การสะกดจิตย้อนอดีต (Regression) น่าเชื่อถือแค่ไหน: สิ่งที่งานวิจัยกว่า 70 ปีบอกเรา และเหตุผลที่ NBRH ไม่ใช้เทคนิคนี้
ปี 1952 ที่เมืองพูเอโบล รัฐโคโลราโด นักธุรกิจคนหนึ่งชื่อ Morey Bernstein นักสะกดจิตมือสมัครเล่นแบบเป็นเพียงงานอดิเรก ได้ชวนแม่บ้านวัยยี่สิบเศษชื่อ Virginia Tighe มานั่งลงบนโซฟาเพื่อทดลองสะกดจิตย้อนอดีต เขาพาเธอย้อนไปวัยเด็ก แล้วย้อนต่อไป “ก่อนที่เธอจะเกิด”
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ — เวอร์จิเนียเริ่มพูดด้วยสำเนียงไอริช เธอเรียกตัวเองว่า Bridey Murphy หญิงสาวที่เกิดในเมืองคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อปี 1798 เธอเล่าถึงบ้านไม้ที่เธอเคยอาศัย ถึงสามีที่เป็นทนาย ถึงการย้ายไปเมืองเบลฟาสต์ ถึงเพลงและการเต้นรำแบบไอริช พร้อมรายละเอียดที่แม่บ้านชาวอเมริกันคนหนึ่งไม่น่าจะรู้ได้ จนหนังสือ The Search for Bridey Murphy ที่ตามมาในปี 1956 กลายเป็นหนังสือขายดีระดับปรากฏการณ์ค่ะ มีปาร์ตี้ธีม “มาในชุดที่คุณเคยเป็นในชาติที่แล้ว” เกิดขึ้นทั่วอเมริกา และคำว่า “ชาติที่แล้ว” ก็เดินเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยนิยมตะวันตกอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก
จนกระทั่งนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ Chicago American ไปสืบค้นวัยเด็กของเวอร์จิเนีย
พวกเขาพบว่าตรงข้ามบ้านที่เธอเติบโตในชิคาโก มีผู้อพยพชาวไอริชอาศัยอยู่คนหนึ่ง — ชื่อของเธอคือ “Bridie Murphy Corkell” แถมพวกเขายังพบอีกว่าเวอร์จิเนียเคยพูดสำเนียงไอริชตอนแสดงละครเวทีสมัยวัยรุ่น และรายละเอียดหลายอย่างใน “ชีวิตของ Bridey” ตรงกับสิ่งที่เธอเคยเห็นและเคยได้ยินในวัยเด็กของตัวเอง ประเด็นคือเวอร์จิเนียเชื่อในสิ่งที่เธอเล่าระหว่างถูกสะกดจิตระลึกชาติจริงๆ และนั่นแหละคือส่วนที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ค่ะ — เพราะสมองของเธอทำสิ่งที่สมองมนุษย์ทุกคนทำได้ นั่นคือหยิบเศษความทรงจำที่จำที่มาไม่ได้แล้ว มาถักเป็นเรื่องราวใหม่ที่ทำให้รู้สึกจริงเสียยิ่งกว่าจริง
เจ็ดสิบปีหลังจากนั้น การสะกดจิตย้อนอดีตยังคงเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งการย้อนวัยเด็กเพื่อ “หาต้นตอ” ของปัญหา และการย้อนอดีตชาติเพื่อ “รักษา” กรรมเก่า บทความนี้อยากพาไปดูว่าตลอดเจ็ดสิบปีนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองอะไรกับเทคนิคนี้บ้าง พวกเขาพบอะไร และทำไมสิ่งที่พบถึงเป็นเหตุผลที่ NBRH ตัดสินใจไม่ใช้เทคนิคย้อนอดีตในการทำงานเลย
สรุปสั้นๆ สำหรับคนรีบอ่าน: การสะกดจิตย้อนอดีต (Hypnotic Regression) ทั้งแบบย้อนอดีต (Age Regression) และย้อนอดีตชาติ (Past Life Regression) ให้ประสบการณ์ที่รู้สึกเหมือนจริง แต่งานวิจัยที่สะสมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ชี้ไปทางเดียวกันตลอดมา — ผู้ใหญ่ที่ถูกสะกดจิตย้อนอดีต ณ เวลานั้นไม่ได้กลับไปเป็นเด็กจริง ๆ เพียงแต่แสดงออกตามภาพที่ตัวเองเชื่อว่าเด็กจะต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น การสะกดจิตไม่ได้ทำให้ความจำแม่นขึ้น แต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในความจำที่อาจผิดตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว และ “ชาติที่แล้ว” ที่ผู้คนบอกเล่าออกมาระหว่างอยู่ในภวังค์เปลี่ยนไปตามความคาดหวังที่นักสะกดจิตชี้นำอย่างชัดเจน สภาแพทย์อเมริกันสรุปตั้งแต่ปี 1985 ว่าความทรงจำที่ได้ระหว่างสะกดจิตอาจเชื่อถือได้น้อยกว่าความจำในสภาวะปกติ และแม้แต่นักวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิดที่จริงจังกับเรื่องอดีตชาติที่สุดในโลกก็ปฏิเสธการสะกดจิตย้อนอดีตชาติเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ NBRH ไม่ใช้เทคนิคย้อนอดีต แต่เลือกทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย และรูปแบบการตอบสนองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาความแม่นยำของความทรงจำเลยค่ะ
ทำไมประสบการณ์ย้อนอดีตถึงรู้สึก “จริง” ขนาดนั้น
ก่อนจะดูงานวิจัย ต้องให้ความเป็นธรรมกับความรู้สึกของคนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้ก่อนนะคะ — เพราะมันรู้สึกที่เหมือนจริงมากระหว่างการสะกดจิตย้อนอดีตนั้นมันเกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ ค่ะ ความทรงจำที่ชัดเจน อารมณ์ท่วมท้น บางคนร้องไห้ บางคนตัวสั่น และหลายคนออกจากห้องด้วยความรู้สึกว่าได้ค้นพบความจริงบางอย่างของชีวิต ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ใช่ของปลอมหรอกค่ะ
แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น “จริง” กับความ “ถูกต้อง” เป็นคนละเรื่องกันค่ะ และช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้เกิดจากสามปัจจัยที่วิทยาศาสตร์ความจำรู้กันมานานแล้ว
อย่างแรกคือ ความจำมนุษย์ไม่ใช่กล้องวิดีโอ มันคือการ “ประกอบสร้างใหม่” ทุกครั้งที่นึกถึง โดยหยิบเศษข้อมูลจากหลายแหล่งมาปะติดปะต่อ และช่องว่างที่ขาดหายจะถูกเติมด้วยสิ่งที่ “น่าจะเป็น” โดยที่เราไม่รู้ตัว
อย่างที่สองคือ ภาวะความจำแฝง (Cryptomnesia) — การที่เราจำ ‘เนื้อหา’ ได้แต่จำ ‘ที่มา’ ไม่ได้ เหมือนที่เวอร์จิเนียจำเรื่องราวไอริชได้แต่ลืมไปว่าได้ยินมาจากเพื่อนบ้าน สมองจึงติดป้ายผิดว่านี่คือ “ความทรงจำของฉัน” และแม้แต่ “ความทรงจำจากชาติที่แล้ว” ก็เป็นแบบเดียวกันค่ะ
และอย่างที่สามคือธรรมชาติของภาวะสะกดจิตเอง — สภาแพทย์อเมริกันบรรยายภาวะนี้ไว้ว่ามีองค์ประกอบของการจดจ่อ การตอบสนองต่อคำแนะนำที่เพิ่มขึ้น และ ‘การพักการใช้วิจารณญาณ’ ไว้ชั่วคราว ซึ่งเป็นสภาพที่ดีมากสำหรับการผ่อนคลายและการเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรม แต่เป็นสภาพที่แย่มากสำหรับการทำหน้าที่เป็น ‘พยานหลักฐาน’ ค่ะ
การย้อนอดีต (Age Regression): ผู้ใหญ่ที่เล่นเป็นเด็ก ไม่ใช่เด็กคนเดิมที่ย้อนกลับมา
คำถามพื้นฐานที่สุดของเทคนิคย้อนอดีตคือ เมื่อผู้ใหญ่ถูกสะกดจิตให้ “กลับไปเป็นเด็กหกขวบ” เขากลับไปเป็นเด็กหกขวบจริงไหม
Martin Orne นักวิจัยด้านสะกดจิตคนสำคัญ ทดสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1951 ค่ะ เขาให้ผู้ใหญ่ที่ถูกย้อนวัยไปอายุหกขวบวาดรูปและเขียนหนังสือ แล้วเอาไปเทียบกับผลงานที่คนคนนั้นทำไว้จริงตอนหกขวบ ผลคือรูปที่วาดระหว่างสะกดจิตดู “เหมือนเด็ก” ก็จริง แต่มันคือแบบที่ ‘ผู้ใหญ่คิดว่าเด็กวาด’ — ภาพ ๆ นั้นมีความซับซ้อนแบบผู้ใหญ่ปะปนอยู่ และมีความผิดยุคที่เด็กในยุคนั้นไม่มีทางทำได้ เช่น สะกดคำยากได้ถูกต้อง หรือใช้ความรู้ที่เด็กวัยนั้นยังไม่มี Orne สรุปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘การแสดงบทบาท’ อย่างจริงใจของคนที่จมดิ่งอยู่ในประสบการณ์ของบทบาทนั้นๆ ไม่ใช่การย้อนกลับไปเป็นเด็กจริงๆ
สามสิบกว่าปีต่อมา Michael Nash รวบรวมงานวิจัยทั้งหมดที่เคยทดสอบเรื่องนี้มาทบทวนอย่างเป็นระบบ และตีพิมพ์ใน Psychological Bulletin ปี 1987 ค่ะ งานเหล่านั้นทดสอบครบทุกมิติ — ปฏิกิริยาทางประสาท ระดับพัฒนาการทางความคิดตามแบบทดสอบของ Piaget การรับรู้ภาพลวงตาที่เด็กกับผู้ใหญ่เห็นต่างกัน — และข้อสรุปของ Nash ก็ตรงไปตรงมา เขาสรุปว่าไม่มีหลักฐานว่าการย้อนอดีตด้วยการสะกดจิตทำให้การทำงานของสมองและร่างกายกลับไปเป็นแบบเด็กจริง กิจกรรมทางจิตและสรีรวิทยาของผู้ถูกย้อนวัยยังคงเป็นแบบผู้ใหญ่โดยพื้นฐานค่ะ
แต่การทดลองที่เราคิดว่าพูดแทนทั้งหมดได้ดีที่สุด คืองานของ Nash และคณะที่ใช้เรื่องเล็กๆ อย่าง ‘ตุ๊กตาหรือผ้าห่มประจำตัวในวัยเด็ก’ ค่ะ ทีมวิจัยติดต่อผู้ปกครองของอาสาสมัครเพื่อยืนยันว่าตอนเล็กๆ เด็กคนนั้นติดของชิ้นไหน จากนั้นสะกดจิตย้อนอดีตพาอาสาสมัครไปสู่ช่วงอายุสามขวบแล้วถามถึงของชิ้นนั้น ผลคือผู้ถูกสะกดจิตย้อนอดีตระบุของชิ้นนั้นได้ถูกต้อง ‘น้อยกว่า’ กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ถูกสะกดจิตอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ทั้งที่ระหว่างการทดลอง ท่าทาง การแสดงออก และอารมณ์ของพวกเขาดู “เหมือนเด็ก” กว่ามาก — นี่คือภาพที่ชัดที่สุดของช่องว่างระหว่าง “ดูสมจริง” กับ “ถูกต้อง”
การสะกดจิตทำให้ความจำแม่นขึ้นไหม
ถ้าการย้อนอดีตไม่ได้พากลับไปเป็นเด็กในช่วงเวลานั้นจริง คำถามถัดมาคือ อย่างน้อยการสะกดจิตช่วยให้ “ขุด” ความทรงจำที่ฝังอยู่ออกมาได้แม่นขึ้นไหม — เพราะนี่คือคำสัญญาหลักของเทคนิคย้อนอดีตทุกแบบ
คำตอบจากวงการแพทย์มาตั้งแต่ปี 1985 ค่ะ สภากิจการวิทยาศาสตร์ของสมาคมแพทย์อเมริกัน (AMA Council on Scientific Affairs) ทบทวนหลักฐานทั้งหมดแล้วตีพิมพ์ใน JAMA ว่า ความทรงจำที่ได้ระหว่างการสะกดจิตอาจเกี่ยวข้องกับการที่ความคิดถูกปรุงแต่งและความจำเทียม และไม่เพียงไม่แม่นยำ แต่ดูจะ ‘น่าเชื่อถือได้น้อยกว่า’ การนึกถึงความทรงจำเหล่านั้นในสภาวะปกติเสียอีก
เกือบสิบปีต่อมา Steblay และ Bothwell ทำการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) รวมงานวิจัย 24 ชิ้นที่เทียบความจำของพยานที่ถูกสะกดจิตกับที่ไม่ถูกสะกดจิต ผลสรุปในปี 1994 ตรงกับ AMA ค่ะ — ผู้ถูกสะกดจิตมีข้อผิดพลาดแทรกเข้ามาในระหว่างการนึกถึงความทรงจำเหล่านั้นได้มากกว่า มีระดับความจำเทียมสูงกว่า และที่อันตรายที่สุดคือ “มีความมั่นใจในความแม่นยำของตัวเองสูงกว่า” ทั้งที่ความทรงจำเหล่านั้นไม่ได้แม่นยำเอาเสียเลย พูดง่ายๆ คือการสะกดจิตไม่ได้ทำให้เห็นประสบการณ์ในอดีตของจริง แต่เพียงแค่ช่วยเพิ่มความรู้สึกมั่นใจว่าประสบการณ์ที่เห็นระหว่างเข้าภวังค์นั้นคือความจริงค่ะ และความมั่นใจที่ไม่มีความถูกต้องแม่นยำรองรับ คือส่วนผสมที่อันตรายที่สุดในเรื่องความจำ
ผลของหลักฐานชุดนี้ไปไกลถึงห้องพิจารณาคดีเลยนะคะ มันทำให้ศาลจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาจำกัดหรือไม่ยอมรับคำให้การที่ “ถูกขุดขึ้นมาด้วยการสะกดจิต” เป็นหลักฐาน เพราะระบบยุติธรรมที่ต้องการความจริงที่แน่นอนมากที่สุด และพวกเขาก็มองว่าข้อมูลที่ได้จากการสะกดจิตย้อนอดีตให้ความจริงได้น้อยที่สุดค่ะ
Lost in the Mall: เมื่อแค่คำแนะนำธรรมดา ก็สร้างความทรงจำทั้งเรื่องได้
มาถึงจุดนี้บางคนอาจคิดว่า “งั้นปัญหาอยู่ที่การสะกดจิตสิ” — แต่การทดลองที่โด่งดังที่สุดของวิทยาศาสตร์ความจำจะบอกว่า ปัญหาอยู่ลึกกว่านั้นค่ะ
ปี 1995 Elizabeth Loftus และ Jacqueline Pickrell แห่ง University of Washington ติดต่อครอบครัวของอาสาสมัคร เพื่อขอเหตุการณ์วัยเด็กที่เกิดขึ้นจริงสามเรื่อง จากนั้นทีมวิจัยก็ ‘แต่ง’ เหตุการณ์ที่สี่ขึ้นมา พวกเขาบอกอาสาสมัครว่า ครอบครัวของอาสาสมัครเล่าว่าเขาเคยหลงทางในห้างสรรพสินค้าตอนอายุราวห้าขวบ และด้วยความกลัวเด็กน้อยที่น่าสงสารจึงร้องไห้จ้า จนมีหญิงชราเข้ามาช่วย ทำให้เขาได้เจอครอบครัวในที่สุด แต่ทั้งนี้ทีมวิจัยแอบไปยืนยันกับครอบครัวแล้วว่าเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับอาสาสมัครจริงค่ะ จากนั้นทีมวิจัยจึงให้อาสาสมัครอ่านทั้งสี่เรื่อง (เรื่องจริงจากครอบครัว 3 เรื่อง และ เรื่องที่ทีมวิจัยแอบสร้างขึ้นมาอีก 1 เรื่อง แต่บอกอาสาสมัครว่าครอบครัวของพวกเขาบอกมาทั้ง 4 เรื่องนี้) แล้วให้อาสาสมัครเขียนรายละเอียดที่จำได้ และสัมภาษณ์ซ้ำอีกสองครั้งในสัปดาห์ต่อๆ มา
ผลคือประมาณหนึ่งในสี่ของอาสาสมัคร “จำ” เหตุการณ์หลงทางในห้าง (ที่ทีมวิจัยเต้าขึ้นมา) ได้ค่ะ และไม่ใช่แค่จำได้เฉยๆ นะคะ ในการสัมภาษณ์ติดตามผล พวกเขาสามารถบรรยายรายละเอียดที่ไม่มีอยู่ในเรื่องที่นักวิจัยแต่งให้พวกเขาอ่านเลยขึ้นมาได้ ทั้งลักษณะของหญิงสูงวัยที่มาช่วย เสื้อผ้าที่ใส่วันนั้น และความรู้สึกกลัว ความทรงจำเท็จมัน ‘งอกของมันเอง’ ขึ้นมาทุกครั้งที่สมองเรียกความทรงจำเท็จเหล่านั้นขึ้นมา
การทดลองนี้เป็นจุดตั้งต้นของงานวิจัยอีกจำนวนมากที่ทำซ้ำและขยายผลในทิศทางเดียวกัน และประเด็นสำคัญสำหรับเรื่องของเราอยู่ตรงนี้ค่ะ — Loftus ไม่ได้ใช้การสะกดจิตเลย แค่คำแนะนำจากแหล่งที่น่าเชื่อถือบวกกับการชวนให้นึกย้อนซ้ำๆ ก็สร้างความทรงจำทั้งเรื่องได้แล้ว ทีนี้ลองนึกดูนะคะว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเราเพิ่มภาวะจดจ่อผ่อนคลายที่ตัววิจารณญาณถูกพักไว้ โดยเพิ่มการชี้นำว่าจะ “เจออะไรสักอย่าง” และเพิ่มคำถามนำจากคนที่เราจ่ายเงินให้และมอบความไว้วางใจให้ เช่น “ดูให้ชัดขึ้นสิคะ ใครอยู่ตรงนั้น เขาทำอะไรคุณ” พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ ห้องย้อนอดีตคือห้องที่รวมทุกเงื่อนไขของการสร้างความทรงจำเท็จไว้ในที่เดียวค่ะ
ชาติที่แล้วมาจากไหน: การทดลองที่ตอบคำถามตรงๆ
แล้วการย้อนชาติล่ะ — ในเมื่อไม่มีครอบครัวให้ตรวจสอบ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรื่องราวชาติที่แล้วมาจากไหน
Nicholas Spanos และคณะที่ Carleton University ตอบคำถามนี้ด้วยการทดลองสี่ชุดที่ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology ปี 1991 ค่ะ พวกเขาสะกดจิตอาสาสมัครและให้คำแนะนำให้ย้อนไป “ก่อนจุดที่คุณจะเกิด” ผลที่ได้มีสามชั้น
ชั้นแรก — ผู้ที่ถูกสะกดจิตระลึกชาติมักให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาไม่มีความรู้ที่คนในยุคนั้นควรมี และทำผิดพลาดแบบที่คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนั้นไม่มีทางทำ เช่น ไม่รู้ว่าประเทศของตัวเองปกครองโดยใคร หรือใช้เงินสกุลที่ยังไม่มีในยุคนั้น
ชั้นที่สอง — ชั้นนี้สำคัญที่สุดค่ะ — เมื่อทีมวิจัย ‘เปลี่ยนสิ่งที่ชี้นำอาสาสมัครก่อนการสะกดจิต’ เนื้อหาชาติที่แล้วก็เปลี่ยนตาม กลุ่มที่ถูกบอกล่วงหน้าว่าคนในชาติที่แล้วมักมีเพศต่างจากชาตินี้ มีเชื้อชาติต่างออกไป และมักเคยถูกทารุณในวัยเด็ก ผู้ที่ถูกสะกดจิตระลึกชาติก็มักจะบอกเล่าเรื่องราวระหว่างการย้อนอดีตชาติตามลักษณะที่ทีมวิจัยได้ทำการชี้นำไว้ก่อนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ถูกชี้นำอย่างชัดเจน ดังนั้น “ชาติที่แล้ว” จึงสะท้อนผลของการชี้นำที่นักสะกดจิตส่งผ่านมาสู่ผู้ถูกสะกดจิตระลึกชาติ ไม่ใช่เรื่องราวในอดีตของจริงที่ถูกขุดพบขึ้นมาค่ะ
ชั้นที่สาม — ‘ความเชื่อ’ ว่าประสบการณ์นั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการถูกสะกดจิต แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว และขึ้นอยู่กับว่านักสะกดจิตนิยามประสบการณ์นั้นว่า “เป็นความจริง” หรือ “เป็นจินตนาการที่น่าสนใจ” — คน ๆ เดียวกัน ประสบการณ์แบบเดียวกัน แต่สามารถเชื่อต่างกันได้ตามคำที่นักสะกดจิตชี้นำและเลือกใช้
และเพื่อให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เรื่องของวัฒนธรรมตะวันตกเท่านั้น มีการทดลองที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Clinical and Experimental Hypnosis ซึ่งทำขึ้นตามคำขอของสถานีโทรทัศน์ในเกาหลีใต้ค่ะ ทีมวิจัยเลือกตัวละครหนึ่งจากประวัติศาสตร์จริงและอีกตัวละครหนึ่งจากนิยาย แล้วระหว่างนับถอยหลังพาอาสาสมัครสู่ชาติที่แล้ว ก็แทรกคำแนะนำถึงอัตลักษณ์นั้นสั้นๆ สามครั้ง ผลคืออาสาสมัคร 5 ใน 6 คน “ระลึก” ชาติที่แล้วได้ตรงกับอัตลักษณ์ที่ถูกชี้นำ พร้อมเนื้อหาที่สมบูรณ์ทั้งอารมณ์และรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ รวมถึงคนที่ได้ตัวละครจากนิยายด้วยค่ะ ทีมวิจัยสรุปด้วยประโยคที่ตรงไปตรงมาว่า การควบคุมอัตลักษณ์ที่สามารถเห็นได้จากอดีตชาติที่แล้วนั้นค่อนข้างง่ายและตรงไปตรงมาอย่างน่าตกใจ
แม้แต่นักวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิด ก็ปฏิเสธการสะกดจิตย้อนชาติ
จุดนี้อาจทำให้หลายคนแปลกใจค่ะ — Ian Stevenson แห่ง University of Virginia คือนักวิจัยที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการศึกษากรณีเด็กที่อ้างว่าจำชาติที่แล้วได้ทั่วโลกกว่าสองพันกรณี เขาคือคนที่เอาจริงเอาจังกับคำถามเรื่องการกลับชาติมาเกิดมากที่สุดในโลกวิชาการ และเขา ‘ปฏิเสธ’ การสะกดจิตย้อนอดีตชาติอย่างชัดเจน ถึงขั้นเขียนบทความในปี 1994 เรียกมันว่าเป็นตัวอย่างของ “ความเข้าใจผิดของนักสะกดจิตบำบัด” ค่ะ
หน่วยงานวิจัยที่เขาก่อตั้ง (Division of Perceptual Studies) ยังคงเผยแพร่คำเตือนเรื่องนี้จนถึงปัจจุบัน โดยระบุสองข้อที่ตรงกับคำโต้แย้งยอดนิยมที่สุดพอดี — ข้อแรก ประสบการณ์อารมณ์ที่เข้มข้นระหว่างการย้อนอดีตชาติ ‘ไม่ได้รับประกัน’ ว่าเป็นความทรงจำของชีวิตจริง เพราะความรู้สึกว่ากำลังใช้ชีวิตในอีกชีวิตหนึ่งอาจน่าประทับใจสำหรับผู้ประสบ แต่มันอาจเป็นจินตนาการเช่นเดียวกับความฝันส่วนใหญ่ของเรา และข้อที่สอง การที่อาการทางกายหรือทางใจดีขึ้นหลังการย้อนอดีตชาติ ‘ไม่ใช่หลักฐาน’ ว่าชาติที่แล้วนั้นมีจริง เพราะอาการเหล่านี้ดีขึ้นได้จากวิธีบำบัดหลากหลายชนิด ผ่านผลทั่วไปที่การบำบัดทุกแบบมีร่วมกัน
พูดง่ายๆ คือ ฝั่งที่ ‘เชื่อ’ เรื่องชาติที่แล้วมากที่สุด ก็ยังบอกว่าอย่าใช้การสะกดจิตเพื่อค้นหาอดีตชาติค่ะ
ราคาที่มนุษย์จ่ายจริง: บทเรียนจากยุคสงครามความทรงจำ
ทั้งหมดที่เล่ามาอาจฟังเหมือนเรื่องในห้องทดลอง แต่ในทศวรรษ 1980–1990 เมื่อการสะกดจิตย้อนอดีตเริ่มมีอิทธิพลต่อผู้คน มันก็ได้ทิ้งบาดแผลให้กับสังคมไว้ค่ะ
ช่วงนั้นการบำบัดที่เรียกว่า Recovered Memory Therapy ได้รับความนิยมสูงมาก โดยใช้การสะกดจิตย้อนอดีตและเทคนิคจินตภาพเพื่อ “ค้นหา” ความทรงจำการถูกทารุณในวัยเด็กที่ถูกกดเก็บไว้ ผู้รับบริการจำนวนมากออกจากห้องบำบัดพร้อมความทรงจำใหม่ที่เข้มข้นพร้อมกับความมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นระหว่างการถูกสะกดจิตย้อนอดีตเป็นเรื่องจริง จนนำไปสู่ความแตกแยกของครอบครัว มีการฟ้องร้อง และผู้ปกครองจำนวนหนึ่งถูกกล่าวหาด้วยเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ก่อนที่ในเวลาต่อมาผู้รับบริการจำนวนไม่น้อยจะ ‘ถอนคำกล่าวหา’ ต่อผู้ปกครองของเขา หลังพวกเขาตระหนักได้ว่าความทรงจำเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นในกระบวนการบำบัด — กลุ่มคนเหล่านี้ถูกศึกษาอย่างเป็นระบบในงานของ Lief และ Fetkewicz ปี 1995 และปรากฏการณ์ทั้งหมดถูกทบทวนในงานของ Steven Jay Lynn และคณะที่ตั้งชื่อได้ตรงใจว่า “Recalling the Unrecallable” ค่ะ
ต้องพูดให้ชัดนะคะว่า การทารุณกรรมในวัยเด็กเป็นเรื่องที่เคยเกิดจริงและเกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก บทเรียนของยุคนั้นไม่ได้บอกว่าความทรงจำเรื่องการถูกทารุณกรรมเป็นเท็จ แต่บอกว่าเครื่องมือที่ใช้ “ขุด” ความทรงจำเหล่านั้น สามารถสร้างมันขึ้นมาได้แม้กระทั่งกับคนที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นเลย — และเมื่อความทรงจำเท็จเรื่องการถูกทารุณกรรมถูกปลูกฝังลงในใจใครสักคน ราคาที่ต้องจ่ายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่คนคนเดียวแน่นอนค่ะ
ถึงคนที่เคยไปสะกดจิตย้อนอดีตมาแล้ว
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกหวิวๆ เพราะเคยผ่านประสบการณ์ย้อนอดีตหรือย้อนอดีตชาติมา เราอยากบอกสามอย่างค่ะ
หนึ่ง ประสบการณ์ของคุณไม่ใช่ของปลอมนะคะ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นนั้นเป็นของจริง น้ำตาเป็นของจริง และคุณไม่ได้ผิดที่เชื่อสิ่งเหล่านั้น เพราะดังเช่นที่งานวิจัยแสดง กลไกนี้ทำงานได้ดีที่สุดกับคนที่มีจินตนาการดีและเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีในชีวิต
สอง สิ่งที่คุณ “เห็น” อาจมีคุณค่าในฐานะ ‘ภาษาสัญลักษณ์’ ของใจ — เหมือนความฝันที่บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังแบก — โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ค่ะ การเปลี่ยนวิธีมองจาก “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง” เป็น “นี่คือสิ่งที่ใจฉันสร้างขึ้นมา และมันบอกอะไรฉันได้บ้าง” ไม่ได้ลดคุณค่าของประสบการณ์ แต่ทำให้มันปลอดภัยขึ้นมาก
สาม หากสิ่งที่คุณ “ค้นพบ” ในการย้อนอดีตเป็นเรื่องที่หนักหน่วง โดยเฉพาะความทรงจำเรื่องการถูกทำร้ายที่ไม่เคยมีมาก่อนการถูกสะกดจิต ขอให้ค่อยๆ ทบทวนกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ทำงานกับบาดแผลทางใจ (trauma-informed) โดยไม่รีบสรุปและไม่รีบตัดสินใจเรื่องใหญ่จากความทรงจำนั้นเพียงลำพังนะคะ และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอค่ะ
จุดยืนของ NBRH: ทำไมเราไม่ใช้เทคนิคย้อนอดีต
หลายคนถามเราตรงๆ ว่า ในเมื่อเป็นสำนักสะกดจิตบำบัด ทำไมไม่ทำย้อนอดีตทั้งที่คนต้องการบริการนี้เยอะแยะมากมาย — คำตอบอยู่ในบทความนี้ทั้งบทค่ะ และขอสรุปเป็นสามเหตุผลตรงๆ นะคะ
เหตุผลที่หนึ่ง — ‘เราไม่อยากเป็นคนสร้างความทรงจำให้ใคร’ ในห้องบำบัด นักสะกดจิตบำบัดต้องได้รับความเชื่อถือ ผู้รับบริการจึงจะอยู่ในภาวะที่วิจารณญาณชะลอตัวลง และทั้งสองฝ่ายต่างคาดหวังว่าจะ “เจออะไรสักอย่าง” — นี่คือสูตรของ Loftus บวกกับ Spanos ครบทุกส่วนผสม ต่อให้ผู้บำบัดระมัดระวังแค่ไหน คำถามเล็กๆ อย่าง “แล้วใครอยู่ตรงนั้น” ก็เพียงพอที่จะปลูกฝังอะไรบางอย่างลงไปได้ เราจึงเลือกไม่เข้าไปในพื้นที่นั้นตั้งแต่แรกค่ะ
เหตุผลที่สอง — ‘สิ่งที่เราทำงานด้วยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งความแม่นยำของความทรงจำเลย’ นี่คือหัวใจของแนวทาง Neuro-Behavioral Repatterning ค่ะ เราไม่ได้ถามว่า “ปัญหานี้เริ่มจากเหตุการณ์ไหน” แต่ถามว่า “ตอนนี้ระบบของคุณตอบสนองแบบไหน” — ความกังวลที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินน้ำเสียงบางแบบ ความแน่นในอกเมื่อต้องปฏิเสธใคร รูปแบบความคิดที่วนซ้ำจนกลายเป็นโปรแกรมอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ‘ในปัจจุบัน’ สังเกตได้ในปัจจุบัน และทำงานในปัจจุบัน โดยไม่ต้องรู้เลยว่าโปรแกรมนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อไหร่ เหมือนการแก้ซอฟต์แวร์ที่ทำงานผิดพลาดค่ะ — ช่างไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครเขียนบั๊กนั้นเมื่อสิบปีก่อน แค่เห็นว่าตอนนี้มันทำงานอย่างไร ก็สามารถปรับแก้ได้แล้ว
เหตุผลที่สาม — ‘ผู้รับบริการควรเป็นเจ้าของเรื่องราวชีวิตตัวเอง’ เมื่อไม่ต้องมีการค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ ก็ไม่มีความเสี่ยงที่ใครจะออกจากห้องพร้อมเรื่องราวใหม่เกี่ยวกับพ่อแม่ คู่ชีวิต หรือชาติที่แล้ว ที่ตัวเองไม่ได้เลือกและตรวจสอบไม่ได้ สิ่งที่ผู้รับบริการได้กลับไปคือรูปแบบการตอบสนองที่ยืดหยุ่นขึ้น ในชีวิตที่ยังเป็นชีวิตของเขาเองทุกประการ
และด้วยความซื่อสัตย์ต่อผู้อ่านเช่นเคยค่ะ — การสะกดจิตบำบัดมีหลักฐานสนับสนุนที่ดีในหลายเรื่อง เช่น การจัดการความปวด อาการลำไส้แปรปรวน และความวิตกกังวลบางรูปแบบ แต่แนวทางเฉพาะของเราในการทำงานกับรูปแบบการตอบสนองปัจจุบัน สะท้อนกรอบการทำงานและข้อสังเกตจากประสบการณ์ในห้องบำบัด ไม่ใช่ข้อสรุปจากงานวิจัยโดยตรง เราไม่ได้บอกว่าวิธีของเราคือคำตอบเดียว — เราแค่บอกว่าเมื่อหลักฐานเจ็ดสิบปีชี้ไปทางเดียวกันว่าการย้อนอดีตด้วยการสะกดจิตไม่น่าเชื่อถือในฐานะเครื่องมือค้นหาความจริง เราจึงเลือกที่จะไม่ใช้มันเป็นเครื่องมือค้นหาความจริงค่ะ และการสะกดจิตบำบัดก็ไม่ใช่ตัวแทนของการวินิจฉัยหรือการดูแลทางการแพทย์และจิตใจเมื่อจำเป็นนะคะ
เวอร์จิเนีย ไทก์ ใช้ชีวิตที่เหลือพยายามถอยห่างจากเรื่องราวของ Bridey Murphy ค่ะ เธอไม่เคยได้เป็นหญิงสาวชาวไอริชศตวรรษที่สิบเก้า แต่เธอเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งว่า ใจของมนุษย์เล่าเรื่องได้เก่งแค่ไหน — และทำไมคนที่ทำงานกับใจมนุษย์ จึงควรระวังให้มากที่สุดว่าจะไม่กลายเป็นคนป้อนบทให้เรื่องเล่านั้นเสียเอง
NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ในปัจจุบัน โดยไม่ค้นหาหรือยืนยันความทรงจำในอดีต ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ
แหล่งอ้างอิง
- Council on Scientific Affairs, American Medical Association. (1985). Scientific status of refreshing recollection by the use of hypnosis. JAMA, 253(13), 1918–1923.
- Lief, H. I., & Fetkewicz, J. (1995). Retractions of false memory: The evolution of pseudo-memories. Journal of Psychiatry & Law, 23(3), 411–435.
- Loftus, E. F., & Pickrell, J. E. (1995). The formation of false memories. Psychiatric Annals, 25(12), 720–725.
- Lynn, S. J., Lock, T. G., Myers, B., & Payne, D. G. (1997). Recalling the unrecallable: Should hypnosis be used to recover memories in psychotherapy? Current Directions in Psychological Science, 6(3), 79–83.
- Nash, M. R. (1987). What, if anything, is regressed about hypnotic age regression? A review of the empirical literature. Psychological Bulletin, 102(1), 42–52.
- Nash, M. R., Drake, S. D., Wiley, S., Khalsa, S., & Lynn, S. J. (1986). Accuracy of recall by hypnotically age-regressed subjects. Journal of Abnormal Psychology, 95(3), 298–300.
- Orne, M. T. (1951). The mechanisms of hypnotic age regression: An experimental study. Journal of Abnormal and Social Psychology, 46(2), 213–225.
- Pyun, Y. D., & Kim, Y. J. (2009). Creating past-life identity in hypnotic regression. International Journal of Clinical and Experimental Hypnosis, 57(3), 336–346.
- Spanos, N. P., Menary, E., Gabora, N. J., DuBreuil, S. C., & Dewhirst, B. (1991). Secondary identity enactments during hypnotic past-life regression: A sociocognitive perspective. Journal of Personality and Social Psychology, 61(2), 308–320.
- Steblay, N. M., & Bothwell, R. K. (1994). Evidence for hypnotically refreshed testimony: The view from the laboratory. Law and Human Behavior, 18(6), 635–651.
- Stevenson, I. (1994). A case of the psychotherapist’s fallacy: Hypnotic regression to “previous lives”. American Journal of Clinical Hypnosis, 36(3), 188–192.
- University of Virginia, Division of Perceptual Studies. Concerns about hypnotic regression.
- Bernstein, M. (1956). The Search for Bridey Murphy. Doubleday. (กรณีศึกษาและการตรวจสอบโดยสื่อในเวลาต่อมา)
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากอยากรู้ว่าการทำงานกับรูปแบบการตอบสนองในปัจจุบันเป็นอย่างไร เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ