Hypnosis · สะกดจิตบำบัด

Placebo และ Nocebo คืออะไร — เมื่อความเชื่อกลายเป็นยาจริงหรือพิษจริงในสมองของเรา

ในการทดลองทางคลินิก ก่อนที่บ.ยาจะเปิดตัวยาตัวใหม่ เขาจะมีการทดลองโดยการให้คนไข้กินยาหลอกแล้วดูว่าเป็นยังไง ผลคือคนไข้บางคนรู้สึกว่าอาการปวดดีขึ้นจริงๆ ทั้งที่สิ่งที่กินไปเป็นแค่แป้งอัดเม็ดค่ะ แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ต่างมีแสงและเงาทั้งสิ้น เมื่อมีคนไข้ที่กินยาหลอกแล้วหาย ก็ย่อมมีคนไข้ที่พออ่านใบแทรกยาแล้วเห็นรายการผลข้างเคียง ก็เริ่มรู้สึกคลื่นไส้ ปวดหัว ทั้งที่ยังไม่ได้กินยาตัวนั้นด้วยซ้ำเช่นกัน

อย่าเข้าใจผิดว่าพวกเขาแค่ “คิดไปเอง” เลยค่ะ เพราะปรากฏการณ์มันคือสิ่งที่เรียกว่า Placebo Effect (ปรากฏการณ์ยาหลอก) และ Nocebo Effect (ปรากฏการณ์ยาหลอกในทางลบ) ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงพลังของความเชื่อและความคาดหวังที่ส่งผลต่อร่างกายจริงๆ ในระดับที่วัดได้ทางวิทยาศาสตร์

Placebo คืออะไร และทำไมมันไม่ใช่แค่ “คิดไปเอง”

Placebo Effect คือปรากฏการณ์ที่คนไข้รู้สึกดีขึ้นหลังได้รับการรักษาที่ไม่มีสารออกฤทธิ์ทางยาเลย เพียงเพราะพวกเขาเชื่อและมีความคาดหวังว่าการรักษานั้นจะได้ผล

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาที่ใช้การถ่ายภาพสมองพบว่า เมื่อคนไข้เชื่อว่ากำลังได้รับการรักษาความเจ็บปวด สมองจะลดการทำงานในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวดอย่าง insular cortex และ thalamus ได้จริง นอกจากนี้ยังพบว่าร่างกายหลั่งสารสื่อประสาทหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาความเจ็บปวดตามธรรมชาติ ทั้งสารกลุ่ม opioid ภายในร่างกาย โดปามีน และออกซิโตซิน พูดง่ายๆ คือความเชื่อไม่ได้แค่ “หลอก” ให้รู้สึกดีขึ้น แต่มันกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารเคมีที่บรรเทาอาการได้จริงๆ

แล้ว Nocebo คืออะไร

Nocebo Effect คือด้านตรงข้ามของ Placebo ค่ะ เมื่อความคาดหวังในทางลบ เช่น ความกลัวว่าจะเจ็บ ความกังวลว่าจะมีผลข้างเคียง หรือความเชื่อว่าอาการจะแย่ลง กลับทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ขึ้นจริง ทั้งความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้น อาการคลื่นไส้ หรือความไม่สบายตัวอื่นๆ โดยที่ไม่มีสาเหตุทางการแพทย์รองรับเลย

มีการทบทวนงานวิจัยในกลุ่มทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่น่าสนใจมากค่ะ พบว่าคนที่ได้รับยาหลอกในกลุ่มควบคุม กลับเกิดผลข้างเคียงจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ไม่ได้รับสารออกฤทธิ์ใดๆ เลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแค่ความคาดหวังว่าจะมีผลข้างเคียงก็เพียงพอที่จะทำให้ร่างกายแสดงอาการนั้นออกมาได้

สมองสร้างความเชื่อได้อย่างไร และทำไมมันถึงส่งผลต่อร่างกายจริง

กลไกเบื้องหลังทั้ง Placebo และ Nocebo เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า Expectation หรือความคาดหวัง ค่ะ ความคาดหวังนี้ถูกหล่อหลอมมาจากการเรียนรู้ก่อนหน้า การสังเกตคนอื่น และคำชี้แนะที่ได้รับ แล้วมันก็เข้าไปปรับเปลี่ยนกลไกควบคุมความเจ็บปวดภายในร่างกายของเราเองโดยตรง

มีงานวิจัยที่พบว่าฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำและการเรียนรู้ มีบทบาทสำคัญในการทำให้ Nocebo Effect ขยายตัวไปสู่สถานการณ์ใหม่ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยทำให้เจ็บปวดมาก่อน แม้จะไม่ได้เจอสิ่งกระตุ้นแบบเดียวกันเป๊ะๆ ก็ตาม นั่นหมายความว่าสมองของเราสามารถ “เรียนรู้ที่จะกลัว” หรือ “เรียนรู้ที่จะเชื่อว่าจะดีขึ้น” แล้วส่งอิทธิพลนั้นไปยังสถานการณ์ใหม่ๆ ได้อย่างกว้างขวางกว่าที่คิด

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ การสะกดจิตบำบัด หรือ Hypnotherapy อย่างไร

หลักการที่อยู่เบื้องหลัง Placebo และ Nocebo นั้นคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการสะกดจิตบำบัดค่ะ ทั้งสองอย่างแสดงให้เห็นว่าความเชื่อ ความคาดหวัง และคำชี้นำสามารถเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบประสาทและร่างกายได้จริง ไม่ใช่แค่ระดับความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

Hypnotherapy ทำงานกับหลักการเดียวกันนี้อย่างมีทิศทางและตั้งใจค่ะ คือการใช้สภาวะผ่อนคลายลึกเพื่อเปิดโอกาสให้คำชี้นำเชิงบวกเข้าถึงระบบประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ Nocebo Effect แสดงให้เห็นถึงอันตรายของความเชื่อในทางลบที่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว การสะกดจิตบำบัดก็สามารถช่วยคลี่คลายความเชื่อและความคาดหวังในทางลบที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกได้ในทางกลับกัน

พูดอีกแบบคือ Placebo และ Nocebo เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความคาดหวังและความเชื่อสามารถเปลี่ยนการทำงานของระบบประสาทและการรับรู้ของร่างกายได้จริง และ การสะกดจิตบำบัดก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำพลังนี้มาใช้อย่างมีเป้าหมายค่ะ

แต่ขอให้เข้าใจก่อนนะคะว่า Placebo Effect ไม่ได้แปลว่าอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น “ไม่ใช่เรื่องจริง” และไม่ได้แปลว่าเพียงแค่การ “คิดบวก” จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาทางการแพทย์ งานวิจัยส่วนใหญ่แสดงผลของ Placebo ในเรื่องการรับรู้ความเจ็บปวดและอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทเป็นหลัก ไม่ได้หมายความว่ามันสามารถทดแทนการรักษาโรคทางกายที่มีสาเหตุแน่ชัดได้

สิ่งที่ควรเข้าใจคือความเชื่อและความคาดหวังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อประสบการณ์ความเจ็บป่วยของเราจริง และการทำความเข้าใจกลไกนี้ช่วยให้เราใช้พลังของความเชื่อไปในทางที่เป็นประโยชน์มากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ความกลัวและความกังวลทำงานสร้างความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ปัจจุบันยังมีงานวิจัยเรื่อง Open-label Placebo หรือการให้ยาหลอกโดยบอกผู้ป่วยตรงๆ ว่านี่คือยาหลอก ซึ่งในบางภาวะก็ยังพบผลที่น่าสนใจ สะท้อนให้เห็นว่าพลังของความคาดหวังนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มากค่ะ

ที่ NBRH เรามองว่า Placebo และ Nocebo คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของสิ่งที่เราเชื่อมาตลอด นั่นคือจิตใจกับร่างกายไม่ได้แยกจากกันค่ะ

ความเชื่อที่เราสร้างขึ้นในหัว ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ส่งผลต่อร่างกายของเราจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่การทำงานกับรูปแบบความเชื่อและความคาดหวังในจิตใต้สำนึกจึงมีความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด

หากอยากเข้าใจว่าพลังของจินตภาพทำงานกับสมองในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “พลังแห่งจินตภาพ” และถ้าอยากรู้ว่าทำไมความสนใจถึงส่งผลต่อความเจ็บปวด บทความ “ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ

← กลับไปหมวดสะกดจิตบำบัด
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากอยากรู้ว่าการทำงานกับความเชื่อและความคาดหวังในจิตใต้สำนึกจะช่วยเรื่องของคุณได้อย่างไร เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ