค่ะ เกือบปีที่โทรคุยกันก่อนนอนแทบทุกคืน ไปเที่ยวด้วยกัน ดูแลกันยามป่วย ทำทุกอย่างที่คนเป็นแฟนทำให้กันทุกประการ ยกเว้นอย่างเดียว เขาไม่เคยให้สถานะเธอมากกว่าเพื่อนเลย
กลับถึงห้องคืนนั้น พลอยนั่งไล่อ่านแชทหวานๆ ของเขาย้อนหลัง แล้วก็นึกถึงครั้งที่เธอเคยรวบรวมความกล้าถามเขาไปเมื่อหลายเดือนก่อน คำตอบของเขาคือประโยคที่เธอจำได้ทุกคำ “อย่าเพิ่งรีบดีกว่า อยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้วนี่” และตั้งแต่นั้น คำถามว่า “เราเป็นอะไรกัน” ก็กลายเป็นคำถามที่เธอไม่กล้าถามอีกเลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้คำตอบหรอก แต่เพราะกลัวว่าหากถามไปแล้วจะทำให้สิ่งที่มีอยู่หายไปทั้งหมด
สถานะที่พลอยตกอยู่ตอนนี้เรียกว่า Situationship ค่ะ ถ้าพูดแบบวัยรุ่นคือ เป็นคนที่เกินเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ซึ่งในความเป็นจริงความสัมพันธ์ที่ไม่นิยามสถานะไม่ใช่ปัญหาเสมอไปหรอก หากทั้งสองฝ่ายต้องการแบบเดียวกันจริงๆ ปัญหามักเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของสองฝ่ายอยู่คนละจุด ฝ่ายหนึ่งหวังมากกว่าจุดที่เป็นแต่ไม่กล้าถาม หรือความคลุมเครือที่ทำให้ฝ่ายหนึ่งได้รับความใกล้ชิดและการดูแลโดยไม่ต้องสื่อสารความตั้งใจของตนเองอย่างตรงไปตรงมา แม้จะรับรู้ว่าอีกฝ่ายอาจหวังมากกว่าจุดที่ยืนอยู่
Situationship คืออะไร และเมื่อไหร่ที่มันไม่ใช่ปัญหา
ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้นิยามสถานะ ไม่ใช่สิ่งผิดโดยตัวมันเองค่ะ เปรียบเหมือนการนั่งรถเที่ยวแบบไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน บางคนขึ้นรถคันนี้เพราะยังไม่พร้อมผูกมัด หรือเพิ่งผ่านความสัมพันธ์หนักๆ มา หรือแค่อยากมีเพื่อนร่วมทางในช่วงชีวิตหนึ่งโดยไม่ต้องรู้ว่าจะไปสิ้นสุดตรงไหน ถ้า “ทั้งสองคน” ขึ้นรถคันนี้ด้วยความเข้าใจแบบเดียวกัน และคุยกันได้เมื่อใครอยากลงหรืออยากเปลี่ยนเส้นทาง การเดินทางแบบนี้ก็เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อใจได้และไม่ต้องมีการกำหนดสถานะก็เคารพกันและกันได้
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขึ้นรถที่ไม่รู้จุดหมายปลายทางนะคะ ปัญหาเกิดเมื่อ “คนสองคนบนรถคันเดียวกันแต่กำลังจะไปคนละจุดหมาย” คนหนึ่งขึ้นมาเพื่อชมวิว อีกคนแอบหวังว่ารถคันนี้จะพาทั้งคู่กลับบ้านด้วยกัน และที่เจ็บกว่านั้นคือ คนหนึ่งกลับไม่กล้าถามอีกคนตรงๆ ว่าเรากำลังเดินทางไปทางเดียวกันหรือเปล่า เพราะกลัวว่าคำถามเดียวจะทำให้การเดินทางสิ้นสุดลงค่ะ
ดังนั้นเส้นแบ่งของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ “มีสถานะหรือไม่มี” แต่อยู่ที่สามคำถามค่ะ
- ความต้องการของทั้งสองฝ่ายตรงกันจริงๆ ไหม?
- ความคลุมเครือนี้ทำหน้าที่อะไรและให้ใคร?
- เราคุยเรื่องนี้กันได้ไหมโดยไม่มีใครต้องกลัว?
“เราโอเคจริง หรือเราแค่ยอมโอเค” คำถามที่สำคัญกว่า “เราเป็นอะไรกัน”
ก่อนจะถามเขา อยากชวนให้ถามตัวเองก่อนหนึ่งข้อ นั่นคือ “ที่เราบอกว่า ‘อยู่แบบนี้ก็ได้’ นั้น เราโอเคกับมันจริงๆ หรือเป็นความกลัวที่คอสเพลย์มาในรูปของความชิลล์กันแน่?”
ลองสังเกตปฏิกิริยาที่เรามีต่อคำถามดังกล่าวดูค่ะ
ถ้าถามแล้วคำตอบคือ “เราเป็นได้แค่นี้” เรารับได้ไหม? ถ้าคำตอบคือรับได้จริงๆ นั่นคือทริปชมวิวที่ทั้งคู่เลือกค่ะ เพราะความเข้าใจและความต้องการอยู่จุดหมายเดียวกัน แต่ถ้าแค่คิดก็ใจหายแล้ว ถ้าที่ไม่ถามเพราะรู้ว่าลึกๆ แล้วคำตอบอาจไม่ใช่สิ่งที่หวังไว้ และเรากำลังต่ออายุความหวังด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะถาม นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังจ่ายค่าตั๋วของทริปที่ไม่ได้อยากไปนะคะ
ราคาของการอยู่ในความคลุมเครือแบบนี้นานๆ มักไม่ได้จ่ายเป็นก้อนใหญ่ค่ะ แต่จ่ายเป็นรายวัน ความกังวลกับทุกข้อความที่เขาตอบช้า การตีความทุกสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ว่าสิ่งนี้แปลว่าอะไร ความรู้สึกค้างเติ่งที่เดินหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังก็ไม่ลง และเสียงเงียบๆ ที่ค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า “หรือเราไม่ดีพอ” ซึ่งไม่จริงเลยนะคะ การที่ใครสักคนไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์แบบเดียวกับเรา มันบ่งบอกแค่ว่าความต้องการ ความพร้อม และความเข้ากันได้ระหว่างคนสองคนไม่ได้อยู่จุดเดียวกัน มันไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของเราค่ะ
ทำไมบางคนถึงอยู่ในความคลุมเครือได้นานทั้งที่เจ็บจะแย่แล้ว?
ใน Situationship บางรูปแบบ ความคลุมเครืออาจมาพร้อมความสนใจที่ไม่สม่ำเสมอ ช่วงดีก็ดีใจหาย ช่วงหายก็หายไปเลย มันเลยเป็นรูปแบบที่ฝึกให้ใจเฝ้ารอช่วงเวลาดีๆ “ครั้งต่อไป” เก่งเป็นพิเศษ แต่ไม่ใช่ทุก Situationship จะเป็นแบบนี้นะคะ บางความสัมพันธ์คลุมเครือเรื่องสถานะแต่สื่อสารกันสม่ำเสมอก็มีค่ะ และสำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่เคยชินกับการต้องพยายามเพื่อให้ได้รับความรักหรือความชัดเจน ความสัมพันธ์แบบนี้อาจให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนการรอถูกเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของความรักค่ะ
แล้วฝ่ายที่ไม่อยากนิยามล่ะ ผิดไหม?
การยังไม่พร้อมนิยามความสัมพันธ์ ไม่ใช่ความผิดนะคะ คนเรามีจังหวะชีวิตเป็นของตัวเอง บางคนเพิ่งบอบช้ำมา บางคนอยู่ในช่วงชีวิตที่ให้คำมั่นไม่ได้จริงๆ และการพูดตรงๆ ว่า “ตอนนี้เรายังไม่พร้อมมีแฟน” คือความซื่อสัตย์ที่ควรได้รับการเคารพค่ะ
สิ่งสำคัญไม่ใช่การเดาเจตนาของอีกฝ่าย แต่คือการดูว่าความคลุมเครือนั้น “ทำหน้าที่” อย่างไร หากเรารับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการมากกว่า แต่ยังหลีกเลี่ยงการเคลียร์ให้ชัดเจน เพราะความคลุมเครือนั้นทำให้เราได้รับความใกล้ชิดและการดูแลต่อไป ความไม่ชัดเจนก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่งที่มีผลต่อเวลาและความรู้สึกของอีกฝ่าย ในเรื่องแบบนี้ ความชัดเจนอาจฟังดูใจร้ายในวินาทีที่พูด แต่เมื่อความต้องการไม่ตรงกันและยังไม่มีใครกล้าพูดให้ชัด เวลาของทั้งสองฝ่ายก็อาจถูกแขวนอยู่กับความหวังคนละแบบ
ขอความชัดเจนอย่างไร โดยไม่ต้องกลัวว่ากำลังทำลายทุกอย่าง
ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของคนในสถานการณ์แบบพลอยคือ “ถ้าถามแล้วเสียเขาไปล่ะ” อยากชวนมองมุมนี้นะคะ การถามว่าเรากำลังเดินทางไปไหนด้วยกัน ไม่ใช่การทดสอบหรือการยื่นคำขาดค่ะ มันคือการเปิดพื้นที่ให้ความจริงได้แสดงตัว และความจริงนั้นเป็นสิ่งที่เรามีสิทธิ์รู้ เพราะมันคือชีวิตและเวลาของเราเอง ทั้งนี้การถามไม่ได้รับประกันว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนเสมอไป อีกฝ่ายมีสิทธิ์ยังไม่พร้อมให้คำตอบ แต่เราก็มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลนั้นตัดสินใจว่า รูปแบบที่เป็นอยู่นี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการหรือไม่
สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ
หนึ่ง “รู้คำตอบของตัวเองก่อนไปถามเขา” เราต้องการอะไรจากความสัมพันธ์นี้ และแบบไหนที่เรารับได้จริง การถามคำถามสำคัญออกไปโดยไม่รู้ใจตัวเอง มักจบด้วยการคล้อยตามคำตอบของเขาอีกครั้ง
สอง “ถามด้วยความอยากรู้ ไม่ใช่ข้อกล่าวหา” ประโยคเรียบๆ อย่าง ‘เราอยากรู้ว่าความสัมพันธ์นี้เราอยู่จุดเดียวกันไหม’ เปิดบทสนทนาได้ต่างจาก ‘ทำไมไม่ยอมเรียกเราเป็นแฟนสักที’ มาก
สาม “ฟังทั้งคำตอบและรูปแบบหลังจากนั้น” คำตอบที่เราได้จากเขาในครั้งแรกอาจไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมดจากเขา สิ่งสำคัญคือการกระทำที่ตามมาต่างหาก เขาชวนคุยต่ออย่างจริงใจ ขอเวลาแบบมีกำหนดที่ชัดเจน หรือเลี่ยงและปล่อยให้ทุกอย่างคลุมเครือเหมือนเดิม
อย่างไรเสียก็แนะนำให้เตรียมใจสำหรับคำตอบว่า “เรายังไม่พร้อม ขอเวลาก่อน” ซึ่งก็เป็นคำตอบที่จริงใจนะคะ แต่ขอให้ระลึกไว้ว่าหากไม่มีขอบเขตให้พูดคุยกันอีก ความสัมพันธ์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และความไม่ชัดเจนของสถานะกำลังกระทบเรา เราไม่จำเป็นต้องรอจนอีกฝ่ายตัดสินว่าเขาให้เวลามากพอแล้ว เรามีสิทธิ์กำหนดเองว่าเราพร้อมอยู่ในรูปแบบนี้ได้นานแค่ไหนค่ะ และอย่าลืมว่า ความพยายามของเราไม่ใช่กุญแจที่จะปลดล็อกเขาค่ะ กุญแจอยู่ในมือของเขาเองอยู่แล้ว เขาจะไขก็เมื่อเขาพร้อมที่จะไขเองเท่านั้น
หากความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกระทบชีวิตชัดเจน ความกังวลรบกวนการนอนและการงาน ความรู้สึกมีคุณค่าถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง หรือคุณพบว่าตัวเองวนอยู่ในรูปแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนแล้วคนเล่า การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอนะคะ
การสะกดจิตบำบัดกับใจที่ติดอยู่ในความคลุมเครือ ในแนวทางของ NBRH
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ
สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือรูปแบบที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันของตัวผู้รับบริการเอง ความกลัวที่ผุดขึ้นทุกครั้งที่คิดจะถามหาความชัดเจน ความเคยชินกับการรอและการตีความสัญญาณที่เขามีต่อเรา เสียงที่บอกว่าถ้าเราดีกว่านี้เขาคงเลือกเราแล้ว หรือความรู้สึกว่าการขอความชัดเจนคือการเรียกร้องเกินไป การสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่ารูปแบบเหล่านี้เริ่มจากไหน เราค่อยๆ ทำงานกับมันในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น เช่น การค่อยๆ เพิ่มความมั่นคงในการรับรู้และสื่อสารความต้องการของตนเอง โดยไม่ต้องตีความว่าการต้องการความชัดเจนคือความบกพร่องหรือความเรียกร้องมากเกินไป เพื่อให้คำถามที่สำคัญกับชีวิตของเรา ไม่ต้องเป็นคำถามต้องห้ามอีกต่อไปค่ะ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความต้องการของอีกฝ่ายด้วยนะคะ สิ่งที่งานของเราช่วยได้คือการที่ฝั่งของเราชัดและมั่นคงขึ้นค่ะ
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในเรื่องนี้ไม่ใช่การเลิกเชื่อในความสัมพันธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปนะคะ ความสัมพันธ์ที่เติบโตช้าๆ ด้วยความเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสวยงาม สิ่งที่เปลี่ยนคือเรารู้แล้วว่าความต่างอยู่ตรงไหน ความสัมพันธ์ที่ดีอาจยังไม่ต้องมีชื่อเรียก แต่มันไม่เคยทำให้คำถามธรรมดาของเรากลายเป็นคำถามต้องห้ามค่ะ
NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ
หากความคลุมเครือทรมานคุณเป็นพิเศษและอยากเข้าใจว่าทำไม เรื่อง Anxious Attachment ความผูกพันแบบวิตกกังวล จะช่วยต่อภาพนั้นค่ะ ทำไมความหวานที่มาไม่สม่ำเสมอถึงทำให้ใจเฝ้ารอเก่งนัก อ่านได้ในเรื่อง ทำไมเราเลือกคนแบบเดิมซ้ำๆ เครื่องมือการสื่อสารความต้องการอย่างเคารพทั้งสองฝ่าย อยู่ในบทความ การตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ (Healthy Boundaries) นะคะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความคลุมเครือในความสัมพันธ์กำลังกัดกร่อนคุณอยู่ทุกวัน เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ