“ถ้าฉันกังวลไว้ก่อน ก็จะได้ไม่พลาดใช่ไหม?” — ว่าด้วยความวิตกกังวลที่ปลอมตัวเป็นความรอบคอบ
มีคนมาหาเราพร้อมกับประโยคที่ได้ยินซ้ำๆ ค่ะ “ฉันเป็นคนรอบคอบ ทำให้บางครั้งฉันก็คิดเยอะ และฉันก็รู้ว่ามันไม่มีเหตุผล รู้ว่าไม่ควรคิดเยอะขนาดนี้ แต่ก็หยุดคิดไม่ได้ซักที”
สรุปฉันเป็นคนรอบคอบ หรือ ขี้กังวลกันนะ?
ความวิตกกังวลมักปลอมตัวเป็นความรับผิดชอบ
มันกระซิบกับเราว่า “กังวลไว้ก่อนจะได้ไม่พลาด” และเราก็เชื่อมันค่ะ เพราะฟังดูเหมือนเราเป็นคนมีสติ มีความรับผิดชอบ และไม่ประมาท แต่ในความเป็นจริง การคิดวนซ้ำไปซ้ำมาไม่ได้ทำให้เราเตรียมตัวได้ดีขึ้นเลยค่ะ มันเพียงทำให้สมองใช้ชีวิตอยู่กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นั่นคือเหตุผลที่หลายคนปล่อยความกังวลไม่ได้ ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ แต่เพราะความวิตกกังวลหลอกให้เชื่อว่าการกังวลนั้นคือการระวังตัว และถ้าหยุดกังวลก็คือความประมาท
แต่จุดตัดระหว่างสองอย่างนี้อยู่ที่ไหน?
ความวิตกกังวลกับความรอบคอบนั้นดูคล้ายกันมากจากภายนอกค่ะ ทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อเราคิดถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งคู่ทำให้นอนคิดได้ตอนกลางคืน แต่ความแตกต่างอยู่ที่จุดเดียวคือ “แผน”
คนรอบคอบคิดถึงสิ่งที่อาจผิดพลาด แล้วก็วางแผนสำรองไว้ค่ะ ถ้ากู้ไม่ผ่านจะทำอย่างไร ถ้าตกงานกลางทางจะรับมืออย่างไร พอมีแผนแล้วความคิดก็หยุดอยู่ตรงนั้นได้ แล้วชีวิตก็เดินหน้าต่อ
แต่คนที่กำลังวิตกกังวลนั้นต่างออกไปค่ะ ความคิดวนซ้ำอยู่กับสิ่งที่กลัว มีแต่ภาพของสิ่งที่อาจเกิดขึ้น มีแต่คำถามที่ไม่มีคำตอบ และไม่มีแผนใดๆ ติดตามมาเลย
เพราะความรอบคอบพาคุณไปสู่แผน แต่ความวิตกกังวลพาคุณกลับมาที่ความกลัว
ทำไมถึงหยุดไม่ได้ แม้จะรู้ว่าไม่มีเหตุผล?
นี่คือคำถามที่หลายคนสับสนมากที่สุดค่ะ เพราะถ้าความวิตกกังวลเป็นเรื่องของความคิด มันก็ควรจะหยุดได้ด้วยการคิดใหม่สิ
แต่ความจริงคือความวิตกกังวลไม่ได้อยู่ในระดับความคิดค่ะ มันอยู่ในระดับที่ลึกกว่านั้น
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาชี้ให้เห็นว่าความกลัวและความวิตกกังวลเรื้อรังเชื่อมอยู่กับวงจรการตอบสนองอัตโนมัติในสมอง โดยเฉพาะในส่วนที่เรียกว่าอะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งทำงานเร็วกว่าและลึกกว่าการคิดวิเคราะห์ในระดับจิตสำนึกมากค่ะ อะมิกดาลาไม่ได้ถามก่อนว่า “เรื่องนี้สมเหตุสมผลไหม” มันถามเพียงว่า “ปลอดภัยหรือไม่”
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้ว่า “ไม่มีเหตุผล” แต่ก็ยังกลัวอยู่ดีค่ะ เพราะสิ่งที่รู้อยู่ในจิตสำนึก แต่วงจรที่กำลังทำงานอยู่นั้นอยู่ลึกกว่า เหมือนรู้ดีว่าลิฟต์ปลอดภัย แต่หัวใจก็ยังเต้นแรงทุกครั้งที่ประตูปิด ความรู้กับวิธีตอบสนองของสมองนั้นคนละชั้นกันค่ะ
แล้วจะเอาชนะมันได้อย่างไร?
ถ้าความวิตกกังวลอยู่ในระดับของกลไกอัตโนมัติในจิตใต้สำนึก การแก้ไขที่ได้ผลจึงต้องเข้าถึงระดับนั้นด้วยค่ะ ไม่ใช่แค่การบอกตัวเองว่า “อย่ากังวล” หรือ “คิดบวกไว้” เพราะนั่นเป็นการคุยกับจิตสำนึกซึ่งไม่ใช่ที่ที่วงจรความกลัวนั้นอาศัยอยู่
สิ่งที่กระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ของ NBRH ทำคือการทำงานกับจิตใต้สำนึกโดยตรงผ่านการสะกดจิตบำบัดค่ะ ช่วยให้สมองได้เรียนรู้วิธีตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเดิมในแบบที่ต่างออกไป ไม่ใช่การสั่งให้หยุดกลัว แต่เป็นการช่วยให้วงจรที่กำลังทำงานอยู่นั้นเริ่มเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณเตือนภัยอีกต่อไปแล้ว
เมื่อวงจรนั้นเปลี่ยน ความวิตกกังวลก็จะค่อยๆ เบาลงค่ะ และสิ่งที่เข้ามาแทนที่ไม่ใช่การกดทับ แต่เป็นความรู้สึกที่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีอำนาจเหนือชีวิตอีกต่อไป
ความวิตกกังวลที่หยุดไม่ได้นั้นไม่ใช่ความอ่อนแอค่ะ มันเป็นสัญญาณว่าสมองกำลังรันรูปแบบบางอย่างที่เรียนรู้มาและยังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่
และสิ่งที่สมองเรียนรู้มา ก็สามารถเรียนรู้ใหม่ได้เสมอค่ะ
หากอยากเข้าใจว่าวงจรความกลัวก่อตัวขึ้นในสมองอย่างไรและต่างจากโฟเบียอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “อาการโฟเบียและการบำบัดด้วยการสะกดจิต” และถ้าอยากรู้ว่าความเครียดเรื้อรังเชื่อมกับความวิตกกังวลอย่างไรในระดับสรีรวิทยา บทความ “ความเครียดไม่ใช่ศัตรู” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความวิตกกังวลที่หยุดไม่ได้กำลังกินพื้นที่ในใจของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ