Anxiety & Trauma · ความวิตกกังวล & บาดแผลทางใจ

โรควิตกกังวลเรื่องสุขภาพ (Health Anxiety) คืออะไร: ทำไมยิ่งเช็กยิ่งกังวล และดูแลอย่างไร

หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาดๆ ระหว่างที่กำลังเช็ดผมอยู่โบก็บังเอิญคลำไปเจอก้อนเล็กๆ ที่คอ ใจเธอตกไปอยู่ตาตุ่มทันที

เธอเริ่มคลำซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วก็หยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชอาการ ยิ่งอ่านยิ่งเจอโรคร้ายที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ คืนนั้นโบแทบไม่ได้นอน วันรุ่งขึ้นเธอรีบไปหาหมอแต่เช้า ผลตรวจออกมาหมอบอกว่าต่อมน้ำเหลืองปกติดี ไม่มีอะไรน่ากังวล โบโล่งอกอยู่ได้แค่วันสองวัน ก่อนที่เสียงเล็กๆ ในหัวของเธอจะเริ่มแทรกกลับขึ้นมาว่า “หรือหมอตรวจไม่เจอ หรือเราน่าจะไปตรวจที่อื่นอีกที” แล้ววงจรเดิมๆ ก็เริ่มใหม่ คราวนี้จากแค่ก้อนที่คอ เธอเริ่มมีอาการปวดหัวที่เธอแน่ใจว่าต้องเป็นเนื้องอก ชีวิตของโบเริ่มวนเวียนอยู่กับการเฝ้าระวังสุขภาพร่างกายตัวเองตลอดเวลา จะทั้งกายทั้งใจแทบไม่ได้พักเอาเสียเลย

Health Anxiety คืออะไร และต่างจากการใส่ใจสุขภาพตามปกติตรงไหน

ความใส่ใจสุขภาพ คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และไปตรวจเมื่อมีอาการ เป็นสิ่งที่ดีและควรทำค่ะ ความกังวลในระดับที่พอเหมาะจะช่วยให้เราดูแลตัวเองและไปพบแพทย์ได้ทันเวลา ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นการดูแลตัวเองที่สมเหตุสมผล

แต่โรควิตกกังวลเรื่องสุขภาพ มันต่างออกไปตรงระดับความต่อเนื่องของอาการที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่มีต่อเราค่ะ หมายถึงว่าความกลัวว่าตัวเองกำลังเป็นหรือกำลังจะเป็นโรคร้ายแรงนั้นรุนแรงและคงอยู่นาน มักเกิดจากการตีความความรู้สึกหรือสัญญาณที่ผิดปกติไปเพียงเล็กน้อยในร่างกาย เช่น ใจเต้นเร็ว ปวดเมื่อย หรือก้อนที่เกิดตามจุดต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นก้อนที่ไม่มีอะไรผิดปกติ ว่าเป็นหลักฐานของโรคร้าย และความกลัวเหล่านี้มักไม่หายไปไหนแม้หมอจะตรวจแล้วและบอกว่าปกติดี จนความกังวลที่เกิดขึ้นเริ่มกินเวลา กินพลังใจ และรบกวนการใช้ชีวิต การงาน หรือความสัมพันธ์ ในบางกรณีทางการแพทย์เรียกสภาวะนี้ว่า Illness Anxiety Disorder

ทั้งนี้การที่คนๆ หนึ่งจะเคยกังวลหนักเรื่องสุขภาพในบางช่วง โดยเฉพาะหลังจากพบว่ามีคนใกล้ตัวป่วย ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นภาวะนี้เสมอไปนะคะ และที่สำคัญ ภาวะวิตกกังวลเรื่องสุขภาพกับการเจ็บป่วยจริงก็เกิดขึ้นพร้อมกันได้ การมีภาวะนี้จึงไม่ได้แปลว่าทุกอาการที่คุณรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติจะไม่ใช่เรื่องจริง และไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้แพทย์ควรมองข้ามอาการใหม่ หรือหยุดประเมินโรคทางกายที่อาจเกิดขึ้นจริง การวินิจฉัยและการประเมินอาการทางกายจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญค่ะ

ทำไมยิ่งเช็กยิ่งกังวล

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Health Anxiety เกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อนคือ วงจรของการหาความมั่นใจเพื่อยืนยันตัวเอง หรือ Reassurance-Seeking ค่ะ

เรื่องมักเริ่มจากการเจอสัญญาณอะไรบางอย่างในร่างกาย แล้วสมองก็ตีความสัญญาณนั้นไปในทางที่ร้ายที่สุด พอกลัวขึ้นมา เราก็อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หายกลัว เช่น คลำจุดนั้นซ้ำ เช็กร่างกายซ้ำๆ เสิร์ชอาการในอินเทอร์เน็ต หรือไปหาหมอเพื่อขอความมั่นใจ แน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้สามารถมอบความโล่งใจให้เราได้ แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกโล่งใจชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่นานความสงสัยและความกังวลก็จะแทรกกลับขึ้นมาอีก “แน่ใจแล้วเหรอ ตรวจครบแล้วจริงเหรอ” จนต้องกลับไปเช็กอีก วนไปวนมาแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซ้ำร้ายยิ่งตรวจเช็กอาการก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เพราะทุกครั้งที่ตรวจแล้วสบายใจ สมองก็เรียนรู้ว่าการตรวจคือทางออกของความกลัว ทำให้ยิ่งอยากตรวจเช็กบ่อยขึ้น

นอกจากนี้การเสิร์ชอาการในอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเร่งที่พบบ่อยมากในยุคนี้ค่ะ บางครั้งเรียกกันว่า Cyberchondria เพราะข้อมูลในเน็ตมักแสดงความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงปะปนมาเสมอ และมันเป็นเรื่องธรรมดาคนที่กำลังกังวลอยู่มักสะดุดตากับความเป็นไปได้ที่แย่ที่สุด ยิ่งอ่านจึงยิ่งกลัว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะใจเรารับสภาพ “ไม่รู้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าปลอดภัยแน่” ได้ยากมากหรือไม่ได้เลย จนต้องพยายามไล่ล่าความมั่นใจที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งในเรื่องสุขภาพนั้นแทบไม่มีทางได้มาแบบเบ็ดเสร็จ การไล่ล่าหาความจริงนั้นจึงไม่มีวันจบค่ะ

Health Anxiety เปรียบเหมือนการดื่มน้ำเค็มแก้กระหาย

ลองนึกถึงการต้องกินน้ำเค็มเพื่อดับกระหายนะคะ ดื่มเข้าไปอึกแรกๆ ก็เหมือนน้ำเค็มจะช่วยดับกระหายได้ แต่ไม่นานความกระหายก็กลับมาหนักกว่าเดิม เพราะน้ำเค็มไม่สามารถดับกระหายได้จริง ยิ่งดื่มก็ยิ่งกระหาย การหาความมั่นใจซ้ำๆ อย่างการตรวจเช็กร่างกายหรือเสิร์ชว่าเราเป็นอะไรก็คล้ายกัน มันให้ความโล่งใจชั่วครู่ แต่แล้วความกลัวก็จะกลับมา และเรียกร้องให้ตรวจเช็กมากขึ้นอีก

แต่ว่าการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการที่ควรตรวจไม่ใช่น้ำเค็ม แต่เป็นน้ำจืดที่ร่างกายต้องการจริงๆ และเป็นสิ่งที่ควรทำที่สามารถช่วยเราได้ สิ่งที่น้ำเค็มเป็นคือการตรวจเช็กร่างกายแบบวนซ้ำไปมาแบบไม่รู้จบถึงแม้นว่าจะได้รับคำตอบทางการแพทย์ที่ชัดเจนแล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่การเลิกดื่มน้ำไปเลยจนขาดน้ำ แต่คือการเรียนรู้ที่จะแยกระหว่างน้ำจืดที่ร่างกายต้องการ กับน้ำเค็มที่ยิ่งดื่มยิ่งทรมาน ซึ่งเรื่องนี้ทำได้ดีที่สุดจะต้องมีแพทย์ที่ไว้ใจได้ช่วยเป็นผู้ประเมินอาการอย่างต่อเนื่องค่ะ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์ และควรดูแล Health Anxiety อย่างจริงจัง

เรื่องนี้สำคัญมากและอยากให้อ่านให้ครบค่ะ ขอย้ำอีกครั้งว่า อาการทางกายที่เพิ่งเป็น เกิดขึ้นต่อเนื่อง เปลี่ยนไปจากเดิม รุนแรงขึ้น หรือทำให้คุณกังวล ควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์เสมอ การมีภาวะวิตกกังวลเรื่องสุขภาพไม่ได้แปลว่าร่างกายแข็งแรงปลอดโรคภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการดูแลภาวะนี้จึงไม่ได้แปลว่าให้เลิกไปหาหมอ

สิ่งที่เป็นสัญญาณว่าควรดูแลตัว Health Anxiety อย่างจริงจัง คือเมื่อความกลัวโรคยังคงรุนแรงและกินพื้นที่ชีวิตต่อไป แม้ได้รับการตรวจและคำอธิบายทางการแพทย์ที่ชัดเจนแล้ว เมื่อการตรวจเช็กร่างกาย การเสิร์ชอาการ หรือการหาความมั่นใจเริ่มกินเวลาและพลังใจไปมาก หรือเมื่อความกลัวทำให้คุณทุกข์จนกระทบการนอน การงาน และความสัมพันธ์ ในจุดนี้จึงควรได้รับการดูแลด้านจิตใจ ควบคู่ไปกับการมีแพทย์ประจำที่ไว้ใจได้คอยดูแลด้านร่างกาย จะช่วยให้คุณค่อยๆ ออกจากวงจรได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดเรื่องสุขภาพจริง และหากช่วงไหนความทุกข์ทางใจหนักเกินกว่าจะรับไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ

การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพ

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับผู้รับบริการ โดยทำงานควบคู่ไปกับการดูแลทางการแพทย์ ไม่ใช่แทนที่การตรวจหรือการรักษาโรคทางกายค่ะ จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพในห้องบำบัดมักโฟกัสไปที่การช่วยให้ผู้รับบริการค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์กับสัญญาณในร่างกาย จากการตีความทุกความรู้สึกว่าเป็นสัญญาณของโรคร้าย ไปสู่การรับรู้มันได้โดยไม่ตื่นตระหนกทันที การค่อยๆ คลายวงจรการตรวจเช็กและการหาความมั่นใจที่ยิ่งทำยิ่งกังวล และการปรับความสัมพันธ์กับความไม่แน่นอนเรื่องสุขภาพ จากการต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าปลอดภัยจึงจะสงบได้ ไปสู่การอยู่กับความไม่แน่นอนตามธรรมชาติของชีวิตได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจากการทำงานจริง และสอดคล้องกับเป้าหมายของการดูแลที่งานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการดูแลความวิตกกังวลเรื่องสุขภาพอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการหาหลักฐานให้ได้ว่าตัวเองปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีวันได้มาแบบเบ็ดเสร็จ แต่เกิดจากการค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองต่อสัญญาณในร่างกายและความไม่แน่นอน ให้ระบบไม่ต้องกระโดดเข้าสู่ความกลัวและการเช็กทุกครั้ง จนความกังวลเรื่องสุขภาพไม่ใช่สิ่งที่กำหนดจังหวะชีวิตของคุณอีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าอาการที่คุณกังวลคือใจสั่นหรือหายใจไม่ทันที่มาเป็นระลอกเฉียบพลัน ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Panic Attack (อาการแพนิค) ทำไมยิ่งกลัวยิ่งแพนิค หรือถ้าความกังวลของคุณไม่ได้อยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ล่องลอยไปหลายเรื่องในชีวิต บทความเรื่อง โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) ทำไมความกังวลถึงไม่ยอมหยุด ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดความวิตกกังวล & บาดแผลทางใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความกลัวเรื่องสุขภาพยังวนกลับมาแม้ผลตรวจจะปกติ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ