Gaslighting คืออะไร: เมื่อคนใกล้ตัวทำให้เราสงสัยคุณค่าของตัวเอง
แอนแน่ใจว่าเขาพูดว่าเสาร์ค่ะ แน่ใจขนาดที่ลางานเสาร์นี้ไว้แล้ว แต่พอถามว่าพรุ่งนี้กี่โมง เขากลับหันมาด้วยสีหน้างงเต็มที่ “อาทิตย์ต่างหาก ไม่เคยพูดว่าเสาร์สักคำ เธอนี่ชอบจำอะไรเองแปลกๆ นะ”
น้ำเสียงเขามั่นอกมั่นใจมากค่ะ มั่นใจจนแอนเริ่มคิดว่าเป็นเธอเองที่จำผิด เธอขอโทษไปทั้งที่ยังงงๆ แล้วคืนนั้นก็นั่งไล่แชทย้อนหลังเพราะอยากยืนยันว่าตัวเองหรือเขากันแน่ที่จำผิด และนี่ไง ข้อความจากเขาเอง เขียนชัดๆ เลยว่า “เสาร์นี้นะ”
แต่แทนที่แอนจะความโล่งใจว่าเราไม่ได้จำผิด แอนกลับรู้สึกกลัวขึ้นมา กลัวที่จะเอาหลักฐานไปให้เขาดู เพราะรู้อยู่แล้วว่าเขาจะพูดว่าอะไร “แค่นี้ต้องขุดแชทมาเอาชนะกันเลยเหรอ” กี่ครั้งกี่หนแล้วนะที่เธอต้องสงสัยในความจำของตัวเองแบบนี้ และกี่ครั้งกี่หนแล้วนะที่สุดท้ายเธอเองต้องเป็นฝ่ายผิดในสมการต่างๆ ทั้งที่เธอไม่ใช่คนที่ผิดเลยสักนิด
สิ่งที่แอนเผชิญอยู่คือการโดน Gaslighting ค่ะ มันคือรูปแบบการบิดเบือน ปฏิเสธ หรือลดทอนการรับรู้และประสบการณ์ของอีกฝ่ายซ้ำๆ จนอีกฝ่ายค่อยๆ เกิดความสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ หรือวิจารณญาณของตัวเอง มักพบในความสัมพันธ์ที่มีความไม่สมดุลของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือที่ทำงานค่ะ
Gaslighting คืออะไร มาจากไหน และไม่ใช่อะไร
คำนี้มีที่มาจากบทละครและภาพยนตร์เก่าเรื่อง Gaslight ค่ะ เล่าถึงสามีที่แอบหรี่ไฟแก๊สในบ้านลงทีละนิด แล้วยืนยันกับภรรยาว่าแสงไฟปกติดี เธอเห็นผิดไปเอง เขาทำซ้ำๆ พร้อมกับลูกเล่นอื่นๆ จนภรรยาเริ่มเชื่อว่าตัวเองกำลังเสียสติ ชื่อของหนังเรื่องนี้จึงกลายมาเป็นคำเรียกรูปแบบพฤติกรรมนี้ในเวลาต่อมา และแพร่หลายมากในช่วงหลัง
Gaslight จะต้องมีสามองค์ประกอบค่ะ ได้แก่ เป็น “รูปแบบที่เกิดซ้ำๆ” ที่ส่งผลให้อีกฝ่าย “สงสัยการรับรู้ของตัวเอง” มากขึ้นเรื่อยๆ และมักเกิดในบริบทที่ “อำนาจในความสัมพันธ์ไม่เท่ากัน” หรือค่อยๆ ทำให้อำนาจของฝ่ายหนึ่งด้อยลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะผ่านอารมณ์ การเงิน สถานะ หรือการควบคุมข้อมูลค่ะ
แต่ไม่ใช่ทุกความเห็นต่างคือ Gaslighting นะคะ ความทรงจำของมนุษย์คลาดเคลื่อนได้ทั้งสองฝ่าย คู่รักจำรายละเอียดเหตุการณ์เดียวกันต่างกันเป็นเรื่องปกติมาก และประโยคอย่าง “เราว่าเธอเข้าใจผิดนะ” ในบทสนทนาทั่วไป ก็เป็นเพียงแค่การเห็นต่างเท่านั้น ในขณะที่สิ่งที่ทำให้ Gaslighting แตกต่างออกไปจากความคิดเห็นที่แตกต่างคือ “ทิศทางและความถี่” ความสงสัยถูกผลักไปทางเดียวซ้ำๆ จนอีกฝ่ายกลายเป็นคนที่ “จำผิด คิดมาก อ่อนไหวเกินไป” อยู่เสมอ จนทำให้คนคนนั้นเชื่อถือตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ
Gaslighting ทำงานอย่างไร และทำไมคนฉลาดก็ได้รับผลกระทบ
ลองนึกภาพเข็มทิศประจำตัวของเราค่ะ ทุกคนมีเข็มทิศนี้เป็นของตัวเอง การรับรู้ ความทรงจำ ความรู้สึกว่าอะไรจริงไม่จริง และเราใช้มันนำทางชีวิตทุกวันโดยแทบไม่ต้องคิด แต่วันหนึ่งกลับมีใครสักคนคอยเอาแม่เหล็กมาแนบใกล้เข็มทิศของเราทีละนิดๆ เข็มบอกทิศแกว่งไม่หยุด การบอกทิศเริ่มเพี้ยน และเมื่อเราหลงทาง เขากลับเป็นคนแรกที่พูดว่า “ก็บอกแล้วว่าเข็มทิศของเธอมันใช้ไม่ได้”
ความร้ายกาจของกลไกนี้อยู่ตรงนี้ค่ะ ยิ่งเข็มทิศรวน เรายิ่งต้องพึ่งการนำทางของเขา และยิ่งเราถูกทำให้ต้องพึ่งพิงการนำทางของเขา โอกาสที่จะได้ตรวจสอบและเชื่อถือการรับรู้ของตัวเองก็ยิ่งน้อยลง ความมั่นใจจึงอาจค่อยๆ ลดลงค่ะ รูปแบบที่มักพบจึงไม่ใช่คำโกหกโต้งๆ นะคะ แต่เป็นการกัดเซาะทีละนิด ทั้งการปฏิเสธสิ่งที่เคยพูดอย่างมั่นใจเต็มร้อย ทั้งการลดทอนความรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “คิดมาก ดราม่า อ่อนไหวเกินไป” หรือการอ้างว่าคนอื่นบอกว่า “ใครๆ ก็เห็นว่าเธอแปลกไป” สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้เข็มทิศของเรารวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ค่ะ
และนี่คือคำตอบว่าทำไมคนฉลาด มั่นคง ประสบความสำเร็จ ก็ได้รับผลกระทบได้ค่ะ Gaslighting ไม่ได้เกิดผลเพราะคนคนหนึ่งฉลาดไม่พอ แต่มันค่อยๆ กัดเซาะความเชื่อถือในการรับรู้และการตัดสินใจของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น มันมักเกิดในความสัมพันธ์ที่เรารักและไว้ใจ ซึ่งเป็นจุดที่เราเปิดรับอิทธิพลของอีกฝ่ายมากที่สุดโดยธรรมชาติ การได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่หลักฐานความอ่อนแอหรือความโง่เลยนะคะ มันคือหลักฐานว่าเราเคยไว้ใจคนๆ หนึ่งมากกว่าตัวเองค่ะ
สัญญาณว่าเรากำลังเจอ Gaslighting อยู่
สัญญาณสำคัญมักไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมของอีกฝ่ายนะคะ แต่อยู่ที่ “ความเปลี่ยนแปลงในตัวเรา” การขอโทษกลายเป็นคำติดปากทั้งที่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองผิดอะไร ความรู้สึกสับสนมึนงงหลังบทสนทนากับคนคนนี้เป็นประจำ การเริ่มรู้สึกว่าต้องเก็บหลักฐาน บันทึกแชท หรือแคปหน้าจอ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะเขา แต่เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง การถามตัวเองว่า “เราอ่อนไหวเกินไปหรือเปล่า” บ่อยขึ้นเรื่อยๆ และการค่อยๆ ถอยห่างจากเพื่อนหรือครอบครัวที่เคยช่วยยืนยันคุณค่าและตัวตนของเรา
และหากสถานการณ์ของคุณมีการควบคุม ข่มขู่ หรือทำร้ายร่วมด้วย สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 มีคนพร้อมรับฟังและช่วยประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ
คนที่ Gaslight ตั้งใจเสมอไหม
ในบางกรณี มันเป็นกลวิธีที่ใช้อย่างมีทิศทางเพื่อควบคุมอีกฝ่าย แต่ในบางกรณี รูปแบบนี้อาจเกี่ยวข้องกับความเคยชินในการปกป้องตัวเองของอีกฝ่ายได้เช่นกัน คนที่รับความผิดพลาดของตัวเองไม่ได้ จึงต้องโกหกให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก โดยอาจไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากเป็นการปฏิเสธหรือบิดเบือนเพียงบางครั้งโดยไม่มีรูปแบบการพยายามควบคุมอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเอง การปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือการสื่อสารที่ไม่ดี มากกว่าจะใช้คำว่า Gaslighting ค่ะ
ทั้งนี้การเข้าใจที่มาของพฤติกรรม Gaslighting ของอีกฝ่าย ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับหรือมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเรา เจตนาของเขาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เข็มทิศของเราที่รวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแล ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจหรือไม่ค่ะ
ดูแลตัวเองอย่างไร เมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้
หนึ่ง “หาหมุดอ้างอิงจากภายนอกที่แน่นอน” เหมือนนักเดินเรือที่เวลาเชื่อถือเข็มทิศไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีดูทิศจากดวงดาวค่ะ การจดบันทึกเหตุการณ์สั้นๆ ตามจริง ไม่ใช่เพื่อเอาไปเถียงให้ตัวเองชนะ แต่เพื่อให้ตัวเราในวันสับสนและไม่แน่ใจมีที่ยึด ทั้งนี้ หากการจดหรือเก็บข้อมูลอาจถูกพบและทำให้คุณไม่ปลอดภัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือสายด่วนก่อนเลือกวิธีบันทึกนะคะ และการรักษาสายสัมพันธ์กับคนนอกวงจรที่รู้จักเรามานาน ก็คือดาวอีกดวงที่ช่วยบอกทิศได้ค่ะ
สอง “เปลี่ยนเป้าหมายจากการชนะการเถียง มาเป็นการรักษาความชัดเจนและความปลอดภัยของตัวเอง” บทสนทนากับคนที่เขียนความจริงใหม่ (ของเขา) หรือโกหกได้เรื่อยๆ ไม่มีเส้นชัยหรอกนะคะ เป้าหมายที่ดูแลใจเราได้ดีกว่าคือการรู้ความจริงเพื่อตัวเอง ไม่ใช่การทำให้เขายอมรับค่ะ
สาม “ขอบเขตยังเป็นเครื่องมือของเรา” การเลือกไม่ต่อบทสนทนาที่วนสู่การทำให้เราสงสัยตัวเอง เป็นขอบเขตที่เหมาะสมและถูกต้องค่ะ เราเขียนหลักการเรื่องนี้ไว้แล้วในบทความว่าด้วยการตั้งขอบเขต และย้ำเช่นเดิมว่า หากอีกฝ่ายมีแนวโน้มตอบโต้ด้วยการข่มขู่หรือความรุนแรง การวางขอบเขตควรคำนึงถึงความปลอดภัยและอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผน
เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
หากความสงสัยในตัวเองลามจนตัดสินใจเรื่องพื้นฐานลำบาก ความสับสนและความเหนื่อยล้ากระทบการนอนหรือการงาน หรือคุณเริ่มไม่แน่ใจแม้กระทั่งว่าสิ่งที่เจออยู่เรียกว่าอะไร การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับบาดแผลทางใจ (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ ผู้เชี่ยวชาญยังเป็น “จุดอ้างอิงที่นิ่ง” ที่เป็นกลางได้ดีมากในสถานการณ์แบบนี้ด้วยนะคะ และหากใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอค่ะ
การสะกดจิตบำบัดกับการฟื้นฟูความเชื่อถือในตัวเอง ในแนวทางของ NBRH
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ สำหรับผู้ที่ผ่าน Gaslighting มา รูปแบบที่อาจยังคงทำงานต่อคือการสงสัยตัวเอง แม้คนคนนั้นไม่อยู่แล้ว การเช็กความคิดตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะกล้าพูดออกไป ความรู้สึกผิดที่ผุดขึ้นเองโดยหาต้นเหตุไม่เจอ หรือความลังเลที่จะเชื่อความรู้สึกตัวเองแม้ในเรื่องเล็ก การการสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ และไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษกับหัวข้อนี้นะคะ เพราะสำหรับคนที่เพิ่งผ่านประสบการณ์ถูกครอบงำการรับรู้มา ความโปร่งใสของกระบวนการและการที่ทุกจังหวะอยู่ในความยินยอมของผู้รับบริการ ไม่ใช่แค่มาตรฐานการทำงาน แต่สามารถเป็นองค์ประกอบสำคัญของการฟื้นฟูความรู้สึกมีอำนาจตัดสินใจของตนเองได้ค่ะ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น เช่น การค่อยๆ กลับมาเชื่อถือการรับรู้ ความรู้สึก คุณค่า และขอบเขตของตัวเองมากขึ้นทีละเรื่องค่ะ
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนหลังผ่านเรื่องราวเช่นนี้มา ไม่ใช่การกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อใจใครอีกเลยนะคะ แต่คือการที่เสียงของตัวเองกลับมามีที่นั่งในหัวใจอีกครั้ง เห็นต่างกับคนอื่นได้โดยไม่สรุปทันทีว่าเราคือฝ่ายผิด และรู้ว่าความทรงจำของเรา แม้ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนของทุกคน ก็คู่ควรกับการถูกรับฟังเสมอค่ะ
ที่ NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เราเชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ
หากสถานการณ์ของคุณมีทั้งการทำให้สงสัยตัวเองและสายใยที่ตัดไม่ขาด เรื่อง Trauma Bonding เมื่อสายใยที่แน่นที่สุดถูกถักในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเรา อธิบายกลไกคู่ขนานนี้ไว้โดยเฉพาะค่ะ เครื่องมือเรื่องขอบเขตอยู่ในบทความ การตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ (Healthy Boundaries) ส่วนใครที่เจอรูปแบบนี้ในครอบครัว เรื่อง Toxic Parent และ Helicopter Parent มีมิติเฉพาะของมันนะคะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณเริ่มไม่แน่ใจในความทรงจำและการรับรู้ของตัวเอง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ