ความเครียดระหว่างตั้งครรภ์: จริง ๆ แล้วส่งผลต่อลูกในท้องแค่ไหน และการสะกดจิตช่วยคลายความวิตกกังวลได้ไหม
ตีสองของคืนหนึ่ง ฝนกำลังนอนไถโทรศัพท์อยู่ในความมืด ลูกน้อยในท้องของเธอเตะท้องเธอเบา ๆ แสงจากจอส่องหน้าเธอสลัวๆ สายตาพลันเหลือบไปเห็นโพสต์พาดหัวว่าความเครียดของแม่ส่งผลต่อสมองลูก อ่านจบแล้วใจเธอวูบลงไปถึงตาตุ่ม
วันนี้เธอทะเลาะกับสามีด้วยเรื่องเล็กน้อย หัวหน้าส่งงานด่วนมาให้แก้ก่อนกลับบ้าน แล้วรถก็ติดเป็นชั่วโมง เธอเครียดมาทั้งวัน และตอนนี้ความคิดใหม่ก็โผล่ขึ้นมาซ้อนเข้าไปอีกชั้น “วันนี้เครียดมาทั้งวัน แล้วลูกเราจะเป็นอะไรไหมนะ”
เธอวางมือลงบนท้อง น้ำตาคลอ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่เครียดมาทั้งวัน แต่เพราะรู้สึกผิดที่ปล่อยให้ตัวเองเครียด
ขอทำความเข้าใจกันก่อนเลยนะคะว่า ความกังวลและความเครียดในชีวิตประจำวันระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติที่แม่แทบทุกคนเจอ และมันไม่ได้แปลว่าคุณกำลังทำร้ายลูกค่ะ
ร่างกายมีด่านกันชนที่เราไม่ค่อยรู้
ก่อนจะพูดถึงความเครียด อยากเล่าเรื่องที่ช่วยให้เบาใจลงก่อนค่ะ
ธรรมชาติออกแบบให้รกทำหน้าที่เป็นเหมือนด่านกรองระหว่างแม่กับลูก และหนึ่งในหน้าที่ของมันคือการช่วยจัดการฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล ด่านกันชนนี้เกิดจากเอนไซม์ในรกที่ชื่อ 11β-HSD2 ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนคอร์ติซอลจากแม่ส่วนใหญ่ให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์น้อยลงก่อนจะถึงลูก พูดง่ายๆ คือลูกในท้องไม่ได้รับคลื่นความเครียดของแม่แบบเต็มๆ ตรงๆ แต่มีด่านคอยลดทอนอยู่ชั้นหนึ่ง
แต่ต้องบอกตามตรงว่าด่านนี้ไม่ได้กันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ และมันทำงานได้ดีกว่ากับความเครียดระดับทั่วไปมากกว่าความเครียดที่รุนแรงและยืดเยื้อ แต่การรู้ว่าร่างกายมีกลไกปกป้องในตัวอยู่แล้ว ก็ช่วยให้เราไม่ต้องแบกความคิดที่ว่าทุกอารมณ์ขุ่นมัวของเราจะทะลุถึงลูกทันทีค่ะ
แล้วงานวิจัยพูดว่าอะไรกันแน่
ทีนี้มาถึงส่วนที่ต้องเล่าอย่างระมัดระวังที่สุด เพราะเป็นจุดที่บทความหลาย ๆ ตัวชอบเล่าเกินจริงจนแม่ ๆ ตกใจค่ะ
งานวิจัย (ในบางการศึกษา) ในสายที่ศึกษาผลของสภาพแวดล้อมช่วงตั้งครรภ์ต่อพัฒนาการของลูก พบว่าความเครียดของแม่ “มีความสัมพันธ์” กับความแตกต่างบางอย่างในด้านพัฒนาการของเด็ก ขอเน้นคำสามคำนะคะ “มีความสัมพันธ์กับ” “บางอย่าง” และ “บางการศึกษา” เพราะภาพรวมของหลักฐานตรงนี้ละเอียดอ่อนกว่าที่พาดหัวข่าวชอบสรุป
ประเด็นแรก งานส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเชิงสังเกต ซึ่งบอกความเป็นเหตุเป็นผลตรงๆ ได้ยาก เพราะความเครียดมักมาพร้อมปัจจัยอื่นๆ ที่แยกออกจากกันยาก ทั้งฐานะ โภชนาการ การพักผ่อน และการดูแลครรภ์ นักวิจัยพยายามควบคุมตัวแปรเหล่านี้ แต่ก็ยังสรุปแบบฟันธงไม่ได้ว่าความเครียดเป็นตัวการโดยตรง
ประเด็นที่สองที่สำคัญมาก คือสัญญาณที่ชัดที่สุดในงานวิจัยมักมาจากความเครียดระดับรุนแรงและยาวนาน เช่น การศึกษาในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่เผชิญภัยพิบัติ ภาวะอดอยาก หรือความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นคนละระดับกับความเครียดจากการทะเลาะกับสามี งานด่วน หรือรถติด แบบที่ฝนเจอ พูดอีกอย่างคือ หลักฐานที่มีชี้ไปที่ความเครียดเรื้อรังที่ท่วมท้น ไม่ใช่ความหงุดหงิดกังวลในชีวิตประจำวันที่แม่ทุกคนต้องเจอ
ประเด็นที่สาม แม้ในการศึกษาที่พบความสัมพันธ์ ขนาดของผลก็มักไม่ใหญ่ และไม่ได้เป็นชะตากรรมที่กำหนดตายตัว เด็กคนหนึ่งเติบโตมาจากปัจจัยนับไม่ถ้วนหลังคลอด ทั้งความรัก การเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อม ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลต่อพัฒนาการของเขา
กับดักที่ชื่อว่า “เครียดเพราะกลัวว่าจะเครียด”
จุดที่อยากชวนให้เห็นเป็นพิเศษ คือวงจรที่ฝนติดอยู่ค่ะ
เธอเครียดมาทั้งวันจากเรื่องทั่ว ๆ ไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่พอไปอ่านเจอว่าความเครียดไม่ดีต่อลูก เธอก็เพิ่มความเครียดชั้นที่สองเข้าไป นั่นคือความรู้สึกผิดและความกลัวว่าตัวเองกำลังทำร้ายลูก ซึ่งชั้นที่สองนี้ต่างหากที่มักหนักและกัดกินใจยิ่งกว่าความเครียดที่เธอเจอในชีวิตประจำวันเสียอีก
แนวคิดเชิงคลินิกมองว่า วงจรแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรลูกเลย มันเพียงเพิ่มภาระให้แม่ และบั่นทอนความสุขในช่วงเวลาที่ควรได้ประคองใจตัวเองมากที่สุด การปลดล็อกจึงมักเริ่มจากการอนุญาตให้ตัวเองเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีวันแย่ได้ โดยไม่ต้องแปลว่าเป็นแม่ที่ไม่ดี
การสะกดจิตช่วยคลายความวิตกกังวลตรงนี้ได้ไหม
หลายคนรู้จักการสะกดจิตในบริบทของการคลอด (Hypnobirthing) แต่ที่จริงแล้วการดูแลใจระหว่างตั้งครรภ์ก็เป็นอีกจุดที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดถูกนำมาใช้ค่ะ
หลักการทำงานตรงกับธรรมชาติของปัญหาพอดี ถ้าความวิตกกังวลคือระบบประสาทที่ตื่นตัวเกินและวนคิดไม่หยุด การสะกดจิตบำบัดคือการพาร่างกายเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายระดับลึก แล้วค่อยๆ ฝึกให้ระบบตอบสนองต่อความคิดกังวลด้วยท่าทีที่นิ่งขึ้น รวมถึงคลายกลไกอัตโนมัติอย่างการโทษตัวเองที่ฝนติดอยู่ค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการดูแลใจระหว่างตั้งครรภ์อย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการพยายามไม่เครียดให้ได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เกิดจากการค่อยๆ สอนให้ระบบข้างในรู้จักกลับสู่ความสงบได้เร็วขึ้นหลังพายุแต่ละลูกผ่านไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักที่แม่มีต่อลูกไม่ได้วัดจากการที่ไม่เคยเครียดเลย แต่คือการค่อยๆ ดูแลตัวเองและกลับมาหาลูกได้เสมอ แม้ในวันที่ชีวิตไม่เป็นใจค่ะ
ถ้าอยากรู้ว่าการสะกดจิตถูกนำมาใช้ในช่วงคลอดอย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Hypnobirthing การเตรียมใจและร่างกายเพื่อการคลอดที่ผ่อนคลายขึ้น หรือถ้าสงสัยว่าความวิตกกังวลส่งสัญญาณลงมาที่ร่างกายผ่านช่องทางใดบ้าง บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณกำลังตั้งครรภ์และรู้สึกว่าความกังวลเริ่มหนักเกินจะแบกไหว เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ