Relationships & Attachment · ความสัมพันธ์ & ความผูกพัน

ทำไมความสัมพันธ์ที่ดี ถึงรู้สึก “น่าเบื่อ” สำหรับบางคน

ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งช่วงบ่ายวันเสาร์ มายด์นั่งคนแฟลตไวท์ที่เย็นชืดไปแล้วครึ่งแก้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นบอกเพื่อนสนิทว่า “เราว่าเราจะเลิกกับพี่ต้น”

เพื่อนเกือบสำลักกาแฟ “ทำไมล่ะ เขาดีจะตาย”

“นั่นแหละปัญหา” มายด์ถอนหายใจ “เขาดีมาก ดีเกินไป ไม่เคยหายตัว ไม่เคยทำให้ต้องเดา นัดกี่โมงก็มาก่อนเวลาตลอด เวลาทะเลาะกันเขาก็คุยดีๆ... แต่เราไม่รู้สึกอะไรเลยอะ มันเฉยๆ มันน่าเบื่อ ไม่เหมือนตอนคบกับแฟนเก่า อันนั้นมันมีอะไรให้ลุ้นตลอดเวลา”

แต่สิ่งที่มายด์ไม่ได้เล่าให้เพื่อนฟังคือ ตอนคบกับแฟนเก่าคนนั้น เธอต้องเช็คโทรศัพท์ทุกสิบนาที นอนไม่หลับเพราะเขาอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ และเคยเครียดจนต้องร้องไห้กลางที่ทำงานมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ในขณะที่ตอนนี้ เธอสามารถนอนหลับสนิทได้ทุกคืน แต่กลับรู้สึกว่า “มันขาดอะไรไปสักอย่าง”

ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบมายด์ หรือเคยสงสัยว่าทำไมความสัมพันธ์ที่ดี ความสัมพันธ์ที่สงบและมั่นคง ถึงรู้สึกน่าเบื่อหรือจืดชืดสำหรับเรา ทั้งที่มันคือสิ่งที่เราบอกตัวเองมาตลอดว่าต้องการ บทความนี้อยากชวนคุณมาทำความเข้าใจไปด้วยกันค่ะ

เมื่อระบบประสาทของเราถูกตั้งค่าไว้ที่ “พายุ”

ลองนึกภาพเครื่องวัดแผ่นดินไหวที่ถูกติดตั้งในพื้นที่ที่แผ่นดินไหวบ่อยๆ นะคะ เครื่องนั้นถูกปรับความไวมาให้จับแรงสั่นสะเทือนตลอดเวลา ทีนี้ ถ้าเราย้ายเครื่องเดียวกันนี้ไปไว้ในพื้นที่ที่แผ่นดินนิ่งสนิท เข็มที่เคยขยับตลอดจะหยุดนิ่ง และความนิ่งนั้นแหละค่ะที่รู้สึก “ผิดปกติ” สำหรับเครื่องที่ชินกับแรงสั่น

ระบบประสาทของคนเราก็ทำงานคล้ายๆ กัน

สิ่งที่งานวิจัยด้านความผูกพัน (Attachment) พบมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ประสบการณ์ความสัมพันธ์ในวัยเด็กและความสัมพันธ์สำคัญที่ผ่านมา มีความสัมพันธ์กับรูปแบบที่เราตอบสนองต่อความใกล้ชิดและความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ตอนโต

สำหรับคนที่เติบโตมาในบ้านที่คาดเดาไม่ได้ หรือผ่านความสัมพันธ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายมาหลายครั้ง มุมมองเชิงคลินิกอธิบายว่า ร่างกายอาจค่อยๆ เรียนรู้ว่า “ความรัก” มาพร้อมกับใจที่เต้นแรง ความกังวล และการเฝ้าระวัง วงจรการตอบสนองแบบนี้ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล แต่เป็นกลไกอัตโนมัติที่ก่อตัวขึ้นเพื่อช่วยให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมแบบนั้น

พอวันหนึ่งเราเจอคนที่นิ่ง มั่นคง ไม่ต้องให้เราคาดเดา ระบบที่ชินกับพายุก็อาจอ่านความสงบผิดไปว่าเป็น “ความว่างเปล่า” ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นแค่ความรู้สึกที่เราไม่คุ้นเคยเท่านั้นเองค่ะ

“ความตื่นเต้น” กับ “ความรัก” — สมองเราแยกสองอย่างนี้ไม่เก่งเท่าที่คิด

มีการทดลองคลาสสิกในวงการจิตวิทยาชิ้นหนึ่งที่มักถูกเรียกว่า “การทดลองสะพานแขวน” นักวิจัย Dutton และ Aron ให้ผู้ชายเดินข้ามสะพาน 2 แบบ แบบแรกคือสะพานแขวนสูงที่โยกไปมาน่าหวาดเสียว อีกแบบคือสะพานเตี้ยๆ ที่มั่นคง แล้วให้ผู้หญิงคนเดียวกันมาพูดคุยและทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ ผลปรากฏว่ากลุ่มที่เพิ่งข้ามสะพานน่ากลัวมีแนวโน้มโทรกลับหาผู้หญิงคนนั้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า สมองของเราอาจ “ตีความอาการทางกายผิด” ค่ะ ใจเต้นแรง มือเย็น ตื่นตัว ที่จริงมาจากความกลัวความสูง แต่สมองกลับแปลความหมายว่า “ฉันคงกำลังรู้สึกดึงดูดใครบางคนอยู่แน่ๆ” ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Misattribution of Arousal (การตีความความตื่นตัวผิดที่มา) การทดลองนี้เป็นงานคลาสสิกที่ถูกอ้างถึงมาก แต่ในวงวิชาการเองก็มีข้อถกเถียงเรื่องการตีความและวิธีวิจัยอยู่บ้าง แนวคิดโดยรวมที่ว่าความตื่นตัวทางกายสามารถถูกสมองแปลความหมายผิดที่มาได้ ยังคงมีงานศึกษาสายอื่นสนับสนุนอยู่ แต่ก็ไม่ใช่กฎเหล็กที่เกิดขึ้นกับทุกคนทุกสถานการณ์ค่ะ

ทีนี้ลองนึกถึงความสัมพันธ์ที่วุ่นวายดูนะคะ การเฝ้ารอข้อความตอบกลับ ทะเลาะวันนี้คืนดีวันพรุ่ง การไม่รู้ว่าวันนี้เขาจะอารมณ์ไหน ทั้งหมดนี้ทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอด และความตื่นตัวนั้นถูกสมองแปลว่าเป็น “เคมี” เป็น “แพชชั่น” เป็นความรักที่เข้มข้น ส่วนความสัมพันธ์ที่สงบไม่ได้สร้างความตื่นตัวแบบนั้น สมองบางคนเลยสรุปเอาง่ายๆ ว่า “ไม่มีสปาร์ค”

ทั้งที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความกลัวต่างหากค่ะ

รางวัลที่มาไม่แน่นอน คือรางวัลที่ตรึงเราแน่นที่สุด

มีอีกกลไกหนึ่งที่อยากชวนรู้จัก คือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Intermittent Reinforcement (การเสริมแรงแบบไม่สม่ำเสมอ) หลักการนี้มาจากงานทดลองด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ทำซ้ำได้อย่างมั่นคง คือ รางวัลที่มาแบบคาดเดาไม่ได้ มีแนวโน้มทำให้พฤติกรรมติดแน่นและเลิกยากกว่ารางวัลที่มาสม่ำเสมอ นี่คือหลักการเดียวกับที่อยู่เบื้องหลังตู้สล็อตแมชชีนค่ะ ถ้าหยอดเหรียญแล้วได้รางวัลทุกครั้ง เราจะเบื่อเร็วมาก แต่พอมันได้บ้างไม่ได้บ้าง เรากลับหยุดไม่ได้

ทีนี้ การนำหลักการนี้มาอธิบายความสัมพันธ์โรแมนติกโดยตรง ต้องพูดให้ตรงว่าเป็นการต่อยอดนะคะ งานทดลองต้นทางไม่ได้ทำกับคู่รัก แต่นักบำบัดและนักจิตวิทยาความสัมพันธ์จำนวนมากเห็นตรงกันว่ารูปแบบที่เกิดขึ้นคล้ายกันอย่างน่าสนใจ ในความสัมพันธ์ที่เดี๋ยวอบอุ่นเดี๋ยวเย็นชา ความใส่ใจของอีกฝ่ายทำหน้าที่คล้ายรางวัลจากตู้สล็อต วันที่เขาดี มันเลยรู้สึกหอมหวานเป็นพิเศษ เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้อีกเมื่อไหร่ พิมพ์เขียวของพฤติกรรมแบบนี้อาจค่อยๆ ฝังลึกลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว จนความสม่ำเสมอของคนที่รักเราจริงๆ กลับให้ความรู้สึก “จืด” เพราะมันไม่มีจังหวะลุ้นแบบที่ระบบเคยชิน

ตรงนี้มีเส้นแบ่งสำคัญที่อยากชวนแยกให้ชัดนะคะ ความสัมพันธ์ที่ “ตื่นเต้นเพราะยังอยู่ในช่วงเรียนรู้กัน” เป็นเรื่องปกติและดีต่อใจ แต่ถ้าความตื่นเต้นนั้นมาจากวงจรทำร้าย–ขอโทษ–หวานชื่น–แล้ววนกลับไปทำร้ายอีก แบบนั้นเข้าข่ายสิ่งที่เรียกว่า Trauma Bonding (พันธะจากบาดแผล) ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความรักที่มีสีสันค่ะ

แล้ว “น่าเบื่อ” กับ “ไม่ใช่” ต่างกันตรงไหน

คำถามที่หลายคนคาใจคือ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าความรู้สึกเฉยๆ นี้เกิดจากระบบประสาทที่ยังปรับตัวไม่เสร็จ หรือเกิดจากการที่เราสองคนเข้ากันไม่ได้จริงๆ

คำตอบแบบฟันธงคงไม่มีค่ะ แต่มีคำถามสองสามข้อที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

ลองถามตัวเองว่า เวลาอยู่กับเขา เรารู้สึก “เบื่อ” หรือรู้สึก “ปลอดภัยจนไม่คุ้น” กันแน่ สองอย่างนี้หน้าตาคล้ายกันมากในช่วงแรก แต่เนื้อในต่างกันค่ะ ความเบื่อจากการเข้ากันไม่ได้ มักมาพร้อมกับความรู้สึกว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง ค่านิยมไปคนละทาง หรือไม่อยากแชร์เรื่องราวในแต่ละวันให้กันฟัง ส่วน “ความปลอดภัยที่ไม่คุ้น” มักมาพร้อมความรู้สึกแปลกๆ ว่า ทุกอย่างดีหมดเลย แต่ทำไมใจมันไม่พลุ่งพล่านเหมือนครั้งก่อนๆ

อีกข้อที่น่าสังเกตคือ ร่างกายของเราบอกอะไร ถ้าความสัมพันธ์ครั้งก่อนทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เช็คโทรศัพท์ทั้งคืน แต่ครั้งนี้เรากลับนอนหลับได้ดี ทำงานได้เต็มที่ มีพลังไปทำกิจกรรมที่ชอบ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่หายไปไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความเครียดเรื้อรังที่เราเคยเข้าใจผิดว่าคือความรักค่ะ

และงานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระยะยาวหลายชิ้นก็มีข้อค้นพบไปในทิศทางเดียวกันว่า ความหลงใหลแบบไฟลุก (Passionate Love) ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ มีแนวโน้มค่อยๆ เปลี่ยนรูปไปเป็นความรักแบบผูกพันลึกซึ้ง (Companionate Love) ตามเวลา ซึ่งไม่ใช่ความเสื่อม แต่เป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติของความสัมพันธ์ที่ไปต่อได้จริงค่ะ

ปรับจูนเครื่องวัดแผ่นดินไหวใหม่ ให้ความสงบไม่ใช่สัญญาณเตือนภัย

ข่าวดีคือ กลไกอัตโนมัติที่เคยถูกตั้งค่าไว้กับความวุ่นวาย สามารถค่อยๆ ปรับจูนใหม่ได้ค่ะ

จุดเริ่มต้นที่ทำได้เลยคือการ “จับ” ตัวเองให้ทัน เวลาความรู้สึกเบื่อหรือความอยากไปหาดราม่าโผล่ขึ้นมา ลองหยุดสักนิดแล้วถามว่า นี่คือสัญญาณว่ามีอะไรผิดจริงๆ หรือเป็นแค่ระบบเก่าที่กำลังเรียกหาความตื่นตัวแบบที่มันคุ้นเคย การตั้งคำถามแบบนี้บ่อยๆ คือการฝึกให้สมองส่วนคิดได้เข้ามามีบทบาท แทนที่จะปล่อยให้วงจรการตอบสนองเดิมพาไปทั้งหมด

สำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวว่ารูปแบบนี้ฝังรากมาตั้งแต่ครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดในอดีต การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยให้ไปได้ลึกกว่าการฝึกด้วยตัวเองค่ะ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด เป็นแนวทางหนึ่งที่ในทางปฏิบัติมุ่งทำงานกับกลไกอัตโนมัติในระดับที่ลึกกว่าการใช้เหตุผล จากมุมมองเชิงคลินิก เป้าหมายคือช่วยให้เราเข้าถึงและค่อยๆ คลายการเชื่อมโยงเก่าๆ อย่าง “ความรัก = ความกังวล” แล้วสร้างการเชื่อมโยงใหม่ที่ว่า ความสงบก็เป็นบ้านของความรักได้เหมือนกัน

ความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องจืดชืดไปตลอด และความรู้สึกไม่คุ้นเคยกับความสงบก็ไม่ใช่คำพิพากษาว่าเราพังหรือรักไม่เป็น มันเป็นเพียงรูปแบบเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยให้เราอยู่รอด และวันนี้เราสามารถขอบคุณมัน แล้วค่อยๆ สร้างพิมพ์เขียวใหม่ขึ้นมาแทนได้ค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้ “เลิกเบื่อ” แต่เกิดจากการสอนให้ระบบทั้งระบบเรียนรู้ว่า ความปลอดภัยและความรักอยู่ด้วยกันได้จริงๆ

หากอยากเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างความสัมพันธ์ที่มีสีสันกับความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเราให้ลึกขึ้น ลองอ่านต่อได้ที่บทความ ทำความเข้าใจ Trauma Bond เมื่อความเจ็บปวดถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความรัก หรือถ้าสงสัยว่าทำไมใจเราถึงวนคิดเรื่องเดิมซ้ำๆ จนหยุดไม่ได้ บทความเรื่อง การคิดวนซ้ำ (Rumination) และวิธีพาใจออกจากลูปความคิด อาจช่วยตอบคำถามนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดความสัมพันธ์ & ความผูกพัน
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความสงบในความสัมพันธ์ยังรู้สึกเหมือนความว่างเปล่าสำหรับคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ