Habits & Behavioral Patterns · นิสัยและรูปแบบพฤติกรรม

เลิกบุหรี่ด้วยการสะกดจิตบำบัด: ได้ผลจริงไหม แล้วมันช่วยตรงไหนกันแน่

วินพยายามเลิกบุหรี่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

และทุกครั้งวงจรเดิม ๆ ก็จะกลับมา เริ่มจากขยำซองทิ้งด้วยความมุ่งมั่น สามวันแรกผ่านไปได้สวยๆ จนพอเจอวันที่งานเดือด หรือมื้อเที่ยงที่กินเสร็จแล้วมือมันว่างๆ หรือคืนที่เพื่อนชวนไปนั่งดื่ม ความอยากก็ดีดกลับมาแรงจนต้านไม่อยู่ สุดท้ายก็ต้องจุดขึ้นมาสูบอีกมวน แล้วนั่งโทษตัวเองว่า “เราอ่อนแอเอง ชาตินี้คงเลิกไม่ได้หรอก”

สิ่งที่วินไม่เคยรู้เลยคือ เขากำลังสู้กับศัตรูสองตัวพร้อมกัน แต่ใช้อาวุธแค่ชิ้นเดียว คือกำลังใจ

ถ้าคุณเคยเป็นแบบวิน เลิกแล้วกลับไปสูบ เลิกแล้วกลับไปสูบ จนเริ่มปักใจว่าตัวเองไร้วินัย บทความนี้อยากชวนคุยกันตรงๆ ค่ะ ว่าทำไมบุหรี่ถึงเลิกยากนัก และการสะกดจิตบำบัดช่วยได้จริงหรือเปล่า และช่วยตรงไหนได้กันค่ะ

ทำไมบุหรี่ถึงเลิกยากนัก

หลายคนเชื่อว่าการเลิกบุหรี่วัดกันที่ใจล้วนๆ ใครใจแข็งก็เลิกได้ ใครเลิกไม่ได้ก็คือใจไม่ถึง ความเชื่อนี้ทำร้ายคนที่กำลังพยายามอยู่มากค่ะ เพราะมันไม่ตรงกับความจริง

ความจริงคือ นิโคตินเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อร่างกายจริงๆ มันเข้าไปทำงานกับระบบให้รางวัลในสมอง จนร่างกายพึ่งพามัน พอหยุดปุ๊บจึงเกิดอาการอยากและอาการถอนตามมา ความอยากที่วินรู้สึกจึงไม่ใช่เรื่องของนิสัยหรือความอ่อนแอ แต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย

และมีอีกเรื่องที่อยากให้รู้ค่ะ งานวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ล้วนพยายามเลิกหลายครั้งกว่าจะสำเร็จ การกลับไปสูบซ้ำเป็นเรื่องที่เกิดกับแทบทุกคนบนเส้นทางนี้ มันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกว่าคุณล้มเหลว

สองกุญแจบนประตูบานเดียว

ทีนี้มาดูกันว่าศัตรูสองตัวที่ว่าคืออะไรค่ะ

ลองนึกภาพประตูที่ล็อกด้วยกุญแจสองดอกนะคะ ดอกแรกคือการเสพติดทางร่างกาย เป็นเรื่องของนิโคตินล้วนๆ ส่วนดอกที่สองคือนิสัยและความเคยชินอันนี้แหละตัวร้ายที่คนมองข้าม บุหรี่กับกาแฟตอนเช้า บุหรี่หลังข้าว บุหรี่ตอนพักเบรกกับเพื่อนร่วมงาน บุหรี่ในวันที่เครียดหรือเบื่อ มันฝังอยู่ในจังหวะชีวิตแทบทุกจุด

เนื่องจากประตูที่มีล็อกอยู่สองล็อก ดังนั้นการใช้กุญแจดอกเดียวไขยังไงๆ ประตูก็เปิดไม่ออกค่ะ ต่อให้ร่างกายผ่านช่วงถอนนิโคตินไปได้แล้ว แต่ถ้ากาแฟแก้วเช้ายังกระตุ้นความอยากบุหรี่ได้ทุกวัน ความเครียดจากงานยังชี้ไปที่บุหรี่ได้ทุกครั้ง โอกาสกลับไปสูบก็จะรออยู่ตรงนั้นเสมอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมกำลังใจอย่างเดียวถึงมักไม่ได้ผล

ทำไมการไขกุญแจแค่ดอกเดียวจึงมักไม่พอ

ก่อนพูดถึงการสะกดจิต ขอวางภาพใหญ่ให้เห็นชัดก่อนนะคะ

วิธีที่งานวิจัยยืนยันว่าได้ผลดีที่สุด คือการจับคู่สองอย่างเข้าด้วยกัน หนึ่งคือตัวช่วยทางการแพทย์ เช่น สารทดแทนนิโคตินหรือยาช่วยเลิกบุหรี่ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร สองคือการสนับสนุนด้านพฤติกรรมและการให้คำปรึกษา

ถ้าเทียบกับภาพกุญแจ ตัวช่วยทางการแพทย์รับหน้าที่เป็นกุญแจดอกแรก คือด้านร่างกาย ส่วนการทำงานกับพฤติกรรมรับหน้าที่เป็นกุญแจดอกที่สอง คือนิสัยและจิตใจ เมื่อเราใช้กุญแจทั้งสองดอกไขประตูพร้อมกัน ประตูถึงเปิด ใครที่คิดจะเลิกจริงจัง การแวะปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสักครั้งจึงคุ้มมากค่ะ

แล้วการสะกดจิตบำบัดล่ะ ช่วยตรงไหน

มาถึงคำถามหลักของบทความ และขอตอบแบบไม่อ้อมค้อมค่ะ เพราะวงการนี้มีโฆษณาเกินจริงเยอะ โดยเฉพาะประโยคคุ้นหูอย่าง “สะกดจิตครั้งเดียว เลิกขาด รับประกันผล”

พูดกันตามหลักฐาน งานวิจัยเรื่องการสะกดจิตกับการเลิกบุหรี่ยังมีจำกัด ใครที่ขายการสะกดจิตเป็นเวทมนตร์และรับประกันผล จึงกำลังพูดเกินสิ่งที่วิทยาศาสตร์รู้ค่ะ

แต่ถ้าถามว่ามันมีที่ทางไหม มีค่ะ และที่ทางของมันคือกุญแจดอกที่สอง การสะกดจิตบำบัดทำงานกับส่วนที่เป็นนิสัยและใจ ช่วยคลายความอยากที่ถูกปลุกด้วยสัญญาณเดิมๆ ช่วยดูแลความเครียดที่มักผลักมือให้เอื้อมไปจุดบุหรี่ ช่วยเสริมแรงใจ และค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์ที่เรามีกับบุหรี่ให้เปลี่ยนไป

จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ แนวทางหนึ่งที่มักใช้ในห้องบำบัดคือการทำงานกับความรู้สึกที่มีต่อบุหรี่โดยตรงค่ะ แทนที่จะสอนให้ “ฝืนใจไม่สูบ” ทั้งที่ยังอยาก การบำบัดจะค่อยๆ ปรับการตอบสนองอัตโนมัติต่อบุหรี่เสียใหม่ จนกลิ่นหรือรสที่เคยเรียกหา กลายเป็นสิ่งที่รู้สึกเฉยๆ ไปจนถึงรู้สึกไม่พึงประสงค์ เมื่อความรู้สึกข้างในเปลี่ยน พฤติกรรมก็มักคลายตามไปเอง โดยไม่ต้องต่อสู้กับความอยากทุกวันแบบเดิม นี่เป็นข้อสังเกตจากการทำงานจริง ซึ่งช่วยเติมภาพในส่วนที่งานวิจัยยังมีจำกัด จนหลายคนรู้สึกว่ามันช่วยในจุดเหล่านี้ได้จริง

เปลี่ยนวิธีมองการพลาด แล้วทางจะง่ายขึ้น

อีกเรื่องที่อยากฝากไว้ค่ะ

คนที่เลิกบุหรี่แล้วเผลอกลับไปสูบ มักตีความว่า “จบแล้ว” แล้วก็เลิกพยายามไปเลย ทั้งที่จริงๆ การพลาดเพียงแค่หนึ่งครั้งคือข้อมูลชั้นดี เพราะมันบอกเราว่าตัวกระตุ้นตัวไหนที่ยังแรงอยู่ กาแฟ ความเครียด หรือวงเพื่อน พอรู้แล้วเราก็สามารถวางแผนรับมือจุดนั้นได้ตรงขึ้นในความพยายามรอบต่อไป คนที่เลิกสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้มเหลว แต่คือคนที่ล้มเหลวแล้วเรียนรู้ แล้วพยายามใหม่

และข่าวดีที่สุดคือ ไม่ว่าคุณจะสูบมานานแค่ไหน ร่างกายก็ยังสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คิดหลังหยุดสูบ ดังนั้นไม่มีคำว่าสายเกินไปค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเลิกบุหรี่อย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการฝืนต้านความอยากไปวันๆ แต่เกิดจากการค่อยๆ คลายนิสัยและความผูกพันทางใจที่เชื่อมเราไว้กับบุหรี่ ควบคู่กับการดูแลร่างกายอย่างถูกวิธี จนถึงวันที่บุหรี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องต่อสู้ด้วยอีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าความเครียดคือตัวกระตุ้นหลักที่พาคุณกลับไปหาบุหรี่ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ หรือถ้าอยากเข้าใจว่าความเครียดสะสมส่งผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดนิสัยและรูปแบบพฤติกรรม
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณพยายามเลิกบุหรี่มาหลายครั้งแล้วยังไม่สำเร็จ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ