Trauma และ PTSD: เมื่อเหตุการณ์จบไปนานแล้ว แต่สัญญาณเตือนภัยในสมองยังไม่ยอมหยุดทำงาน
ในลานจอดรถห้างแห่งหนึ่ง เก่งกำลังเดินไปหารถของตัวเอง มือถือถุงของกินสำหรับมื้อเย็น ทันใดนั้นมีเสียงยางรถเบรกดังเอี๊ยดจากอีกฝั่งของลาน
ทันใดนั้น หัวใจเก่งก็เต้นรัวจนรู้สึกได้ถึงชีพจรที่เต้นตุบ ๆ ที่ลำคอ มือเย็นเฉียบ ขาแข็งค้างอยู่กับที่ ถุงของกินร่วงลงพื้นโดยไม่รู้ตัว ภาพความทรงจำเก่า ๆ แวบเข้ามาในหัว ราวกับว่าเขาถูกดึงกลับไปอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง
อุบัติเหตุครั้งนั้นผ่านมาปีกว่าแล้ว แผลที่แขนหายสนิทแล้ว รถคันใหม่ก็ซื้อแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าเขาโชคดีที่รอดมาได้ แต่สิ่งที่เก่งไม่เคยเล่าให้ใครฟังก็คือ เขาต้องขับรถอ้อมถนนที่เขาประสบอุบัติเหตุมาตลอด กลางคืนก็นอนสะดุ้งตื่นกลางดึกอาทิตย์ละหลาย ๆ ครั้ง และสิ่งที่เขาเวียนวนถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาก็คือ “อุบัติเหตุมันจบไปนานแล้ว ทำไมเรายังก้าวข้ามมันไม่ได้สักที”
ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยมีคำถามแบบเดียวกับเก่ง บทความนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจว่า Trauma หรือบาดแผลทางใจ ทำงานกับสมองและจิตใต้สำนึกของเราอย่างไร และทำไมการ “คิดบวก” หรือ “ปล่อยวางสิ ผ่านมาตั้งนานแล้ว” ถึงไม่ค่อยได้ผลกับเรื่องนี้ค่ะ
สัญญาณเตือนภัยที่ถูกตั้งความไวใหม่
ลองนึกภาพเครื่องตรวจจับควันในบ้านหลังหนึ่งที่เคยเกิดไฟไหม้ใหญ่นะคะ หลังเหตุการณ์นั้น เจ้าของบ้านปรับความไวของเครื่องขึ้นสูงสุด ผลคือมันดังทุกครั้งที่มีคนปิ้งขนมปัง เครื่องตรวจจับควันไม่ได้เสียหรอกค่ะ มันแค่ทำงานตามการตั้งค่าใหม่ที่บอกว่า “ควันทุกชนิดคืออันตรายถึงชีวิต” และระบบเตือนภัยในสมองหลังเหตุการณ์สะเทือนใจก็ทำงานแบบเดียวกันกับเครื่องตรวจจับควันตัวนี้ค่ะ
กลไกที่มีงานวิจัยรองรับหนักแน่นที่สุดในเรื่องนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Fear Conditioning (การเรียนรู้ความกลัวแบบวางเงื่อนไข) การทดลองทั้งในสัตว์และมนุษย์พบซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เมื่อสิ่งเร้าบางอย่างเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์อันตราย สมองจะจับคู่สองสิ่งนั้นเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและแน่นหนา และการจับคู่นี้เกิดขึ้นในระบบที่ทำงานเร็วกว่าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของความคิดเชิงเหตุผล เสียงเบรกของเก่งจึงไม่ได้ผ่านขั้นตอน “นี่คือลานจอดรถ เราปลอดภัยดี” ก่อน แต่วิ่งตรงเข้าสู่ระบบเตือนภัย แล้วร่างกายก็ตอบสนองเต็มรูปแบบทันที
ตรงนี้เองที่คำว่า “จิตใต้สำนึก” เข้ามาเกี่ยวค่ะ ถ้าตัดภาพลึกลับออกไป จิตใต้สำนึกในความหมายที่ใช้งานได้จริงก็คือกระบวนการทั้งหมดที่ทำงานโดยเราไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งการจับคู่ความกลัวแบบนี้คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดตัวอย่างหนึ่ง เก่งไม่ได้ “เลือก” ที่จะกลัวเสียงเบรก แต่จะใช้เหตุผลสั่งให้เลิกกลัวก็ไม่ได้ เพราะการเรียนรู้นั้นถูกบันทึกไว้ในวงจรการตอบสนองที่เหตุผลเอื้อมไม่ถึง
ความทรงจำที่ยังไม่ถูกเก็บเข้าแฟ้ม
อีกคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมความทรงจำแบบนี้ถึงรู้สึก “สด” ผิดปกติ ความทรงจำเรื่องอื่นจางลงไปตามกาลเวลา แต่ flashback ของสิ่งที่กลัวหรือเจ็บปวดกลับชัดเจน จนราวกับว่ามันพาเรากลับไปอยู่ตรงนั้นเหมือนเหตุการ์เพิ่งเกิดสด ๆ ร้อน ๆ
ความทรงจำปกติเปรียบเหมือนเอกสารที่ถูกอ่าน ประทับตราวันที่ แล้วเก็บเข้าแฟ้ม “อดีต” เรียบร้อย ส่วนความทรงจำจากเหตุการณ์สะเทือนใจ เหมือนเอกสารที่ยังกองอยู่บนโต๊ะทำงาน ไม่มีการลงวันที่ กระจัดกระจายเป็นชิ้นๆ ทั้งภาพ เสียง กลิ่น และสัมผัส พออะไรมาสะกิดเข้าหน่อย มันเลยถูกหยิบขึ้นมาทั้งกองราวกับเป็นเรื่องของ “ตอนนี้”
ทั้งนี้กลไกระดับสมองของความทรงจำจากเหตุการณ์สะเทือนใจยังเป็นเรื่องที่นักวิจัยถกเถียงกันอยู่ แต่สิ่งที่ตัวแบบนี้อธิบายได้ตรงกับประสบการณ์ของผู้ที่เผชิญ PTSD จำนวนมาก คือความรู้สึกว่าเหตุการณ์ “ยังไม่จบ” ในระบบข้างในใจ แม้ปฏิทินจะบอกว่าวันนั้นมันจบไปนานแล้วก็ตาม
ไม่ใช่ทุกบาดแผลจะกลายเป็น PTSD
เส้นแบ่งสำคัญที่อยากชวนแยกให้ชัดมีสองด้านค่ะ
ด้านแรก การมีเรื่องสะเทือนใจไม่ได้แปลว่าจะเกิด PTSD เสมอไป งานสำรวจทางระบาดวิทยาพบมาอย่างต่อเนื่องว่า คนส่วนใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงมีอาการช่วงแรกแล้วค่อยๆ ฟื้นตัวได้เองตามเวลา การฟื้นตัวคือเส้นทางที่พบบ่อยที่สุด ไม่ใช่ข้อยกเว้น ดังนั้นอาการสะเทือนใจในช่วงสัปดาห์แรกๆ หลังเหตุการณ์ จึงเป็นการตอบสนองปกติของมนุษย์ ไม่ใช่ความผิดปกติ
ด้านที่สอง PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ) เป็นการวินิจฉัยทางจิตเวชที่มีเกณฑ์ชัดเจน อาการหลักๆ ได้แก่ การหวนรู้สึกถึงเหตุการณ์ซ้ำๆ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้อง ความตื่นตัวเกินปกติ และความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ความคิดในทางลบ ที่คงอยู่นานเกินหนึ่งเดือนและกระทบชีวิตจริง การจะรู้ว่าสิ่งที่เราเจอเข้าเกณฑ์หรือไม่ ต้องอาศัยการประเมินจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าอาการแบบของเก่งลากยาวเป็นปีและกระทบการใช้ชีวิตขนาดนั้น ก้าวแรกที่ถูกต้องที่สุดคือการเข้ารับการประเมินอย่างจริงจัง
แล้วระบบที่ตั้งค่าไว้แบบนี้ เปลี่ยนได้ไหม
ข่าวดีที่มีหลักฐานรองรับคือ การเรียนรู้ความกลัวไม่ใช่ประตูทางเดียวค่ะ งานวิจัยเรื่อง Fear Extinction (การคลายการเรียนรู้ความกลัว) พบว่าสมองสามารถสร้างการเรียนรู้ใหม่ทับได้ ผ่านการเผชิญสิ่งเร้าเดิมซ้ำๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย จนระบบค่อยๆ บันทึกข้อมูลเวอร์ชันใหม่ว่า “เสียงนี้ ไม่ได้ตามด้วยอันตรายเสมอไป” หลักการนี้อยู่เบื้องหลังการบำบัดหลายรูปแบบที่ใช้กับ PTSD ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นงานที่ควรทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะการเผชิญความทรงจำโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ อาจกลายเป็นการตอกย้ำแทนที่จะคลายค่ะ
แล้ว Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด อยู่ตรงไหนของภาพนี้
จุดที่การสะกดจิตบำบัดทำงานได้ตรงกับธรรมชาติของปัญหา คือมันมุ่งเข้าถึงกลไกอัตโนมัติในระดับเดียวกับที่การจับคู่ความกลัวถูกบันทึกไว้ สภาวะผ่อนคลายระดับลึกช่วยให้ระบบเตือนภัยลดการ์ดลงมากพอที่จะสำรวจความเชื่อมโยงเก่าอย่าง “เสียงเบรก = ตาย” ได้โดยไม่ท่วมท้น แล้วค่อยๆ ฝึกให้พิมพ์เขียวของการตอบสนองเรียนรู้เส้นทางใหม่ ในกรณีของ PTSD ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว การสะกดจิตบำบัดทำงานเคียงข้างการรักษาหลักจากจิตแพทย์ค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการหายจากบาดแผลทางใจไม่ได้แปลว่าลบความทรงจำทิ้ง แต่คือการที่ความทรงจำนั้นถูกเก็บเข้าแฟ้มอดีตได้เสียที ให้เรานึกถึงมันได้โดยไม่ถูกดึงกลับไปอยู่ตรงนั้นอีก และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าอยากเข้าใจว่าความกลัวที่จับคู่กับสิ่งเร้าเฉพาะอย่างทำงานอย่างไรในรูปแบบอื่น ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรคกลัวเฉพาะอย่าง (Phobia) และการทำงานของความกลัวที่ฝังลึก หรือถ้าสงสัยว่าความตื่นตัวเกินปกติที่ลากยาวส่งผลต่อร่างกายและการนอนอย่างไร บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากเหตุการณ์ที่ผ่านไปนานแล้วยังตามรบกวนชีวิตประจำวันของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ