Neuroscience · ประสาทวิทยา

Memory Reconsolidation คืออะไร: ทำไมความทรงจำเก่าถึงยังเจ็บ และเราแก้ไขมันได้จริงแค่ไหน

แม้เวลาจะผ่านมาเจ็ดปีแล้ว แต่พอเบลได้กลิ่นน้ำหอมแบบที่คนคนนั้นเคยใช้ ภาพวันที่เธอถูกทิ้งให้ต้องนั่งร้องไห้คนเดียวกลางร้านกาแฟก็กลับมาชัดเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน อันที่จริงมันไม่ได้มีแค่ภาพเก่าๆ แว๊บขึ้นมาเท่านั้นนะ แต่เป็นความรู้สึกทั้งก้อน ทั้งอาย ทั้งเจ็บ ทั้งตัวชา หน้าร้อนวูบขึ้นมาเอง ทั้งที่เหตุการณ์นั้นก็จบไปนานแล้ว และที่ผ่านมาเบลก็ใช้ชีวิตต่อมาได้ดี แต่ความทรงจำนั้นกลับไม่ยอมจางลงเหมือนเรื่องอื่นๆ เรื่องราวของวันนั้นมันเหมือนถูกแช่แข็งไว้พร้อมอารมณ์ครบชุด รอวันที่จะมีอะไรบางอย่างมาสะกิดให้มันเล่นซ้ำอีกครั้ง จนเบลคิดว่าความทรงจำนี้คงติดตัวเธอไปตลอดชีวิต เพราะอดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว

สาเหตุของความเจ็บปวดที่ย้อนกลับมาเมื่อมีตัวกระตุ้นแบบนี้เรียกว่า Memory Reconsolidation หรือกระบวนการทำให้ความทรงจำที่ถูกเรียกคืนกลับมาเสถียรอีกครั้งค่ะ Memory Reconsolidation เป็นหนึ่งในหัวข้อที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการประสาทวิทยาความจำ และมีหลักฐานหนักแน่นในสัตว์ทดลอง แต่การนำมาใช้กับมนุษย์ยังเป็นพื้นที่ที่กำลังพัฒนาและผลยังผสมกัน ที่สำคัญ มันไม่ได้แปลว่าเราลบหรือเขียนทับความทรงจำได้ตามใจ

แต่ถ้าจะให้สรุปสั้นที่สุด Memory Reconsolidation คือกระบวนการที่ความทรงจำซึ่งถูกเรียกคืน ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง อาจกลับเข้าสู่ภาวะไม่เสถียรชั่วคราวก่อนถูกทำให้เสถียรอีกครั้ง ในช่วงดังกล่าว ความทรงจำหรือการตอบสนองที่เกี่ยวข้องอาจได้รับการปรับเปลี่ยน แต่กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งที่นึกถึง และไม่ได้ทำให้เราสามารถลบ เขียนทับ หรือควบคุมรายละเอียดของความทรงจำได้ตามใจหรอกนะคะ

Memory Reconsolidation คืออะไร

เดิมทีนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า เมื่อความทรงจำถูกจัดเก็บจนเสถียรแล้ว หรือที่เรียกว่าผ่านกระบวนการ Consolidation เรียบร้อย มันจะค่อนข้างคงที่ถาวรในสมองของเรา แต่งานวิจัยในสัตว์ทดลองช่วงต้นทศวรรษ 2000 ได้จุดประเด็นสำคัญขึ้นมาใหม่ คือพบว่าเมื่อความทรงจำถูกดึงกลับมาใช้งานหรือกระตุ้นให้นึกถึง มันอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่อ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงได้อีกครั้งชั่วคราว ก่อนที่จะถูกจัดเก็บใหม่

พูดง่ายๆ คือการนึกถึงความทรงจำ มันไม่ได้เป็นแค่การเปิดดูภาพความทรงจำเก่าที่อยู่นิ่งๆ เหมือนภาพเขียน แต่อาจเป็นจังหวะที่ความทรงจำนั้นถูกหยิบออกมาและมีโอกาสถูกปรับก่อนเก็บกลับเข้าที่ นี่คือเหตุผลที่แนวคิดนี้น่าตื่นเต้น เพราะมันเสนอว่าความทรงจำอาจไม่ได้ตายตัวอย่างที่เคยคิด และในเงื่อนไขที่เหมาะสม อาจมีช่วงเวลาที่มันปรับเปลี่ยนได้

แต่จุดที่ต้องเน้นย้ำคือ กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถเลือกแก้หรือลบเนื้อหาของเหตุการณ์ได้ตามใจ ในการดูแลทางจิตใจ เป้าหมายที่สมเหตุสมผลกว่าคือการช่วยให้ความทรงจำเดิมไม่เรียกการตอบสนองทางอารมณ์และร่างกายด้วยความรุนแรงเท่าเดิม หรือช่วยให้บุคคลมีความหมายและการตอบสนองต่อมันที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยไม่อ้างว่าสามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงของอดีต แม้นเบลจะไม่ลืมว่าเคยถูกทิ้งกลางร้านกาแฟ แต่ความเจ็บที่พุ่งขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึง อาจเป็นส่วนที่ค่อยๆ เปลี่ยนได้ค่ะ

เราแก้ไขความทรงจำได้จริงแค่ไหน

งานวิจัยที่หนักแน่นที่สุดเรื่อง Memory Reconsolidation มาจากการทดลองในสัตว์ ซึ่งถูกควบคุมเงื่อนไขอย่างละเอียด ส่วนในมนุษย์ มีงานวิจัยที่น่าสนใจทั้งแบบใช้การเรียนรู้ใหม่มาปรับความทรงจำเดิมในช่วงที่มันถูกกระตุ้น และแบบที่ใช้ยาบางชนิดเพื่อลดน้ำหนักทางอารมณ์ของความทรงจำ แต่ผลการศึกษาในมนุษย์ยังผสมกัน บางงานทำซ้ำได้ บางงานทำซ้ำไม่ได้ และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนพอจะนำไปใช้เป็นสูตรสำเร็จ

ที่สำคัญคือ กระบวนการนี้มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ต้องพอดีกัน ทั้งความเก่าและความแข็งแรงของความทรงจำ จังหวะเวลา และการที่ต้องมีอะไรใหม่หรือไม่คาดคิดเกิดขึ้นตอนที่นึกถึง ซึ่งนักวิจัยมักเรียกว่าความคลาดเคลื่อนของการคาดการณ์ (Prediction Error) การนึกถึงเฉยๆ จึงไม่ได้เปิดช่องให้แก้ไขได้เสมอไป และแม้จะมีการพูดถึง “ช่วงเวลาที่ความทรงจำปรับได้” หรือ Reconsolidation Window แต่มันก็ไม่ใช่หน้าต่างที่เปิดได้ตามใจหรือมีกรอบเวลาตายตัวเดียวที่ใช้ได้กับทุกความทรงจำ การบอกว่า “แค่คิดถึงความทรงจำแล้วเราก็รีเซ็ตมันใหม่ได้” จึงเป็นการเล่าที่ง่ายและเกินกว่าที่หลักฐานรองรับมากค่ะ ความจริงที่รัดกุมกว่าคือ ความทรงจำมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่เคยเชื่อ แต่ไม่ได้อ่อนตัวจนแก้ไขได้ตามใจ

Memory Reconsolidation เปรียบเหมือนไฟล์ที่อาจเปิดให้แก้ได้ชั่วคราว

ลองนึกถึงไฟล์เอกสารที่เราเซฟเก็บไว้ในเครื่องนะคะ ตราบใดที่ไฟล์ยังไม่ถูกเปิดขึ้นมา มันก็อยู่นิ่งๆ ของมันแบบนั้น แต่เมื่อเราเปิดไฟล์นั้นขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ระบบอาจอนุญาตให้มีการแก้ไขก่อนเซฟกลับ แต่หลายครั้งไฟล์ก็ถูกเปิดในโหมดอ่านอย่างเดียว (read-only) ทำให้เราไม่สามารถแก้ไขอะไรมันได้ ความทรงจำก็คล้ายกันตรงที่ การเรียกคืนไม่ได้ทำให้มันเข้าสู่ภาวะเปลี่ยนแปลงได้ทุกครั้ง จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขหลายอย่างพอดีกันเท่านั้น

แต่เรื่องนี้มีขอบเขตที่ต้องเข้าใจให้ชัดค่ะ อย่างแรก เราไม่ได้แก้ “ข้อเท็จจริง” ของสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่ควรพยายามทำแบบนั้นด้วย สิ่งที่อาจปรับได้คือเหมือนโน้ตหรือไฮไลต์ที่แนบมากับไฟล์ นั่นคือน้ำหนักทางอารมณ์และความหมายที่เราให้กับเหตุการณ์ มากกว่าตัวเนื้อหาว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างที่สอง อย่างที่บอกไปว่าไฟล์ไม่ได้ถูกเปิดในโหมดที่เราสามารถแก้ไขทุกครั้ง ซึ่งหลายครั้งเราแค่เปิดอ่านแล้วปิดโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

สิ่งที่ต้องระวัง: ความทรงจำไม่ใช่การบันทึกที่สมบูรณ์

การที่ความทรงจำปรับเปลี่ยนได้ ไม่ได้มีแต่ข้อดี แต่ยังหมายความว่าความทรงจำของเราไม่ใช่การบันทึกเหตุการณ์ที่สมบูรณ์และเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ทุกครั้งที่เราเล่าหรือนึกถึงเรื่องเก่า เรามีโอกาสเติมรายละเอียด ตีความใหม่ หรือผสมข้อมูลที่ได้รับมาทีหลังเข้าไปโดยไม่รู้ตัว นี่คือเหตุผลที่ความทรงจำเทียม (False Memory) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง คนเราสามารถจำเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรือจำรายละเอียดผิดเพี้ยนไปได้ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงหรือความผิดพลาดของความทรงจำทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก Reconsolidation เพียงกลไกเดียว เพราะการเรียกคืนความทรงจำ การตีความ และการรับข้อมูลภายหลัง ก็สามารถทำให้รายละเอียดเปลี่ยนแปลงได้ผ่านกระบวนการอื่นเช่นกันค่ะ

การเข้าใจเรื่องนี้สำคัญ เพราะมันเตือนว่าเป้าหมายของการทำงานกับความทรงจำบาดแผลหรือความทรงจำที่เจ็บปวด ไม่ควรเป็นการพยายาม “ขุด” ความจริงที่ถูกลืม หรือยืนยันรายละเอียดของอดีตให้แม่นยำ เพราะกระบวนการนึกย้อนเองก็อาจบิดเบือนได้ แต่ควรเป็นการดูแลความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อความทรงจำนั้นในปัจจุบันมากกว่า

การสะกดจิตบำบัดเกี่ยวข้องกับ Memory Reconsolidation อย่างไร

การสะกดจิตบำบัดสามารถเอื้อให้ผู้รับบริการจดจ่อกับประสบการณ์ภายใน จินตภาพ ความรู้สึก และรูปแบบการตอบสนองเดิม พร้อมกับฝึกประสบการณ์หรือการตอบสนองที่ต่างออกไป ลักษณะนี้มีบางส่วนคล้ายกับกรอบที่นักวิจัยใช้พูดถึงการปรับปรุงความทรงจำหลังการเรียกคืน

ในส่วนของการสะกดจิตกับความทรงค่ะ การสะกดจิตไม่ได้ทำให้ความทรงจำแม่นยำหรือชัดเจนขึ้น และงานวิจัยชี้ว่ามันอาจเพิ่มความมั่นใจในความทรงจำที่เราคิดว่าเราจำได้โดยที่ความแม่นยำไม่ได้เพิ่มตาม โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้คำถามชี้นำ การคาดเดา หรือการกดดันให้ค้นหารายละเอียด การสะกดจิตอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความทรงจำที่คลาดเคลื่อนหรือความมั่นใจในรายละเอียดที่ไม่ถูกต้องได้ ด้วยเหตุนี้ การใช้การสะกดจิตเพื่อ “ขุด” หรือ “กู้คืน” ความทรงจำที่ถูกลืม (Recovered Memory) จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำและไม่น่าเชื่อถือ การทำงานกับความทรงจำอย่างรับผิดชอบจึงไม่ใช่การพยายามค้นหาหรือยืนยันข้อเท็จจริงของอดีต แต่เป็นการดูแลน้ำหนักทางอารมณ์และความหมายที่ความทรงจำนั้นยังส่งผลกับปัจจุบัน โดยวางอยู่บนความปลอดภัยของผู้รับบริการเป็นหลัก และยังต้องอาศัยการทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีความสอดคล้องกับภาพกว้างของงานวิจัยด้านความจำตรงที่ว่า ความสัมพันธ์ที่เรามีกับความทรงจำ และการตอบสนองที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาพร้อมกับมัน ไม่จำเป็นต้องคงเดิมตลอดไป การทำงานของเราไม่ได้มุ่งลบอดีต ขุดค้นความทรงจำที่ถูกซ่อน หรือเปลี่ยนข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ช่วยให้ผู้รับบริการค่อยๆ สร้างความหมายและรูปแบบการตอบสนองใหม่ เพื่อให้อดีตมีอำนาจต่อปัจจุบันน้อยลง และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าคุณอยากเข้าใจว่าสมองปรับรูปแบบเดิมของตัวเองได้อย่างไรในภาพกว้าง ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Neuroplasticity สมองเปลี่ยนได้อย่างไร และต้องใช้เวลานานแค่ไหน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ หรือถ้าอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาพร้อมความทรงจำเก่าคือสิ่งที่คุณอยากดูแล บทความเรื่อง การจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation) เมื่อการควบคุมอาจไม่ใช่คำตอบ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดประสาทวิทยา
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความทรงจำที่ยังเจ็บกำลังส่งผลต่อชีวิตปัจจุบันของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ