Health & Mind-Body · สุขภาพกายและใจ

เมื่อความกลัวคืออีกโรคหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแล — Hypnotherapy กับผู้ป่วยมะเร็ง

มีผู้ป่วยมะเร็งท่านหนึ่งเคยบอกว่า สิ่งที่ทรมานที่สุดไม่ใช่การทำคีโม แต่คือคืนก่อนไปทำคีโมทุกครั้ง เพราะเขาจะนอนไม่หลับ ใจสั่น และรู้สึกคลื่นไส้ตั้งแต่ยังไม่ได้รับยาด้วยซ้ำ

อาการแบบนี้พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยมะเร็งค่ะ ร่างกายตอบสนองไปก่อนการรักษาจะเริ่มเสียอีก เพราะสมองเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงสถานที่ กลิ่น หรือแม้แต่ความคิดต่อการรักษา เข้ากับความทุกข์ทรมานที่เคยเจอมาก่อน

ต้องขอพูดให้ชัดเจนที่สุดไว้ก่อนนะคะว่า Hypnotherapy หรือ การสะกดจิตบำบัด ไม่ได้ใช้สำหรับรักษามะเร็ง มันไม่สามารถเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง และไม่สามารถแทนที่การรักษาทางการแพทย์ใดๆ ทั้งสิ้นได้

สิ่งที่มันทำได้คือการดูแลส่วนที่การรักษาทางการแพทย์มักดูแลได้ไม่เต็มที่ นั่นคือความทุกข์ทรมานที่มาพร้อมกับการเป็นมะเร็ง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความกลัวก็เป็นภาระที่ต้องแบกเหมือนกัน

การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเปลี่ยนชีวิตคนในพริบตาค่ะ ความกลัว ความวิตกกังวล และความเครียดที่ตามมานั้นหนักหนาไม่แพ้อาการทางกายเลย และที่สำคัญคือมันไม่ได้หายไปเองเมื่อการรักษาดำเนินไป บางครั้งกลับยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ

หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคืออาการคลื่นไส้ล่วงหน้าก่อนได้รับเคมีบำบัด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่สมองเรียนรู้จากประสบการณ์เดิม ร่างกายเริ่มคลื่นไส้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นเข็มฉีดยา เพียงแค่เดินเข้าโรงพยาบาลหรือได้กลิ่นที่คุ้นเคยก็ทำเอาขมคอแล้ว นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าจิตใจกับร่างกายเชื่อมโยงกันแน่นแฟ้นแค่ไหนค่ะ

แล้วการสะกดจิตบำบัดช่วยอะไรได้?

หลักฐานในเรื่องนี้มีอยู่มากพอสมควรค่ะ มีงานวิจัยที่พบว่าการสะกดจิตสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัดได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้ล่วงหน้าที่ยากต่อการรักษาด้วยยาแก้คลื่นไส้ทั่วไป

ในด้านความเจ็บปวด มีการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่มีการแพร่กระจายไปกระดูก ซึ่งเป็นอาการเจ็บปวดที่รุนแรงมาก พบว่ากลุ่มที่ได้รับการสะกดจิตบำบัดมีระดับความเจ็บปวดลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลแบบทั่วไป

นอกจากนี้ ความอ่อนล้าระหว่างการฉายแสงก็เป็นอีกปัญหาที่พบบ่อยค่ะ มีงานวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการฉายรังสีพบว่า กลุ่มที่ได้รับการสะกดจิตร่วมกับ CBT มีระดับความอ่อนล้าที่ไม่เพิ่มขึ้นตลอดการรักษา ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับการบำบัดมีความอ่อนล้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

และในช่วงก่อนการผ่าตัด มีการศึกษาที่ใช้เซสชันสะกดจิตสั้นๆ ก่อนการผ่าตัดมะเร็งเต้านม พบว่าการสะกดจิตบำบัดสามารถช่วยลดความเจ็บปวด อาการคลื่นไส้ ความเหนื่อยล้า และความรู้สึกไม่สบายหลังผ่าตัดได้ รวมถึงลดปริมาณยาระงับความรู้สึกที่ต้องใช้ได้ด้วย

จากหลักฐานที่มีอยู่จึงพบว่าการสะกดจิตบำบัดถูกนำมาใช้เป็นการดูแลแบบเสริมในหลายจุดของเส้นทางการรักษามะเร็งค่ะ ทั้งการลดความวิตกกังวลและความทุกข์ใจก่อนหัตถการต่างๆ การจัดการความเจ็บปวดทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง การลดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด การช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และการช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีส่วนร่วมและควบคุมประสบการณ์การรักษาของตัวเองได้มากขึ้น

ทั้งนี้ องค์กรทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงอย่าง American Society of Clinical Oncology และ National Comprehensive Cancer Network ต่างให้การยอมรับ Hypnotherapy ในฐานะแนวทางการดูแลแบบเสริมที่มีหลักฐานรองรับสำหรับผู้ป่วยมะเร็งด้วยนะคะ

ความหวังก็เป็นสิ่งที่ฝึกได้

นอกจากการจัดการกับอาการทางกายแล้ว สิ่งหนึ่งที่การสะกดจิตบำบัดทำงานด้วยได้ดีคือการเยียวยาสภาพจิตใจในระยะยาวตลอดเส้นทางการรักษาค่ะ เพราะมะเร็งไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้องเผชิญแค่ครั้งเดียว แต่มันเป็นการเดินทางที่ยาวนาน และความรู้สึกหมดหวัง เหนื่อยล้า หรือท้อแท้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นธรรมชาติระหว่างทาง

มีงานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วยมะเร็งที่เข้าร่วมกลุ่มบำบัดแบบประคับประคองทางจิตใจอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งปี พบว่าผู้ป่วยกลุ่มนั้นมีวันที่รู้สึกถึงอารมณ์ทางบวกมากกว่าทางลบสูงถึง 85% ของวันทั้งหมด เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 43% เท่านั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลจิตใจอย่างต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนคุณภาพของแต่ละวันที่ผู้ป่วยต้องเผชิญได้จริงค่ะ

การสะกดจิตบำบัดไม่ได้บอกให้คนไข้ “คิดบวก” แบบผิวเผิน แต่เป็นการช่วยให้จิตใจเข้าถึงความรู้สึกมั่นคงและความหวังที่แท้จริงได้ ซึ่งงานวิจัยพบว่าความคาดหวังเชิงบวกของผู้ป่วยก่อนการรักษานั้นมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดความเจ็บปวดและความเหนื่อยล้าหลังการรักษาด้วยค่ะ

เมื่อต้องปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ แต่ใจไม่อยากทำ

ผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากได้รับคำแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตเพื่อสนับสนุนการรักษาและลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำตาล ลดเนื้อแดง หรือปรับวิถีชีวิตในด้านอื่นๆ แต่การรู้ว่าควรทำกับการทำได้จริงเป็นคนละเรื่องกัน โดยเฉพาะเมื่อจิตใจกำลังเหนื่อยล้าจากการรับมือกับโรคอยู่แล้ว

การสะกดจิตบำบัดจึงถูกนำมาใช้ในการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยค่ะ แทนที่จะอาศัยการฝืนใจหรือใช้แรงกดดันจากความกลัว ซึ่งมักทำได้ไม่นานก่อนจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม การทำงานกับจิตใต้สำนึกช่วยปรับความรู้สึกที่มีต่ออาหารและพฤติกรรมเหล่านั้นได้โดยตรง เช่น ลดความรู้สึกอยากของหวานที่เคยรุนแรง เพิ่มความรู้สึกพึงพอใจต่ออาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น หรือสร้างความรู้สึกผูกพันกับการดูแลร่างกายของตัวเองในแบบที่ไม่ต้องฝืน

เมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้มาจากการบังคับตัวเอง แต่มาจากการที่จิตใจเริ่มรู้สึกแตกต่างไปจริงๆ ผู้ป่วยก็มักจะรักษาพฤติกรรมใหม่นั้นไว้ได้นานกว่า และทำได้โดยไม่รู้สึกเหมือนกำลังถูกลงโทษหรือถูกพรากบางสิ่งไปจากชีวิต

ย้ำอีกครั้งนะคะว่าการสะกดจิตบำบัดไม่ใช่การรักษามะเร็งค่ะ ไม่ใช่ทางเลือกแทนเคมีบำบัด การฉายแสง การผ่าตัด หรือการรักษาใดๆ ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ มันคือสิ่งที่เรียกว่า Supportive Care หรือการดูแลแบบเสริม ซึ่งทำงานควบคู่ไปกับการรักษาหลัก เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผ่านเส้นทางการรักษาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ความทุกข์ทรมานทางใจระหว่างการรักษามะเร็งไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ต้อง “อดทนเอา” ค่ะ มันคืออีกส่วนหนึ่งของการดูแลที่สมควรได้รับความใส่ใจไม่แพ้การรักษาทางกาย

ที่ NBRH เราจึงเชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ดีไม่ได้มีแค่การจัดการกับเซลล์มะเร็งเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่รวมถึงการดูแลจิตใจที่กำลังแบกรับความกลัว ความไม่แน่นอน และความเจ็บปวดไปพร้อมกันด้วย เพราะเมื่อใจได้รับการดูแล ร่างกายก็มักจะเดินทางผ่านการรักษาได้ดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ

หากอยากเข้าใจว่าการสะกดจิตช่วยจัดการความเจ็บปวดในร่างกายอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ” และถ้าอยากรู้ว่าการเตรียมใจก่อนผ่าตัดทำงานอย่างไร บทความ “ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ทำไมสมองถึงสำคัญไม่แพ้ร่างกาย” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ

← กลับไปหมวดสุขภาพกายและใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการรักษา เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ