Health & Mind-Body · สุขภาพกายและใจ

Tinnitus เสียงวิ้งในหูที่คนอื่นไม่ได้ยิน: ทำไมยิ่งสนใจฟังยิ่งดัง และเราดูแลมันได้อย่างไร

ห้าทุ่มครึ่ง บ้านเงียบสนิท เอกปิดไฟเตรียมนอน แล้วมันก็มาอีกแล้ว

เสียง “วี๊~” แหลมสูงในหูของเขา ที่ตอนกลางวันแทบไม่ได้ยิน แต่พอทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเงียบลง มันกลับดังขึ้นมาจนน่ารำคาญ เขาพยายามไม่สนใจมัน แต่ยิ่งพยายามไม่สนใจ มันก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เหมือนมีใครค่อยๆ หมุนปุ่มเร่งเสียงในหัวเขาขึ้นทีละนิด

เอกเริ่มกลัวเวลาเข้านอน คืนก่อนเขาหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชว่าอาการนี้คืออะไรตอนตีสาม แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งใจไม่ดี เพราะเจอแต่เรื่องน่ากลัว จนนอนไม่หลับไปทั้งคืน และเช้ามาก็เพลียจนทำงานแทบไม่ไหว

สิ่งที่ทำให้เอกรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดคือ ไม่มีใครได้ยินเสียงนี้นอกจากเขา เวลาเล่าให้คนอื่นฟัง เขากลัวว่าจะถูกมองว่าคิดไปเอง

เสียงที่สมองสร้างขึ้น ไม่ได้แปลว่าไม่จริง

Tinnitus คือการรับรู้เสียงโดยที่ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงจากภายนอกจริงๆ เป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก และหลายกรณีสัมพันธ์กับระบบการได้ยินที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น จากการสัมผัสเสียงดัง หรือการได้ยินที่ลดลงตามวัย

ความเข้าใจในปัจจุบันมองว่า เสียงนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดที่หูเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการที่สมองประมวลผลการได้ยิน ในบางกรณี เมื่อสัญญาณเสียงที่เข้าสู่สมองเปลี่ยนแปลงหรือลดลง สมองบางส่วนอาจเพิ่มการทำงานเพื่อชดเชย จนเกิดการรับรู้เสียงวี๊ขึ้นมา คล้ายกับระบบประสาทที่ยังคงสร้างการรับรู้บางอย่าง แม้ไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอกโดยตรง การที่เสียงถูกสร้างขึ้นมาโดยสมองจึงไม่ได้แปลว่าคุณจินตนาการไปเอง มันคือการรับรู้ที่เกิดขึ้นจริงในระบบประสาทค่ะ

ก้าวแรกที่สำคัญ คือการตรวจหาสาเหตุ

ก่อนจะพูดถึงการดูแลใจ อยากเน้นเรื่องสำคัญก่อนค่ะ Tinnitus บางลักษณะควรได้รับการตรวจจากแพทย์หูคอจมูกหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อเสียงเกิดขึ้นเฉียบพลัน เป็นข้างเดียว เป็นจังหวะเต้นตามชีพจร หรือมาพร้อมการได้ยินที่ลดลงหรืออาการเวียนศีรษะ เพราะบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่รักษาได้และควรได้รับการดูแล การตรวจประเมินจึงเป็นก้าวแรกที่ไม่ควรมองข้าม แนวทางการดูแลใจที่จะพูดถึงต่อไปนี้จึงเป็นส่วนที่ทำงานควบคู่กันไป ไม่ใช่ทางเลือกแทนการตรวจวินิจฉัยค่ะ

ทำไมยิ่งเงียบ ยิ่งตั้งใจฟัง มันยิ่งดัง

ลองนึกถึงเสียงหึ่งๆ ของตู้เย็นในบ้านนะคะ มันดังอยู่ตลอดเวลา แต่ปกติเราไม่ได้ยิน เพราะสมองเรียนรู้ที่จะกรองเสียงที่คงที่และไม่เป็นอันตรายออกไป จนกว่าจะมีใครพูดถึงมัน แล้วจู่ๆ เราก็ได้ยินมันขึ้นมาทันที และพอเราจดจ่อกับมัน มันก็ดูเหมือนดังขึ้นเรื่อยๆ

Tinnitus ทำงานกับกลไกการกรองและการให้ความสนใจของสมองในลักษณะคล้ายกัน ในความเงียบยามค่ำคืนที่ไม่มีเสียงอื่นมากลบ เสียงในหูจึงเด่นชัดเป็นพิเศษ และยิ่งเราให้ความสนใจกับมันมากเท่าไหร่ สมองก็ยิ่งจัดให้มันเป็นเสียง “สำคัญ” ที่ต้องคอยสนใจ ทำให้มันยิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก

จุดที่น่าสนใจคือ ความดังของเสียงกับความทุกข์ที่เกิดจากการได้ยินเสียงนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป คนสองคนที่มีเสียงวี๊ในหูระดับใกล้เคียงกัน ระดับความทุกข์ใจอาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าสมองและอารมณ์จะตีความเสียงนั้นว่าอย่างไร ถ้ามันถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามหรือสัญญาณว่ามีอะไรผิดปกติร้ายแรง ความกลัวก็จะยิ่งดึงความสนใจกลับไปหามัน กลายเป็นวงจรที่ยิ่งกลัวก็ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้ยินก็ยิ่งกลัว

ดูแลอย่างไร เมื่อเสียงยังอยู่

สิ่งที่อยากให้เข้าใจตรงกันคือ ในหลายกรณี เป้าหมายของการดูแล Tinnitus เรื้อรังมักไม่ใช่การทำให้เสียงหายไปร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งบ่อยครั้งทำได้ยาก แต่เป็นการลดความทุกข์จากเสียง และช่วยให้สมองค่อยๆ เรียนรู้ที่จะกรองมันออกไปจนแทบไม่รบกวนชีวิต หรือที่เรียกว่าการเกิดความเคยชิน (Habituation)

แนวทางที่มีงานวิจัยรองรับค่อนข้างดีในการลดความทุกข์จากเสียง ได้แก่ การใช้เสียงบำบัดหรือเสียงกลบ และในบางคนที่มีการได้ยินลดลง เครื่องช่วยฟังก็มีส่วนช่วย จุดร่วมของแนวทางเหล่านี้คือ ส่วนใหญ่ไม่ได้ลบเสียงทิ้ง แต่ทำงานกับความสนใจและการตอบสนองทางอารมณ์ต่อเสียง

ตรงนี้เองที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดเข้ามาทำงานได้ค่ะ เพราะมันทำงานกับสองปัจจัยหลักที่กำหนดว่าเสียงวี๊จะรบกวนเราแค่ไหน นั่นคือความสนใจและการตื่นตัวทางอารมณ์ เพื่อสนับสนุนให้สมองกลับไปทำงานกรองเสียงตามธรรมชาติของมันได้อีกครั้ง

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการอยู่กับ Tinnitus อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี มักไม่ได้เริ่มจากการต่อสู้เพื่อกำจัดเสียงให้หมดไป แต่เริ่มจากการค่อยๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเสียงนั้น จนมันคลายอำนาจที่เคยมีเหนือเราลง และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอยากเข้าใจว่าการรับรู้ของสมองที่ถูกขยายให้ไวเกินทำงานอย่างไรในบริบทของความปวด ลองอ่านต่อได้ที่บทความ เมื่อความปวดไม่ยอมหาย ทำความเข้าใจ Chronic Pain ผ่านมุมของระบบประสาท หรือถ้าสงสัยว่าความวิตกกังวลและการตื่นตัวส่งผลต่อร่างกายและการนอนอย่างไร บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดสุขภาพกายและใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากเสียงในหูกำลังกินพื้นที่ในชีวิตคุณมากขึ้นทุกวัน เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ