Neuroscience · ประสาทวิทยา

Polyvagal Theory คืออะไร: เข้าใจโหมดสู้ หนี และหยุดนิ่งของร่างกาย

กลางวงประชุมที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนร่วมงานพูดแซะมิ้นต่อหน้าทุกคน ถ้าเป็นเมื่อก่อนมิ้นคงสวนกลับไปแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เธอตอบสนองกลับเป็นความว่างเปล่า

เหมือนสายสัญญาณสื่อสารในหัวของเธอถูกตัดขาดไปดื้อๆ เธอรู้สึกชาไปทั้งตัว พูดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งนิ่งจนการประชุมจบลง กลับถึงบ้านเธอถึงเพิ่งจะนึกออกว่าควรตอบโต้อะไรบ้าง แล้วก็โกรธตัวเองซ้ำอีกรอบ “ทำไมตอนนั้นเราถึงเงียบเป็นใบ้ ทำไมเราถึงปกป้องตัวเองไม่ได้เลย”

สิ่งที่มิ้นเป็นตรงตาม Polyvagal Theory หรือทฤษฎีโพลีเวกัล ซึ่งพูดถึงโหมดการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอวางกรอบให้ชัดเจนก่อนตั้งแต่ต้นนะคะ ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ที่คอยควบคุมการเต้นของหัวใจ การหายใจ และการตอบสนองต่อความเครียด เป็นเรื่องที่มีหลักฐานทางสรีรวิทยาชัดเจน แต่ Polyvagal Theory เป็นทฤษฎีเฉพาะที่เสนอวิธีอธิบายการทำงานของระบบนี้ ซึ่งได้รับความนิยมสูงในวงการบำบัด ในขณะที่ข้อเสนอหลักหลายอย่างของมันยังถูกตั้งคำถามและโต้แย้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เราจะแยกสองส่วนนี้ให้เห็นชัดตลอดบทความค่ะ

Polyvagal Theory คืออะไร

Polyvagal Theory เป็นทฤษฎีที่เสนอโดยนักวิจัยชื่อ Stephen Porges ในช่วงทศวรรษ 1990 ค่ะ หัวใจของมันคือการเสนอว่าระบบประสาทอัตโนมัติของเรา ซึ่งประกอบด้วยระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก (Sympathetic and Parasympathetic) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ไม่ได้มีแค่โหมด “เร่ง” กับ “เบรก” อย่างที่เข้าใจกันมาแต่เดิม แต่มีการตอบสนองที่ซับซ้อนกว่านั้น และเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความรู้สึกปลอดภัยและการเข้าสังคม

ทฤษฎีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการบำบัดที่ทำงานกับความเครียดและบาดแผลทางใจ เพราะมันมอบกรอบในการทำความเข้าใจประสบการณ์ที่หลายคนเคยรู้สึกแต่อธิบายไม่ถูก โดยเฉพาะภาวะ “หยุดนิ่ง” หรือตัวชาแบบที่มิ้นเจอในวงประชุม ซึ่งการตอบสนองแบบสู้หรือหนีตามทฤษฎีเก่าเพียงอย่างเดียวอธิบายได้ไม่ครบ อย่างไรก็ตาม ความนิยมในวงการบำบัด กับความถูกต้องของกลไกทางสรีรวิทยาที่ทฤษฎีเสนอ เป็นคนละเรื่องกัน และเราจะกลับมาพูดเรื่องนี้กันค่ะ

Polyvagal Theory อธิบาย Fight, Flight, Freeze และความปลอดภัยอย่างไร

ตามกรอบของ Polyvagal Theory ประสบการณ์ของระบบประสาทสามารถอธิบายอย่างง่ายเป็นสามรูปแบบกว้างๆ ตามการรับรู้ถึงความปลอดภัยหรือภัยคุกคามค่ะ อย่างไรก็ตาม การทำงานของร่างกายเราไม่ได้แยกกันทำงานค่ะ แต่ระบบต่างๆ ในร่างกายของเราอาจทำงานผสมกันได้ในเวลาเดียวกัน

รูปแบบแรกคือภาวะสงบและพร้อมเชื่อมโยงกับผู้อื่น ซึ่งทฤษฎีเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่าระบบการเข้าสังคม (Social Engagement System) และกิ่งเวกัสด้านหน้า (Ventral Vagal) เป็นภาวะที่ทำให้เราสามารถพูดคุยกับผู้คน เข้าสังคม และรู้สึกผ่อนคลายได้เมื่อระบบประสาทรับรู้ว่าปลอดภัย รูปแบบที่สองคือการสู้หรือหนี (Fight or Flight) ที่เชื่อมโยงกับระบบประสาทซิมพาเทติก มันจะเกิดเมื่อระบบรับรู้ถึงภัยที่เข้ามา ร่างกายจึงต้องเร่งเครื่องเพื่อรับมือกับภัยนั้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และกล้ามเนื้อเกร็งตัว และรูปแบบที่สามคือการตอบสนองแบบตรึงหรือปิดตัว ซึ่งทฤษฎีเชื่อมโยงกับกิ่งเวกัสด้านหลัง (Dorsal Vagal) และเสนอว่าเกิดเมื่อระบบประเมินว่าชีวิตกำลังต้องเผชิญกับภัยร้ายแรงหรือเป็นภัยที่หลีกหนีไม่ได้ ร่างกายจึงเข้าสู่ภาวะชา นิ่ง หรือตัดการเชื่อมต่อโดยฉับพลัน อย่างไรก็ตาม คำว่า freeze, tonic immobility, collapse และ shutdown ไม่ได้หมายถึงสภาวะทางสรีรวิทยาเดียวกันเสมอไป และไม่ควรใช้แทนกันทั้งหมดค่ะ การเหมารวมทั้งหมดเป็นการปิดตัวแบบเดียว ก็เป็นหนึ่งในจุดที่การใช้ Polyvagal Theory แบบง่ายๆ ถูกวิจารณ์

ระบบทั้งสามแบบนี้ คือ การสงบ การสู้หรือหนี และการตรึงหรือปิดตัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนจำนวนมาก และการตอบสนองแบบสู้ หนี หรือแข็งค้าง ก็เป็นแนวคิดที่งานวิจัยด้านความเครียดโดยรวมยอมรับกันอยู่แล้ว สิ่งที่เป็นข้อเสนอเฉพาะของ Polyvagal Theory และเป็นจุดที่ถูกถกเถียง คือคำอธิบายว่าโหมดเหล่านี้เชื่อมโยงกับกิ่งย่อยของเส้นประสาทเวกัสอย่างไร และเรื่องราวเชิงวิวัฒนาการเบื้องหลังมัน ซึ่งเราจะคุยกันในหัวข้อถัดไปค่ะ

อุปมาของ Polyvagal Theory: ระบบรักษาความปลอดภัยสามโหมด

ลองนึกถึงว่าระบบ Polyvagal เป็นเหมือนกับระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารที่มีสามโหมดนะคะ

ในโหมดปกติ ประตูเปิด ผู้คนเดินเข้าออก พูดคุยกันได้ตามสบาย นี่คือภาวะที่เรารู้สึกปลอดภัยและพร้อมเชื่อมโยงกับคนอื่น พอระบบตรวจจับสัญญาณอันตราย มันก็สลับเข้าสู่โหมดเตือนภัย ทุกอย่างเร่งเครื่อง เตรียมรับมือหรือหนี เหมือนสัญญาณเตือนที่ดังลั่น และถ้าภัยนั้นใหญ่เกินกว่าจะสู้หรือหนีได้ ระบบอาจเข้าสู่โหมดล็อกดาวน์ อาคารต้องปิดทุกอย่างลงเพื่อให้คนในอาคารปลอดภัย เหมือนอาคารที่ดับไฟเงียบสนิท ซึ่งก็คือภาวะหยุดนิ่งหรือแข็งค้างนั่นเอง

จุดสำคัญของภาพนี้คือ ทั้งสามโหมดไม่ใช่การเลือกโดยตั้งใจของเรา และไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ แต่เป็นระบบอัตโนมัติที่ร่างกายพยายามปกป้องเราตามที่มันประเมินสถานการณ์ การที่มิ้นเข้าสู่โหมดล็อกดาวน์ จึงไม่ใช่เพราะเธอขี้ขลาด แต่เพราะการตอบสนองนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ ก่อนที่เธอจะมีเวลาคิดเลือกคำตอบอย่างมีสติ

สิ่งที่ Polyvagal Theory ยังเป็นที่ถกเถียง

ตรงนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความ และเป็นสิ่งที่บทความทั่วไปมักไม่บอกค่ะ หลายคนอาจสงสัยว่า Polyvagal Theory น่าเชื่อถือไหม คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ แม้ Polyvagal Theory จะได้รับความนิยมสูงมากในวงการบำบัด แต่ในหมู่นักสรีรวิทยาและนักประสาทวิทยา ข้อเสนอหลักหลายอย่างของมันถูกตั้งคำถามและโต้แย้งอย่างมีน้ำหนัก

ประเด็นที่ถูกวิพากษ์มากที่สุดคือคำอธิบายเชิงวิวัฒนาการ ทฤษฎีเสนอว่าเส้นประสาทเวกัสกิ่งที่มีปลอกไมอีลิน ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะสงบและการเข้าสังคม เป็นสิ่งที่พบเฉพาะในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่นักวิจัยหลายคนชี้ว่าข้อมูลทางชีววิทยาเปรียบเทียบไม่สนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างที่ทฤษฎีอ้าง เพราะพบโครงสร้างลักษณะคล้ายกันในสัตว์กลุ่มอื่นด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องการเชื่อมโยงตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาบางอย่างเข้ากับคำทำนายของทฤษฎี ซึ่งหลักฐานยังไม่หนักแน่นอย่างที่ควรจะเป็น

อีกข้อวิจารณ์สำคัญคือ แผนภาพที่จับคู่ “กิ่งเวกัสด้านหน้า เท่ากับ ปลอดภัย” “ซิมพาเทติก เท่ากับ สู้หรือหนี” และ “กิ่งเวกัสด้านหลัง เท่ากับ ปิดตัว” นั้นสวยงามและสื่อสารง่าย แต่อาจเรียบง่ายเกินกว่าสรีรวิทยาจริง เพราะการตอบสนองต่อภัยเกิดจากการประสานงานของหลายระบบ ทั้งวงจรในสมอง ก้านสมอง ฮอร์โมน ระบบหัวใจ และการหายใจ ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยกิ่งของเส้นประสาทเวกัสเพียงส่วนเดียว งานวิจารณ์จำนวนมากจึงมุ่งไปที่การให้อำนาจในการอธิบายแก่กิ่งเวกัสมากเกินกว่าข้อมูลที่มี รวมถึงคำเฉพาะที่ทฤษฎีบัญญัติขึ้นอย่าง Neuroception ซึ่งหมายถึงการที่ระบบประสาทตรวจจับความปลอดภัยหรือภัยโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นศัพท์ของทฤษฎีนี้เอง ไม่ใช่คำมาตรฐานที่ทุกกรอบทางประสาทวิทยาใช้ในความหมายเดียวกันค่ะ

แล้วเราเอาอะไรจากเรื่องนี้ไปใช้ได้บ้าง

หลักการคือ ทั้งความรู้สึกปลอดภัยและเงื่อนไขความปลอดภัยที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ล้วนมีอิทธิพลต่อการตอบสนองของร่างกาย และเราอาจจะมีควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติของตัวเองได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การหายใจในให้ลึกและช้าโดยไม่ฝืนสูดลมหายใจจนลึกเกินไป มีหลักฐานว่าสามารถมีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจและระบบประสาทอัตโนมัติ และช่วยให้หลายคนรู้สึกผ่อนคลายลงได้ การอยู่ในสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ที่รู้สึกปลอดภัยก็ช่วยให้ระบบประสาทผ่อนคลายลง และการเข้าใจว่าภาวะหยุดนิ่งไม่ใช่ความผิดของเรา ก็ช่วยลดการโทษตัวเองที่มักทำให้ทุกอย่างแย่ลงได้เช่นกัน

และถ้าภาวะหยุดนิ่ง แข็งค้าง ตัวชา หรือการตอบสนองต่อความเครียดที่รุนแรง เริ่มกระทบชีวิตประจำวันหรือความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมันเชื่อมโยงกับประสบการณ์เจ็บปวดในอดีต การได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เข้าใจเรื่องบาดแผลทางใจจะช่วยดูแลได้ตรงจุดกว่าการรับมือเพียงลำพังค่ะ และหากช่วงไหนความทุกข์ทางใจหนักเกินกว่าจะรับไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งให้ความสำคัญกับความรู้สึกปลอดภัยเป็นพื้นฐาน เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ตัวเองเลิกกลัวหรือเลิกนิ่ง แต่เกิดจากการค่อยๆ สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ระบบประสาท จนมันไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าสู่โหมดปกป้องเร็วเกินไป และมีทางเลือกในการตอบสนองที่ยืดหยุ่นขึ้น และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าการดูแลอารมณ์ที่ตื่นตัวเกินไปทำได้อย่างไรในทางปฏิบัติ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดประสาทวิทยา
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากภาวะตัวชา หยุดนิ่ง หรือการตอบสนองต่อความเครียดกำลังกระทบชีวิตของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ