Hypnosis · สะกดจิตบำบัด

สะกดจิตบำบัดแล้ว ต้องหยุดยาจิตเวชไหม — คำตอบที่เราอยากให้ทุกคนได้ยินก่อนตัดสินใจ

“ถ้าหนูเริ่มทำสะกดจิตบำบัดแล้ว หนูหยุดยาได้เลยไหมคะ?”

คำถามนี้เราได้ยินบ่อยมากค่ะ โดยเฉพาะจากคนที่เคยทานยาจิตเวชมาก่อนแล้วหันมาลองการสะกดจิตบำบัด บางคนถามเพราะอยากเลี่ยงผลข้างเคียงของยา บางคนรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องทานต่อ

ขอตอบแบบตรงไปตรงมานะคะ

“ไม่ควรหยุดเองเด็ดขาด” ค่ะ

ทำไมถึงหยุดเองไม่ได้?

ยาทางจิตเวชส่วนใหญ่ทำงานโดยการปรับสมดุลสารเคมีในสมองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเซโรโทนิน โดปามีน หรือสารสื่อประสาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และการทำงานของระบบประสาท การลดหรือหยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์อาจทำให้สมดุลทางเคมีที่กำลังปรับตัวอยู่เกิดการแปรปรวนได้ค่ะ

แม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว นั่นก็ไม่ได้แปลว่าร่างกายพร้อมที่จะหยุดยาทันทีเสมอไป การหยุดกะทันหันอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการหยุดยาแบบฉับพลันได้

ดังนั้นเรื่องการลดหรือเลิกยาจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้จิตแพทย์ประจำตัวเป็นผู้พิจารณาและปรับแผนการรักษาเท่านั้นค่ะ ไม่ว่าจะรู้สึกดีขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม

แล้วการสะกดจิตบำบัดทำงานต่างจากยาอย่างไร?

ยาจิตเวชทำงานในระดับเคมีของสมอง ในขณะที่การสะกดจิตบำบัดทำงานในระดับการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึกค่ะ

หัวใจของการสะกดจิตบำบัดคือการช่วยให้สมองได้เรียนรู้รูปแบบการตอบสนองใหม่ เพิ่มเติมข้อมูลที่สร้างสรรค์เข้าไปแทนที่วงจรการตอบสนองเดิมที่ไม่เป็นประโยชน์ เนื่องจากการสะกดจิตบำบัดไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านการเปลี่ยนแปลงระดับสารเคมีในสมองเหมือนยา จึงสามารถใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยยาได้ในหลายกรณีค่ะ โดยทั่วไปทั้งสองแนวทางทำงานคนละกลไกและมักใช้ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม แผนการรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาเป็นรายบุคคลร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลค่ะ

นั่นหมายความว่าการสะกดจิตบำบัดสามารถทำควบคู่ไปกับการทานยาจิตเวชได้อย่างปลอดภัยค่ะ ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นสองสิ่งที่ทำงานคนละระดับและสามารถเสริมกันได้

งานวิจัยพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร?

การทบทวนงานวิจัยทางวิชาการพบว่า การสะกดจิตที่ใช้ร่วมกับการบำบัดทางจิตเวชรูปแบบอื่น เช่น Cognitive Behavioral Therapy มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียวในหลายกรณีค่ะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสะกดจิตบำบัดมีแนวโน้มทำงานได้ดีในฐานะเครื่องมือเสริม มากกว่าการเป็นสิ่งทดแทนการรักษาทางการแพทย์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้แปลว่าการสะกดจิตบำบัดมีค่าน้อยกว่าค่ะ มันแค่ทำงานคนละบทบาทกัน ยาช่วยปรับสมดุลทางเคมีที่จำเป็นต่อการทำงานพื้นฐานของสมอง ในขณะที่การสะกดจิตบำบัดช่วยปรับรูปแบบความคิด ความเชื่อ และการตอบสนองในระดับที่ลึกกว่าความคิดทั่วไป

แล้วถ้าอยากลดยาจริงๆ ควรทำอย่างไร?

ขั้นตอนที่ปลอดภัยที่สุดคือการพูดคุยกับจิตแพทย์ประจำตัวอย่างตรงไปตรงมาค่ะ บอกเล่าว่ารู้สึกอย่างไร อาการดีขึ้นแค่ไหน และกำลังทำการสะกดจิตบำบัดควบคู่ไปด้วย จิตแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าร่างกายพร้อมสำหรับการปรับลดยาหรือไม่ และจะวางแผนการลดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปในแบบที่ปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล

การสะกดจิตบำบัดและจิตแพทย์ไม่ใช่คู่แข่งกันค่ะ ทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้รับการดูแล

เป้าหมายของการรักษาไม่ใช่การหยุดยาให้เร็วที่สุดค่ะ แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างปลอดภัย และสำหรับบางคน การใช้ยาชั่วคราวก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนั้น ขณะที่สำหรับบางคน การลดยาในอนาคตอาจเป็นไปได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ควรเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษาเสมอค่ะ

หากอยากเข้าใจว่าการสะกดจิตบำบัดทำงานกับสมองในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “การสะกดจิตบำบัดทำงานกับสมองอย่างไร” และถ้ามีคำถามหรือความเข้าใจผิดอื่นๆ เกี่ยวกับการสะกดจิต บทความ “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสะกดจิต: Myths vs Facts” มีคำตอบให้ค่ะ

← กลับไปหมวดสะกดจิตบำบัด
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากอยากรู้ว่าการสะกดจิตบำบัดจะทำงานร่วมกับแผนการรักษาของคุณได้อย่างไร เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ