ความกลัวความล้มเหลว (Fear of Failure) คืออะไร: ทำไมยิ่งกลัวยิ่งไม่กล้าเริ่ม และดูแลอย่างไร
ประกาศรับสมัครตำแหน่งที่เอิร์ธอยากได้มานานเปิดมาสามสัปดาห์แล้ว แต่ใบสมัครในเครื่องของเขายังกรอกไม่เสร็จสักที ทุกครั้งที่เปิดไฟล์ขึ้นมา เขาจะเริ่มคิดว่า “ถ้าสมัครแล้วไม่ได้ล่ะ ถ้าเขาเห็นว่าเราไม่เก่งจริงล่ะ” คิดเช่นนั้นแล้วก็ปิดไฟล์ลงไปทำอย่างอื่น บอกตัวเองว่าเดี๋ยวค่อยกลับมาทำตอนพร้อมกว่านี้
พอถึงวันปิดรับสมัคร เอิร์ธรู้สึกผิดหวังในตัวเอง แต่ลึกๆ ก็มีความโล่งใจแปลกๆ ปนอยู่ด้วย เพราะอย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีใครได้ตัดสินว่าเขาไม่ดีพอ เขาเก็บความสามารถของตัวเองไว้ในกล่องที่ปลอดภัย และปลอบใจตัวเองว่า “เราแค่ยังไม่ได้ลองเต็มที่” ทั้งที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เขากลัวที่สุด คือการได้รู้ว่าถ้าลองเต็มที่แล้วยังไม่สำเร็จ มันจะแปลว่าอะไรกับตัวเขา
สิ่งนี้คือสภาวะ Fear of Failure หรือ ความกลัวความล้มเหลวค่ะ มันไม่ใช่โรคหรือความผิดปกติทางจิตใจอะไร แต่เป็นรูปแบบทางความคิดและความรู้สึกที่พบได้บ่อยในคนจำนวนมากค่ะ หัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่การกลัวผลลัพธ์จะออกมาไม่ดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่ความล้มเหลวถูกตีความว่าเป็นคำตัดสินคุณค่าของตัวเรา ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น พฤติกรรมนี้สามารถถูกแสดงออกได้สองทางคือ ดีแต่คิดแต่ไม่กล้าลงมือทำ และการทุ่มทำงานหนักเกินไปเพราะกลัวพลาด ส่วนคำถามที่ว่าแล้วเราจะแก้อาการกลัวความล้มเหลวได้ยังไง คำตอบไม่ได้อยู่ที่การบังคับตัวเองให้กล้าหรือรับประกันว่าจะสำเร็จ แต่อยู่ที่การค่อยๆ แยกคุณค่าของตัวเองออกจากผลลัพธ์ และเปลี่ยนความสัมพันธ์กับการลองและการผิดพลาด ซึ่งเราจะค่อยๆ คุยกันในบทความนี้ค่ะ
Fear of Failure คืออะไร และต่างจากความระมัดระวังตามปกติตรงไหน
ความไม่อยากล้มเหลวหรือทำอะไรผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนค่ะ ความผิดหวังเมื่อทำอะไรไม่สำเร็จ หรือความอยากทำให้ดี เป็นแรงผลักที่ช่วยให้เราเตรียมตัวและพยายาม ความระมัดระวังในระดับที่พอเหมาะจึงไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบ
ความกลัวความล้มเหลวที่กลายเป็นอุปสรรค ต่างตรงที่ความรู้สึกนี้จะรุนแรงและกว้างจนเริ่มเข้ามากำหนดว่าเราจะสามารถหรือไม่สามารถทำอะไรได้บ้างค่ะ (ในบางแหล่งอาจพบคำว่า Atychiphobia ซึ่งใช้เรียกความกลัวความล้มเหลวที่รุนแรงมาก) นั่นแปลว่าความต่างที่สำคัญที่สุดจึงอยู่ตรงความหมายที่เราให้กับความล้มเหลว สำหรับคนที่กลัวความล้มเหลวอย่างรุนแรง การทำอะไรไม่สำเร็จมันไม่ได้แปลว่า “ครั้งนี้ยังไม่เวิร์ก” แต่กลับถูกตีความว่า “เราไม่เก่งพอ เราไม่มีค่าพอ คนอื่นจะเห็นว่าเราไม่ได้ดีจริง” ความล้มเหลวจึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ แต่กลายเป็นคำพิพากษาต่อตัวตน และเมื่อเดิมพันสูงถึงขนาดนั้น ความกลัวก็ใหญ่ขึ้นตามจนบางครั้งกลืนความอยากลองไปหมด
จุดที่อยากย้ำคือ ความกลัวนี้ไม่ได้แปลว่าคุณขี้ขลาดหรืออ่อนแอนะคะ หลายคนที่กลัวความล้มเหลวมากที่สุด กลับเป็นคนที่ใส่ใจ ตั้งใจ และให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำอย่างลึกซึ้ง ความกลัวนั้นมักไม่ได้มาจากการไม่แคร์ แต่มาจากการแคร์มากเกินไปจนกลัวว่าจะทำมันได้ไม่ดีพอต่างหาก
ทำไมยิ่งกลัวล้มเหลวยิ่งไม่กล้าเริ่ม
หัวใจที่ทำให้ความกลัวความล้มเหลวหมุนวนได้ คือกลไกการหลีกเลี่ยงค่ะ
เมื่อความล้มเหลวรู้สึกเหมือนคำตัดสินตัวตน สมองก็จะหาวิธีปกป้องเราด้วยการพาเราออกห่างจากสถานการณ์ที่เราอาจล้มเหลว วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือการไม่เริ่ม การผัดวันประกันพรุ่ง ล้มเลิกง่าย หรือการหาเหตุผลให้ตัวเองไม่ต้องลงมือจริงจัง เพราะตรรกะลึกๆ คือ ถ้าเราไม่ได้ลองเต็มที่ เราก็ยังไม่ถูกพิสูจน์ว่าไม่เก่ง เราจึงยังเก็บภาพ “เราน่าจะทำได้ถ้าตั้งใจจริง” เอาไว้ได้ ซึ่งรู้สึกปลอดภัยกว่าการลองสุดตัวแล้วพบว่ายังไม่สำเร็จ ในทางจิตวิทยา รูปแบบการสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองล่วงหน้าแบบนี้ บางครั้งเรียกว่า Self-Handicapping ค่ะ
แต่การหลีกเลี่ยงไม่ใช่หน้าตาเดียวของความกลัวความล้มเหลวนะคะ ในบางคน มันแสดงออกตรงกันข้ามเลย คือการทำงานหนักเกินไป เตรียมตัวไม่รู้จบ ตรวจซ้ำจนไม่กล้าส่งงาน หรือไม่ยอมพักเพราะกลัวว่าถ้าหย่อนเมื่อไหร่จะพลาด คนกลุ่มนี้มักดูขยันและประสบความสำเร็จในสายตาคนอื่น แต่ข้างในถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวมากกว่าความอยากสำเร็จ และมักเหนื่อยล้าแต่ก็ไม่กล้าหยุดพัก ทั้งสองหน้าตานี้มีรากเดียวกัน คือการที่ผลลัพธ์ถูกผูกไว้กับคุณค่าของตัวตนค่ะ
รูปแบบนี้มักมาคู่กับความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ค่ะ เพราะเมื่อตั้งมาตรฐานไว้ว่าต้องสมบูรณ์แบบเท่านั้นถึงจะยอมรับได้ อะไรที่ไม่ถึงขั้นนั้นก็ถูกนับเป็นความล้มเหลวไปหมด พอเส้นชัยสูงจนน่ากลัวขนาดนั้น การไม่เริ่มเลยก็ดูเป็นทางเลือกที่เจ็บน้อยกว่า และนี่คือความย้อนแย้งที่สำคัญของความกลัวความล้มเหลว คือตัวความกลัวเองนี่แหละ ที่บ่อยครั้งพาเราเข้าใกล้ผลลัพธ์ที่เรากลัว เพราะการไม่ลองย่อมปิดโอกาสของความสำเร็จในเรื่องนั้นไปโดยปริยาย และการเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ก็มีแนวโน้มทำให้เราได้ให้เวลาและใจกับงานน้อยกว่าที่ควร จนผลงานอาจออกมาไม่เต็มศักยภาพอย่างที่ตัวเรากลัวไว้จริงๆ ค่ะ
Fear of Failure เปรียบเหมือนนักกีฬาที่ไม่ยอมลงสนาม
สมมติว่ามีนักกีฬาคนหนึ่งไม่ยอมลงสนามเลย สิ่งที่เขาทำคือนั่งอยู่ข้างสนามดูเพื่อนในทีมคนอื่นเล่นไปเรื่อยๆ เหตุผลที่เขาไม่ยอมลงเล่น คือตราบใดที่ยังไม่ได้ลงสนาม เขาก็ยังไม่มีวันแพ้ และยังเก็บความเชื่อที่ว่า “ถ้าฉันลงเล่น ฉันอาจจะเก่งก็ได้” เอาไว้ได้อย่างปลอดภัย การนั่งดูอยู่ข้างสนามจึงรู้สึกเหมือนเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ความจริงที่เจ็บกว่าคือ ตราบใดที่ไม่ลงเล่น เขาก็ไม่มีวันชนะหรือได้พิสูจน์ตัวเองเช่นกัน ไม่มีวันได้พัฒนาฝีมือ และไม่มีวันได้รู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน ยิ่งนั่งอยู่ข้างสนามนานเท่าไหร่ การลงไปเล่นก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นเท่านั้น ทางออกจึงไม่ใช่การรอให้หายกลัวก่อนแล้วค่อยลงเล่น เพราะวันนั้นอาจมาไม่ถึง แต่คือการค่อยๆ ลงไปสัมผัสสนามทีละก้าว จนได้เรียนรู้ว่าการลงเล่นแล้วหลุดฟอร์มบ้าง ไม่ได้แปลว่าตัวเราไร้ค่า มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการได้เล่นจริงเท่านั้นเอง
เมื่อไหร่ที่ควรดูแลความกลัวความล้มเหลวอย่างจริงจัง
ความกลัวความล้มเหลวเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เจอได้เป็นครั้งคราว และไม่ได้จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเสมอไปค่ะ แต่สัญญาณที่ควรใส่ใจ เช่น เมื่อมันเริ่มทำให้คุณปฏิเสธโอกาสที่อยากได้จริงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อการผัดวันประกันพรุ่งเริ่มกระทบการเรียน การงาน หรือความฝันที่สำคัญกับคุณ หรือเมื่อความกลัวและการตัดสินตัวเองรุนแรงจนบั่นทอนความรู้สึกที่มีต่อตัวเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงถ้าความกลัวความล้มเหลวมาพร้อมกับความรู้สึกหมดหวัง เศร้าเรื้อรัง หรือการมองตัวเองในแง่ลบอย่างหนักจนกระทบชีวิตประจำวัน การได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยดูแลได้ตรงจุดค่ะ ขอย้ำไว้ตรงนี้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นการลงสนามดูแลตัวเองรูปแบบหนึ่งค่ะ
การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับความกลัวความล้มเหลว
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับผู้รับบริการ โดยไม่ได้ใช้แทนการดูแลทางการแพทย์หรือจิตใจในกรณีที่จำเป็นค่ะ จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับความกลัวความล้มเหลวในห้องบำบัดมักโฟกัสไปที่การค่อยๆ คลายการผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลลัพธ์ ให้ความล้มเหลวกลับมาเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่ง ไม่ใช่คำตัดสินตัวตน การปรับรูปแบบอัตโนมัติที่พาเราไปหลีกเลี่ยงหรือผัดวันทันทีที่เดิมพันรู้สึกสูง และการค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับการลองและการผิดพลาด จากสิ่งที่ต้องหนี ไปสู่สิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจากการทำงานจริง และสอดคล้องกับเป้าหมายของการดูแลที่งานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการคลายความกลัวความล้มเหลวอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้กล้าหรือการรับประกันว่าจะไม่มีวันพลาด แต่เกิดจากการค่อยๆ แยกคุณค่าของตัวเองออกจากผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำ และเปลี่ยนความสัมพันธ์กับการลองและการผิดพลาด จนความกลัวล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่คอยกำหนดว่าคุณจะกล้าไล่ตามอะไรในชีวิตได้อีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าความกลัวล้มเหลวของคุณผูกอยู่กับการตั้งมาตรฐานที่ต้องสมบูรณ์แบบเสมอ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ ความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) เมื่อมาตรฐานสูงกลายเป็นกรงขัง หรือถ้าการผัดวันประกันพรุ่งคือรูปแบบที่คุณคุ้นเคยที่สุด บทความเรื่อง การผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastination) เมื่อการเลื่อนออกไปกลายเป็นวงจร ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอกำลังกันคุณออกจากสิ่งที่อยากทำ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ