Self-Esteem · คุณค่าในตนเอง

Impostor Syndrome: เมื่อยิ่งสำเร็จ ยิ่งกลัวว่าวันหนึ่งคนจะรู้ว่าเราไม่เก่งจริง

วันที่แพรวได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าโปรเจกต์ใหญ่ ทุกคนแสดงความยินดี แต่สิ่งที่แพรวรู้สึกกลับไม่ใช่ความภูมิใจ มันคือความหวาดกลัว

“เขาคงเลือกผิดคนแน่ๆ” เธอคิด “เราแค่สัมภาษณ์เก่ง พูดเก่ง แต่จริงๆ เราทำไม่ได้หรอก เดี๋ยวพอเริ่มงานจริง ทุกคนก็จะรู้ว่าเราไม่ได้เก่งอย่างที่คิด”

ในงานชิ้นแรก แพรวเตรียมตัวหนักมาก ทำงานถึงตีสอง เช็กแล้วเช็กอีกจนแน่ใจว่าไม่มีจุดผิด และผลออกมาดีเยี่ยม หัวหน้าชม ทีมก็พอใจ แต่แทนที่แพรวจะรู้สึกว่าตัวเองเก่ง เธอกลับสรุปว่า “เห็นไหม เราทำได้ก็เพราะพยายามหักโหมทำงานจนแทบไม่ได้นอนต่างหาก ถ้าเก่งจริงคงไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้”

คำชมที่ได้มา แทนที่จะทำให้เบาใจ กลับทำให้เธอกลัวมากขึ้น เพราะยิ่งคนคาดหวังสูง ก็ยิ่งมีอะไรให้เสียมากขึ้น และวันที่ความจริงจะถูกเปิดโปงก็ดูใกล้เข้ามา

ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบแพรว คือกลัวว่าตัวเองไม่เก่งจริง รู้สึกไม่คู่ควรกับตำแหน่งที่ได้มา หรือรู้สึกเหมือนตัวเองเป็น “ตัวปลอม” ที่รอวันถูกจับได้ ทั้งที่มีผลงานเป็นหลักฐานว่าคุณทำได้ อาการแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Impostor Syndrome หรือภาวะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งจริง และบทความนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจ พร้อมวิธีรับมือกับมันด้วยกันค่ะ

Impostor Syndrome คืออะไร

แนวคิดนี้ถูกอธิบายครั้งแรกโดยนักจิตวิทยา Pauline Clance และ Suzanne Imes ในการศึกษากลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จค่ะ ลักษณะเด่นคือ แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่าตัวเองมีความสามารถ แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่สามารถ “รับ” ความสำเร็จนั้นเข้ามาเป็นของตัวเองได้ และยังคงกลัวว่าสักวันจะถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม

จุดที่น่าสนใจคือ Impostor Syndrome มักพบในคนที่มีความสามารถหรือประสบความสำเร็จในบางด้าน มันจึงต่างจากการรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าไปทั้งหมด แต่เป็นความรู้สึกที่เจาะจงในบริบทของความสามารถและความสำเร็จว่า “ฉันไม่ได้เก่งอย่างที่เขาคิด และเดี๋ยวก็จะโดนจับได้”

อยากบอกไว้ด้วยว่านี่ไม่ใช่โรคหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นประสบการณ์ที่พบได้บ่อยมากในคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่งเข้าสู่บทบาทใหม่ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แข่งขันสูง หรือเป็นคนที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในที่นั้น

เมื่อความสำเร็จถูกเขียนด้วยหมึกที่ลบเลือน

มีภาพหนึ่งที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดีค่ะ ลองนึกว่าในใจเรามีสมุดบัญชีที่คอยจดเรื่องราวของตัวเอง

สำหรับคนที่เป็น Impostor Syndrome สมุดเล่มนี้มันจะทำงานเพี้ยน ๆ หน่อย มันจดความสำเร็จของเราด้วยหมึกที่ค่อยๆ จางหายไป แต่จดความผิดพลาดด้วยปากกาที่ลบไม่ออก ผลก็คือ ไม่ว่าเราจะทำสำเร็จมากแค่ไหน หน้าที่ควรเป็นหลักฐานว่า “เราเก่ง” ก็มักว่างเปล่าอยู่เรื่อยไป ในขณะที่หน้าของ “ความผิดพลาดและข้อบกพร่อง” กลับเพิ่มขึ้นและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมความสำเร็จครั้งที่สิบถึงยังรู้สึกเปราะบางไม่ต่างจากครั้งแรก เพราะสิ่งที่ควรสะสมเป็นความมั่นใจ กลับไม่เคยถูกบันทึกไว้จริงๆ และเรายังคอยมองหาแต่หลักฐานที่ยืนยันความกลัวของตัวเอง

วงจรที่ทำให้ยิ่งสำเร็จยิ่งกลัว

สิ่งที่ทำให้ Impostor Syndrome หลุดยาก คือวงจรที่หล่อเลี้ยงตัวเองค่ะ

เมื่อเจองานที่ท้าทาย คนที่เป็นภาวะนี้มักตอบสนองด้วยการเตรียมตัวหนักเกินพอดี หรือไม่ก็ผัดจนนาทีสุดท้ายแล้วค่อยรีบทำ พอผลออกมาดี แทนที่จะให้เครดิตความสามารถของตัวเอง พวกเขากลับยกความดีความชอบให้กับการหักโหม โชค หรือจังหวะเวลา อย่างที่แพรวบอกตัวเองว่าทำได้เพราะไม่ได้นอน

ผลก็คือ ความสำเร็จนั้นไม่เคยถูกนับเป็นหลักฐานว่าตัวเองเก่ง ความโล่งใจหลังทำเสร็จอยู่ได้ไม่นาน แล้ววงจรก็เริ่มใหม่กับงานถัดไป บ่อยครั้งด้วยความกลัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งสำเร็จ มาตรฐานที่ต้องรักษาไว้ก็ยิ่งสูง นี่คือเหตุผลที่ความสำเร็จเพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกนี้หายไป และบางครั้งกลับยิ่งเติมเชื้อให้มันด้วยซ้ำ

มันมาจากไหน และทำไมไม่ใช่ความผิดของคุณ

ความรู้สึกเป็นตัวปลอมมักมีรากมาจากหลายอย่างประกอบกัน ทั้งความสมบูรณ์แบบนิยม การถูกปลูกฝังให้ผูกคุณค่าตัวเองไว้กับผลงาน หรือข้อความบางอย่างที่ได้รับมาตั้งแต่เด็ก และที่สำคัญไม่แพ้กันคือปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

การเข้าสู่บทบาทใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย การอยู่ในที่ที่มาตรฐานสูงและแข่งขันกันมาก หรือการเป็นคนกลุ่มน้อยที่แทบไม่เห็นใครคล้ายตัวเองในที่นั้น ล้วนทำให้ความรู้สึกไม่กลมกลืนและความรู้สึกเป็นตัวปลอมเกิดง่ายขึ้น การเข้าใจแบบนี้ช่วยให้เราไม่ด่วนสรุปว่าตัวเองบกพร่อง เพราะบ่อยครั้งมันไม่ใช่ข้อบกพร่องส่วนตัว แต่เป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ต่อสถานการณ์ที่เรากำลังอยู่

วิธีรับมือ Impostor Syndrome: ค่อยๆ รับความสำเร็จของตัวเองกลับมา

เมื่อเข้าใจกลไกของมันแล้ว การดูแลก็ชัดขึ้นค่ะ

จุดเริ่มต้นที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ คือการพูดเรื่องนี้ออกมา เพราะความรู้สึกเป็นตัวปลอมเติบโตได้ดีในความเงียบ พอได้รู้ว่าคนเก่งรอบตัวจำนวนมากก็รู้สึกแบบเดียวกัน ความเชื่อที่ว่า “มีเราคนเดียวที่ไม่คู่ควร” ก็เริ่มคลายลง

อย่างที่สองคือ การแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริง ความรู้สึกว่าเป็นตัวปลอมไม่ใช่หลักฐานว่าเราเป็นตัวปลอมจริงๆ ลองฝึกจดความสำเร็จด้วย “ปากกาที่ลบไม่ออก” บ้าง บันทึกสิ่งที่ทำได้ดีไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และยอมรับว่าทั้งความพยายามและความสามารถต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ไม่ใช่มีแค่โชคอย่างเดียว นอกจากนี้ การยอมรับว่าการมีเรื่องที่ยังไม่รู้เป็นเรื่องปกติของทุกคน ไม่ใช่หลักฐานว่าเราเป็นของปลอม ก็ช่วยลดแรงกดดันที่ต้องรู้ทุกอย่างลงได้

สำหรับบางคนที่ความรู้สึกนี้ฝังลึกจนกระทบการทำงานและความสุขในชีวิต การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิตบำบัดก็ช่วยได้ เพราะ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด เป็นแนวทางที่มุ่งทำงานกับความเชื่อและการตอบสนองทางอารมณ์ในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผลโต้กับความคิด เพื่อค่อยๆ คลายความเชื่อเก่าอย่าง “เดี๋ยวก็โดนจับได้” และช่วยให้เราค่อยๆ รับความสำเร็จของตัวเองเข้ามาได้จริงขึ้น

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการก้าวข้าม Impostor Syndrome อย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการไล่พิสูจน์ตัวเองไม่รู้จบ แต่เกิดจากการค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่ใจเราบันทึกความสำเร็จและความสามารถของตัวเอง จนเรารับมันเข้ามาเป็นของเราได้จริง และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอของคุณกว้างกว่าแค่เรื่องความสามารถ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การเห็นคุณค่าในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) เมื่อเรามองตัวเองผ่านกระจกที่บิดเบี้ยว หรือถ้าอยากฝึกปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความอ่อนโยนมากขึ้นในวันที่รู้สึกไม่มั่นใจ บทความเรื่อง Self-compassion ความเมตตาต่อตัวเองที่ไม่ใช่การเอาแต่ใจ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดคุณค่าในตนเอง
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าไม่เก่งจริงกำลังบั่นทอนคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ