ทำไมบางคนถึงหัวเราะตอนที่เจ็บที่สุด — และสมองกำลังช่วยเขาอยู่
ช่วงนี้ฉันออกจาก comfort zone ของการเป็นนักสะกดจิตบำบัดมาเรียนคลาสครูฝึกสุนัขค่ะ รู้ตัวดีตั้งแต่แรกว่าสักวันต้องโดนกัดเป็นของแถม และเพียงแค่คลาสที่ห้าก็โดนเข้าจริง ๆ เลือดไหลระดับที่คนกลัวเลือดเห็นคงเป็นลม
แต่แทนที่จะร้องไห้หรือตกใจกลัว ฉันกลับหัวเราะค่ะ
หัวเราะจริงๆ ตั้งแต่หลังโดนกัดยันระหว่างทางไปโรงพยาบาล แถมยังเมาท์มอยกับเพื่อนที่ไปส่งราวกับกำลังจะไปเที่ยวทะเล ไม่ใช่กำลังจะเข้าห้อง ER ให้หมอเย็บแผล
หลายคนอาจคิดว่านั่นคืออาการช็อค แต่มันมีส่วนที่น่าสนใจมากกว่านั้นค่ะ
เสียงหัวเราะไม่ได้แค่ทำให้อารมณ์ดี มันเปลี่ยนเคมีในสมอง
งานวิจัยจาก Oxford University ที่นำโดย Prof. Robin Dunbar และตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society B พบสิ่งที่น่าสนใจมากค่ะ เมื่อให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดูคลิปตลกแล้วทดสอบความอดทนต่อความเจ็บปวด เช่น การแช่แขนในน้ำเย็นจัด เขาพบว่าแค่การหัวเราะกับคลิปตลกนาน 15 นาที ช่วยเพิ่มระดับความอดทนต่อความเจ็บปวดได้ถึง 10% อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
กลไกที่เกิดขึ้นคือเมื่อเราหัวเราะจริงๆ ไม่ใช่แค่ยิ้มหรือขำเบาๆ กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและปอดจะทำงานหนักขึ้น และความเหนื่อยนั้นกระตุ้นให้สมองหลั่งเอ็นโดรฟิน ซึ่งออกฤทธิ์กับตัวรับกลุ่มเดียวกับมอร์ฟีน มันจึงช่วยลดการรับรู้ความเจ็บปวดตามธรรมชาติ พูดง่ายๆ คือสมองผลิตยาแก้ปวดของตัวเองออกมา
นอกจากนี้ยังมีโดปามีนที่หลั่งออกมาพร้อมกัน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย กล้ามเนื้อคลายตัว และระบบประสาทเปลี่ยนจากโหมดสู้หรือหนีมาสู่โหมดพักฟื้นค่ะ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการตกใจกระชากแขนหนีตอนโดนกัด ที่อาจทำให้แผลฉีกกว้างกว่าเดิมได้มากค่ะ
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ มันทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อหัวเราะร่วมกับคนอื่น
งานวิจัยชิ้นเดียวกันพบว่าการหัวเราะในกลุ่มสังคมนั้นส่งผลมากกว่าการหัวเราะคนเดียวอย่างมีนัยสำคัญค่ะ เพราะเสียงหัวเราะที่แชร์ร่วมกันไม่ได้แค่หลั่งเอ็นโดรฟินในตัวเราเอง แต่ยังสร้างความรู้สึกผูกพัน ปลอดภัย และ “ฉันยังอยู่กับคนที่ไว้ใจได้” ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยลดความทุกข์ทรมานที่สมองกำลังประมวลผลอยู่ได้อีกชั้นหนึ่งค่ะ
นั่นคือเหตุผลที่ฉันยังสามารถเมาท์มอยกับเพื่อนได้ตลอดทางไปโรงพยาบาล เพราะเสียงหัวเราะที่แชร์ร่วมกันนั้นกำลังเป็นสิ่งที่พยุงสมองและร่างกายของฉันอยู่จริงๆ ค่ะ
และนักจิตวิทยาเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นว่าอะไร?
ในทางจิตวิทยา พฤติกรรมนี้เรียกว่ากลไกป้องกันตัวเองแบบอารมณ์ขัน (Humor as a Coping Mechanism) ค่ะ ซึ่งต่างจากการปฏิเสธความเจ็บปวดหรือการหนีปัญหา มันคือการเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้น
มีทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายได้ตรงมากค่ะ เรียกว่า Benign Violation Theory ซึ่งเสนอว่าเราจะหัวเราะได้ก็ต่อเมื่อสมองเริ่มตีความว่าเหตุการณ์นั้น “ผิดปกติ” แต่ไม่ถึงขั้นคุกคามชีวิตอีกต่อไปแล้ว คือมันยังแปลกอยู่ ยังดูไม่ดีอยู่ แต่สมองตัดสินว่า “เอาอยู่” ได้แล้วค่ะ นั่นคือจังหวะที่เสียงหัวเราะเปิดทำงาน ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นตลก แต่เพราะสมองประเมินแล้วว่าภัยคุกคามผ่านพ้นพอที่จะผ่อนคลายได้
เจ็บจริงค่ะ แต่สมองเลือกที่จะประมวลผลมันในแบบที่ต่างออกไป
แล้วถ้าหัวเราะไม่ออกในวันที่เจ็บที่สุดล่ะ?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ในทันทีค่ะ และนั่นก็ไม่เป็นไร บางคนต้องร้องไห้ก่อน บางคนต้องโกรธก่อน ทุกคนมีกระบวนการของตัวเอง
แน่นอนว่าเราไม่สามารถสั่งให้ตัวเองหัวเราะได้ทุกครั้งค่ะ แต่รูปแบบการตอบสนองของสมองสามารถเรียนรู้ได้ หากในชีวิตประจำวันเราเปิดโอกาสให้ตัวเองมองเห็นอารมณ์ขันในเรื่องเล็กๆ อยู่เสมอ สมองก็จะค่อยๆ สร้างเส้นทางประสาทที่เชื่อมโยงความเครียดกับการผ่อนคลายได้เร็วขึ้น ซึ่งนั่นคือหลักการเดียวกันกับสิ่งที่ NBRH ทำงานด้วยในกระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ค่ะ ไม่ใช่การบังคับให้รู้สึก แต่เป็นการช่วยให้สมองเรียนรู้วิธีตอบสนองที่มีทางเลือกมากขึ้น
เราอาจควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้เสมอไปค่ะ แต่วิธีที่สมองตอบสนองต่อมัน บางส่วนนั้นเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงได้
และบางทีการที่บางคนหัวเราะได้ในวันที่เจ็บที่สุด ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รู้สึกค่ะ มันแปลว่าสมองของเขากำลังทำงานเพื่อพยุงตัวเองในแบบที่ทรงพลังมากที่สุดแบบหนึ่งที่มนุษย์มีอยู่
หากอยากเข้าใจว่าสมองสร้างวงจรการตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “ยิ่งสนใจ มันก็ยิ่งเจ็บ” และถ้าอยากรู้ว่ากระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy ทำงานกับรูปแบบการตอบสนองในจิตใต้สำนึกอย่างไร บทความ “การสะกดจิตคือการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากอยากให้สมองเรียนรู้วิธีตอบสนองต่อความเจ็บปวดในแบบที่มีทางเลือกมากขึ้น เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ