Health & Mind-Body · สุขภาพกายและใจ

ทำไมบางคนกลัวการเจาะเลือดมากกว่าความเจ็บ และการสะกดจิตช่วยได้อย่างไรในห้องตรวจ

โบว์เลื่อนนัดเจาะเลือดมาสามครั้งแล้วค่ะ และครั้งนี้หมอกำชับว่าต้องตรวจจริงๆ แล้วนะ

เธอเป็นคนเก่ง คุมลูกน้องเป็นร้อย ๆ คนได้สบาย พูดบนเวทีได้สบายไม่ต่างอะไรจากคุยกับเพื่อนสนิท แต่พอโบว์ต้องนั่งลงบนเก้าอี้เจาะเลือด เห็นพยาบาลหยิบสายรัดแขนขึ้นมา มือเธอก็เริ่มเย็น เหงื่อซึมที่หน้าผาก เสียงรอบตัวเริ่มอู้อี้เหมือนอยู่ใต้น้ำ

“เข็มจิ้มนิดเดียวเอง คนอื่นเขายังเฉยๆ กันเลย เราเป็นอะไรของเรา” เธอถามตัวเองด้วยความหงุดหงิดระคนความอาย

ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเป็นแบบโบว์ คือกลัวการเจาะเลือด กลัวเข็ม หรือกลัวหัตถการทางการแพทย์มากกว่าที่ความเจ็บที่เกิดขึ้นจริงจะอธิบายได้ บทความนี้อยากชวนมาทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายกันแน่ และการสะกดจิตพอจะเข้ามาช่วยตรงไหนได้บ้างค่ะ

ความกลัวนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับความเจ็บเป็นหลัก

ความจริงที่หลายคนแปลกใจคือ ความเจ็บจากการเจาะเลือดนั้นน้อยมาก น้อยกว่าที่ร่างกายตอบสนองเยอะ นั่นเป็นเบาะแสสำคัญว่าสิ่งที่ร่างกายกลัวจริงๆ ไม่ใช่ความรู้สึกที่ปลายเข็ม แต่เป็นอย่างอื่น

ระบบประสาทของเราไม่ได้ประมวลผลเข็มว่าเป็น “การจิ้มเล็กๆ” แต่จัดมันเข้าหมวด “มีของแปลกปลอมทะลุเข้าร่างกาย” ซึ่งเป็นหมวดที่ถูกตั้งค่าให้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาแต่ไหนแต่ไร บวกกับปัจจัยอย่างการมองเห็นเลือด การถูกจับให้อยู่นิ่งๆ และความรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นสัญญาณอันตรายที่ดังกว่าความเจ็บจริงหลายเท่าค่ะ

เบรกฉุกเฉินที่ทำงานผิดจังหวะ

จุดที่ทำให้ความกลัวเข็มและเลือดต่างจากความกลัวอื่นๆ อย่างชัดเจน อยู่ตรงปฏิกิริยาทางร่างกายที่เป็นเอกลักษณ์ค่ะ

ความกลัวส่วนใหญ่ เช่น กลัวการพูดต่อหน้าคน จะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและความดันสูงขึ้น ค้างอยู่แบบนั้น แต่ความกลัวเข็มและเลือดในหลายคนมีสองจังหวะ จังหวะแรกหัวใจเต้นเร็วและความดันขึ้นเหมือนความกลัวทั่วไป แต่จังหวะที่สอง ความดันและอัตราการเต้นของหัวใจกลับ “ดิ่งลง” อย่างรวดเร็ว เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วขณะ ผลคือหน้าซีด ตาลาย และเป็นลมในที่สุด ปฏิกิริยานี้มีชื่อเรียกว่า Vasovagal Response (การตอบสนองของระบบประสาทเวกัส) และเป็นเหตุผลทางสรีรวิทยาว่าทำไมคนถึงเป็นลมตอนเจาะเลือด ไม่ใช่เพราะใจไม่สู้ค่ะ

ลองนึกภาพเบรกฉุกเฉินในรถนะคะ มันมีไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ถ้ามันทำงานเองตอนที่รถกำลังวิ่งปกติ ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตรงข้าม การเป็นลมของโบว์ก็คล้ายกัน ร่างกายเหยียบเบรกฉุกเฉินแรงเกินไปในจังหวะที่ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิตจริง

มีสมมติฐานเชิงวิวัฒนาการที่พยายามอธิบายว่าทำไมร่างกายถึงมีปฏิกิริยาแบบนี้ บ้างก็ว่าการที่ความดันลดลงเมื่อเห็นเลือดอาจช่วยลดการเสียเลือดหากบาดเจ็บจริง บ้างก็ว่าการ “แกล้งตาย” อาจเคยเป็นกลไกเอาตัวรอดตามธรรมชาติ แต่ต้องบอกว่านี่ยังเป็นเพียงสมมติฐานที่ยังถกเถียงกันอยู่ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ยืนยันแล้วนะคะ สิ่งที่ยืนยันได้คือตัวปฏิกิริยาทางร่างกายนั้นมีอยู่จริงและวัดค่าได้ค่ะ

อีกปัจจัยที่งานวิจัยพบว่าเกี่ยวข้องคือความรู้สึกขยะแขยง ซึ่งสัมพันธ์กับความกลัวเลือดและเข็มมากกว่าความกลัวชนิดอื่น จึงไม่แปลกที่บางคนแค่เห็นภาพเข็มหรือเลือดก็รู้สึกไม่ไหวแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีอะไรมาโดนตัวเลยด้วยซ้ำ

วงจรที่ยิ่งเลี่ยง ยิ่งกลัว

สิ่งที่ทำให้ความกลัวแบบนี้ฝังแน่นขึ้นเรื่อยๆ คือประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต โดยเฉพาะการเคยเป็นลมตอนทำหัตถการหรือทำแล้วเจ็บมากๆ ในครั้งก่อนหน้า เมื่อร่างกายเคยเชื่อมโยงว่า “ห้องเจาะเลือด = หมดสติต่อหน้าคน” การจับคู่นั้นก็ถูกบันทึกไว้ในกลไกอัตโนมัติ ครั้งต่อไปเพียงแค่เห็นสายรัดแขน ระบบก็เข้าโหมดเตือนภัยทันที

ยิ่งกลัวหลายคนก็ยิ่งเลี่ยง เลื่อนนัดหมอ หาเหตุผลไม่ไปหาหมอ ปัญหาคือทุกครั้งที่เราเลี่ยงได้สำเร็จ สมองจะยิ่งเรียนรู้ว่า “การหนีคือทางออกที่ถูกต้อง” วงจรการตอบสนองนี้เลยยิ่งแข็งแรงขึ้น และความกลัวก็จะยิ่งโตขึ้นเงียบๆ

ตรงนี้มีมุมที่อยากชวนคิดเบาๆ ค่ะ การเลี่ยงฉีดยาหนึ่งครั้งอาจไม่เป็นไร แต่ถ้ามันทำให้เราเลื่อนการตรวจสุขภาพที่จำเป็นออกไปเรื่อยๆ ราคาที่ต้องจ่ายก็ไม่ใช่แค่ความสบายใจชั่วคราว แต่อาจเป็นการพลาดโอกาสในการดูแลร่างกายให้ทันเวลาก่อนจะเจ็บป่วย การจัดการความกลัวนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความกล้าอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสุขภาพระยะยาวด้วยนะคะ

การสะกดจิตช่วยอะไรได้บ้าง

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด มีงานวิจัยรองรับค่อนข้างดีกว่าหลายหัวข้อค่ะ มีการศึกษาเชิงทดลองจำนวนไม่น้อยที่พบว่า การใช้เทคนิคการสะกดจิตและการผ่อนคลายลึกร่วมกับหัตถการทางการแพทย์ มีแนวโน้มช่วยลดความวิตกกังวลและความเจ็บปวดระหว่างทำ และในบางกรณีช่วยลดปริมาณยาชาที่ต้องใช้ลงได้ จนปัจจุบันมีโรงพยาบาลหลายแห่งที่นำเทคนิคเหล่านี้มาผสานกับการดูแลตามปกติ

หลักการทำงานตรงกับธรรมชาติของปัญหาพอดี ถ้าความกลัวคือระบบเตือนภัยที่ตื่นตัวเกิน การสะกดจิตบำบัดคือการช่วยพาร่างกายเข้าสู่สภาวะสงบลึก ในระดับที่ระบบเตือนภัยยอมลดการ์ดลง ทำให้ผ่านหัตถการไปได้โดยไม่ท่วมท้น

นอกจากนี้ในหัตถการที่ต้องอยู่นิ่งๆ นานๆ หรือต้องอยู่ในพื้นที่แคบๆ อย่างการตรวจ MRI ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดจนอยู่ตลอดกระบวนการไม่ไหว เทคนิคการผ่อนคลายแบบนี้ช่วยให้บางคนประคองตัวเองผ่านการสแกนไปได้ ส่วนในการส่องกล้องอย่างการส่องกล้องทางเดินอาหาร ก็มีการศึกษาที่ชี้ว่าช่วยลดความกังวลและความไม่สบายตัวลงได้เช่นกัน

ที่สำคัญ การดูแลใจไม่ใช่เครื่องมือเดียวและไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคนค่ะ สำหรับคนที่เป็นลมง่ายจากปฏิกิริยา Vasovagal โดยเฉพาะ บางกรณีต้องใช้เทคนิคทางกายภาพร่วมด้วย เช่น การขอนอนเจาะเลือดแทนการนั่ง การแจ้งพยาบาลล่วงหน้าว่าตัวเองเคยเป็นลมเพื่อให้เตรียมรับมือได้ทัน หรือเทคนิคที่เรียกว่า Applied Tension (การเกร็งกล้ามเนื้อเป็นจังหวะเพื่อดันความดันเลือดให้สูงขึ้น สวนทางกับที่มันกำลังจะดิ่ง) ซึ่งควรฝึกตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ถ้ามองผ่านภาพเบรกฉุกเฉิน การเรียนวิธีถอนเบรกที่เหยียบแรงเกินไป ก็เป็นเครื่องมือที่ตรงจุดไม่แพ้การดูแลใจเลย และหลายครั้งการใช้สองอย่างร่วมกันได้ผลดีที่สุด

แน่นอนว่าการสะกดจิตบำบัดในบริบทนี้ทำงานเคียงข้างทีมแพทย์ค่ะ ไม่ใช่แทนที่การดูแลทางการแพทย์หรือยาที่จำเป็น การตัดสินใจเรื่องยาระงับความรู้สึกหรือวิธีทำหัตถการยังเป็นของแพทย์เสมอ ส่วนการสะกดจิตเข้ามาเสริมในมิติของการดูแลใจและการรับรู้ความเจ็บค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการก้าวข้ามความกลัวหัตถการทางการแพทย์อย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการบอกตัวเองว่า “อย่ากลัวสิ” ซึ่งไม่เคยได้ผล แต่เกิดจากการสอนให้ร่างกายมีประสบการณ์ใหม่ที่ปลอดภัยทีละครั้ง จนวันหนึ่งการดูแลสุขภาพตัวเองไม่ต้องแลกมาด้วยความหวาดกลัวอีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอยากเข้าใจว่าความกลัวเฉพาะอย่างทำงานและคลายได้อย่างไร ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรคกลัวเฉพาะอย่าง (Phobia) และการทำงานของความกลัวที่ฝังลึก หรือถ้าสงสัยว่าความวิตกกังวลส่งสัญญาณลงมาที่ร่างกายผ่านช่องทางใดบ้าง บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดสุขภาพกายและใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความกลัวเข็มหรือหัตถการทำให้คุณเลื่อนการดูแลสุขภาพออกไปเรื่อยๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ