เลิกเหล้าด้วยการสะกดจิตบำบัด: ช่วยได้จริงไหม และทำไมการเลิกถึงยากกว่าแค่ “ไม่ดื่ม”
ต้นไม่ได้มองว่าตัวเองติดเหล้านะคะ เขาแค่ “ดื่มคลายเครียด” ทุกเย็นหลังเลิกงาน
แก้วแรกช่วยให้ไหล่ที่เกร็งมาทั้งวันคลายลง แก้วต่อมาช่วยให้หลับง่ายขึ้น วันไหนไปสังสรรค์ เหล้าก็ช่วยให้เขากล้าคุย กล้าเล่น เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่สนุกกว่าปกติ มันดูไม่มีพิษภัยมาตลอด จนวันหนึ่งต้นลองงดดื่มดูสักอาทิตย์ เขากลับพบว่าเขานอนไม่หลับเลย ความเครียดที่เคยถูกกดไว้ตอนเย็นลอยขึ้นมาเต็มหัว จนพอวันที่สามเพื่อนชวนไปกินข้าว เขาก็กลับไปดื่มเหมือนเดิม พร้อมคำถามเงียบๆ ในใจ “หรือเราเลิกไม่ได้แล้ว”
ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบต้น คืออยากลดหรือเลิกดื่ม แต่พอลองแล้วชีวิตเหมือนขาดอะไรไปหลายอย่างพร้อมกัน บทความนี้อยากชวนคุยกันตรงๆ ค่ะ ว่าทำไมการเลิกเหล้าถึงยากกว่าแค่ “ไม่ดื่ม” และการสะกดจิตบำบัดเข้ามาช่วยตรงไหนได้บ้าง
แต่ก่อนอื่น มีเรื่องสำคัญด้านความปลอดภัยที่ต้องบอกก่อนเลยนะคะ สำหรับคนที่ดื่มหนักต่อเนื่องมานาน การหยุดดื่มกะทันหันอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้หากคุณดื่มเป็นประจำทุกวันในปริมาณมาก หรือเคยมีอาการผิดปกติทางร่างกายเวลาหยุดดื่ม เช่น มือสั่นหรือใจสั่น การเลิกควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรหักดิบเองค่ะ
เหล้าไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์
จุดที่ทำให้การเลิกเหล้ายากกว่าที่คิด อยู่ตรงนี้ค่ะ
ลองนึกภาพกล่องเครื่องมือที่มีมีดพกอเนกประสงค์อยู่เล่มเดียวนะคะ มีดเล่มเดียวแต่สามารถถูกหยิบมาใช้ทำอะไร ๆ ได้มากมาย สำหรับหลายๆ คนเหล้าทำหน้าที่เช่นเดียวกับมีดพกอเนกประสงค์มานานหลายปี คลายเครียดก็ใช้มัน นอนไม่หลับก็ใช้มัน เข้าสังคมก็ใช้มัน อยากลืมเรื่องแย่ๆ ก็ใช้มัน ฉลองก็ใช้มันอีก สารพัดอเนกประสงค์จริงๆ
ทีนี้พอวันหนึ่งเราหยิบมีดเล่มนั้นออกจากกล่อง โดยที่ในกล่องไม่มีเครื่องมืออื่นเลย จะเกิดอะไรขึ้นคะ งานทุกงานที่มันเคยทำก็ค้างพร้อมกันหมด ความเครียดไม่มีที่ระบาย การนอนก็แย่ ความประหม่าในวงสังคมกลับมา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลิกด้วยการ “อดทนไม่ดื่ม” เฉยๆ ถึงมักไปไม่รอด เพราะปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเหล้า แต่คือผลทั้งหมดที่เหล้าเคยมอบให้
การเลิกเหล้าที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การเอามีดออกจากกล่อง แต่คือการค่อยๆ เติมเครื่องมืออื่นเข้าไปแทน ทั้งวิธีคลายเครียดแบบอื่น วิธีดูแลการนอนแบบอื่น และวิธีอยู่ในวงสังคมโดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์ค่ะ
แล้วเหล้าเสพติดจริงไหม
จริงค่ะ แอลกอฮอล์เป็นสารที่ทำให้เกิดการพึ่งพาได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อดื่มต่อเนื่องนานๆ ร่างกายจะปรับตัวจนต้องการมันเพื่อให้รู้สึก “ปกติ” และเมื่อหยุด ก็เกิดอาการถอนได้จริง ซึ่งในรายที่ดื่มหนัก อาการถอนอาจรุนแรงถึงขั้นอันตรายได้เลยค่ะ
แต่ก็ต้องบอกอีกด้านด้วยนะคะ การดื่มมีหลายระดับ ตั้งแต่ดื่มเป็นครั้งคราว ดื่มเป็นนิสัยที่เริ่มเกาะชีวิตแน่นขึ้น ไปจนถึงภาวะติดสุราที่เป็นภาวะทางการแพทย์จริงๆ ไม่ใช่ทุกคนที่อยากลดการดื่มจะ “ติดเหล้า” และการอยากปรับความสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ว่าคุณอยู่จุดไหนของเส้นนี้ การขยับไปทางที่ดื่มน้อยลงล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งนั้น และถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่จุดไหน การปรึกษาแพทย์คือทางที่ชัดเจนที่สุดค่ะ
แนวทางที่หลักฐานรองรับ
สำหรับคนที่มีภาวะพึ่งพาแอลกอฮอล์ชัดเจน แนวทางที่ได้ผลที่สุดคือการดูแลร่วมกับแพทย์ ทั้งการถอนอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแล ยาที่ช่วยลดความอยากในบางราย และการบำบัดทางจิตใจหรือกลุ่มสนับสนุน ส่วนคนที่ดื่มในระดับนิสัยที่ยังไม่ถึงขั้นพึ่งพาทางร่างกาย การทำงานกับพฤติกรรม ตัวกระตุ้น และบทบาททางใจของเหล้า ก็เป็นหัวใจหลัก
จะเห็นว่าไม่ว่าระดับไหน ก็มีเครื่องมือรองรับและสามารถช่วยได้อยู่เสมอ และไม่มีใครต้องสู้เรื่องนี้ด้วยกำลังใจเปล่าๆ คนเดียวค่ะ
การสะกดจิตบำบัดช่วยตรงไหน
ก่อนอื่นขอย้ำก่อนนะคะว่าการสะกดจิตไม่สามารถแทนการดูแลทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะในรายที่มีการพึ่งพาทางร่างกาย ซึ่งการถอนต้องอยู่ใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ที่ทางที่สมเหตุสมผลของการสะกดจิตบำบัดหรือ Hypnotherapy คือการทำงานกับ “งาน” ที่เหล้าเคยรับทำค่ะ ถ้าย้อนกลับไปที่ภาพกล่องเครื่องมือ การสะกดจิตบำบัดมุ่งช่วยเติมเครื่องมือใหม่เข้าไปในกล่อง ทั้งการฝึกให้ระบบประสาทผ่อนคลายได้เองโดยไม่ต้องพึ่งแก้วแรก การดูแลความเครียดและความวิตกกังวลที่เคยเป็นเหตุให้ยกแก้ว การคลายความเชื่อมโยงอัตโนมัติระหว่างสถานการณ์เดิมๆ กับการดื่ม เช่น เย็นวันศุกร์ วงเพื่อน หรือความเบื่อ และการเสริมแรงใจในเส้นทางที่ต้องใช้เวลา
และจากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ มีอีกแนวทางหนึ่งที่มักใช้ควบคู่กันค่ะ คือการทำงานกับความรู้สึกที่มีต่อเครื่องดื่มโดยตรง แทนที่จะให้ฝืนใจปฏิเสธแก้วที่ยังเย้ายวน การบำบัดจะค่อยๆ ปรับการตอบสนองข้างในเสียใหม่ จนสิ่งที่เคยดึงดูด กลายเป็นสิ่งที่รู้สึกเฉยชาไปจนถึงไม่พึงประสงค์ เมื่อแรงดึงจากตัวเครื่องดื่มเบาลงพร้อมกับที่เครื่องมือใหม่ในกล่องเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงก็เกิดจากข้างในมากกว่าการอดทนฝืน นี่เป็นข้อสังเกตจากการทำงานจริง ซึ่งช่วยเติมภาพในส่วนที่งานวิจัยยังจำกัด ทั้งหมดนี้ในฐานะตัวเสริมที่ทำงานเคียงข้างการดูแลหลัก ไม่ใช่ตัวแทนของมัน
การพลาดไม่ใช่จุดจบ
เช่นเดียวกับการเลิกบุหรี่ เส้นทางเลิกเหล้าของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่เส้นตรงค่ะ การเผลอกลับไปดื่มหนึ่งครั้งไม่ได้ลบความก้าวหน้าทั้งหมดทิ้ง และไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลว มันคือข้อมูลว่าสถานการณ์ไหนที่ยังยากอยู่ อารมณ์ไหน เวลาไหน พอรู้แล้ว รอบหน้าก็เตรียมเครื่องมือไปให้ตรงจุดขึ้น
สิ่งที่อยากให้ระวังคือเสียงในหัวที่บอกว่า “จบแล้ว ดื่มต่อให้หมดขวดเลยแล้วกัน” เพราะความคิดแบบซ้ายสุดขวาสุดนี่แหละ ที่เปลี่ยนการสะดุดเล็กๆ ให้กลายเป็นการล้มเหลวระยะยาว การใจดีกับตัวเองในจังหวะพลาด จึงไม่ใช่ความหย่อนยาน แต่เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ไปต่อได้จริงค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเลิกหรือลดแอลกอฮอล์อย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการอดทนต้านความอยากไปวันๆ แต่เกิดจากการค่อยๆ สอนให้กายและใจมีวิธีอื่นในการพัก ผ่อนคลาย และอยู่กับผู้คน จนเหล้าหมดหน้าที่ที่เคยมีในชีวิตไปทีละอย่าง และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าเรื่องของคุณคล้ายกับการเลิกบุหรี่ตรงที่ต้องสู้ทั้งด้านร่างกายและนิสัย ลองอ่านต่อได้ที่บทความ เลิกบุหรี่ด้วยการสะกดจิตบำบัด ได้ผลจริงไหม หรือถ้าความเครียดที่ไม่มีที่ระบายคือเหตุผลหลักที่ทำให้คุณยกแก้ว บทความเรื่อง การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณอยากปรับความสัมพันธ์ที่มีกับแอลกอฮอล์ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ