Panic Attack (อาการแพนิค) คืออะไร: ทำไมยิ่งกลัวยิ่งแพนิค และดูแลอย่างไร
บนรถไฟฟ้าช่วงเย็นที่คนกำลังแน่นขนัด จู่ๆ หัวใจของมาร์คก็เต้นแรงขึ้นมาเอง ตอนแรกเขาคิดว่าคงเพราะเขาร้อน แต่แล้วหัวใจก็เต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนหายใจไม่ทัน มือ-เท้าชา เหงื่อแตก และความคิดหนึ่งก็พุ่งขึ้นมา “เรากำลังจะหัวใจวายหรือเปล่า หรือเรากำลังจะเป็นอะไรไป” ยิ่งคิดแบบนั้น อาการก็ยิ่งหนัก โลกรอบตัวดูเบลอไปหมด เขาพยายามพาตัวเองเบียดฝูงชนลงจากรถไฟฟ้าที่สถานีถัดไปทั้งๆ ขาสั่น ลงมายืนหอบอยู่ที่ชานชาลานานตั้งหลายนาทีกว่าจะค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากวันนั้น มาร์คเริ่มเลี่ยงการขึ้นรถไฟฟ้าตอนคนเยอะ และทุกครั้งที่หัวใจเต้นเร็วขึ้นแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะเกร็งทั้งตัวเพราะกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก สิ่งที่เขากลัวที่สุดตอนนี้ จึงไม่ใช่รถไฟฟ้า แต่เป็นความรู้สึกตื่นตระหนกหรือ Panic นั้นเอง
อาการแพนิคคือคลื่นของความกลัวหรือความไม่สบายอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและขึ้นถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่นาที มันมักมาพร้อมอาการทางกาย เช่น ใจสั่น หายใจไม่ทัน เจ็บหน้าอก เวียนหัว มือชา เหงื่อออก ความรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวไม่จริง และความกลัวว่ากำลังจะตายหรือกำลังจะเสียการควบคุม
แต่ขอทำความเข้าใจก่อนนะคะว่ การเกิดอาการแพนิคเพียงครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นโรคแพนิค (Panic Disorder) ทันทีค่ะ แต่หากสิ่งนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่คาดฝัน และตามมาด้วยความกลัวว่าจะเกิดอีกหรือหลีกเลี่ยงต่อสถานการณ์นั้นๆ จนกระทบชีวิต เช่นนี้ควรได้รับการประเมินค่ะ
และหากได้รับการประเมินแล้วว่าอาการที่เป็นเกิดจาก Panic Attack ขอเน้นย้ำตรงนี้ก่อนนะคะว่า ตัวอาการแพนิคเองไม่ได้ทำให้เสียชีวิต แม้ความรู้สึกในขณะนั้นจะรุนแรงและน่ากลัวมากก็ตาม อย่างไรก็ตาม อาการลักษณะเดียวกันอาจเกิดจากภาวะทางกายได้ ดังนั้นการไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุทางกายจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ
Panic Attack คืออะไร และต่างจาก Panic Disorder ตรงไหน
อาการแพนิค หรือ Panic Attack คือการที่ระบบตอบสนองต่อภัยของร่างกาย ซึ่งก็คือระบบสู้หรือหนี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงค่ะ ถ้าถามว่าแพนิคคืออะไรในเชิงกลไก มันคือคลื่นของการตื่นตัวที่บางครั้งเกิดโดยไม่พบอันตรายตรงหน้าอย่างชัดเจน และบางครั้งเกิดขึ้นเมื่อเผชิญสถานการณ์หรือสัญญาณที่สมองเชื่อมโยงกับภัย ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาเตรียมให้เราสู้หรือวิ่งหนี หัวใจจึงเต้นเร็ว การหายใจถี่ขึ้น และประสาทสัมผัสตื่นตัวเต็มที่
เมื่อร่างกายเข้าสู่ภาวะเตรียมรับภัยแบบนี้ หัวใจ การหายใจ กล้ามเนื้อ และการรับรู้จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หากสมองตีความความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่าเป็นหลักฐานว่ากำลังเกิดหายนะ ความกลัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นและกระตุ้นอาการทางกายให้ชัดขึ้น จนเกิดเป็นวงจรแพนิคที่รู้สึกน่ากลัวมากค่ะ
จุดที่ควรแยกให้ชัดคือ การมีอาการแพนิคเป็นครั้งคราว พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปในช่วงที่เครียดหนัก ส่วนโรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นภาวะที่มีอาการแพนิคกำเริบซ้ำๆ แบบไม่คาดฝัน ร่วมกับการกังวลอย่างต่อเนื่องว่าจะเกิดอีก หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงมัน จนกระทบการใช้ชีวิต บางคนเริ่มเลี่ยงสถานการณ์ที่กลัวว่าจะหนีออกมายากหากเกิดอาการ เช่น กลัวขึ้นรถไฟฟ้าตอนคนแน่น ซึ่งหากการหลีกเลี่ยงขยายวงจนเริ่มจำกัดพื้นที่ในชีวิต บางครั้งก็เกี่ยวข้องกับภาวะที่เรียกว่า Agoraphobia การมีอาการแพนิคหนึ่งครั้งจึงไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรคแพนิคเสมอไป การวินิจฉัยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญประเมินอย่างรอบด้านค่ะ
ทำไมยิ่งกลัวยิ่งแพนิค
หัวใจของอาการแพนิคที่ทำให้มันหมุนวนได้ คือสิ่งที่เรียกว่าการกลัวความกลัว หรือ Fear of Fear ค่ะ
เรื่องเริ่มจากร่างกายมีสัญญาณบางอย่างขึ้นมา อาจเป็นใจที่เต้นเร็วขึ้นเพราะเดินขึ้นบันได ดื่มกาแฟ หรือแค่ร้อน แต่ในจังหวะที่ระบบตื่นตัวอยู่ สมองอาจอ่านสัญญาณธรรมดานี้ผิดไปว่าเป็นสัญญาณของหายนะ เช่น ใจเต้นเร็วเพราะปัจจัยอื่น แต่สมองกลับตีความว่ากำลังจะหัวใจวาย หรือแค่เวียนหัว แต่สมองกลับตีความว่ากำลังจะเป็นลมหรือกำลังจะตาย พอตีความแบบนั้น ความกลัวก็พุ่งขึ้น ซึ่งความกลัวเองก็สั่งให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาอีก อาการทางกายก็ยิ่งหนักขึ้น แล้วก็ยิ่งยืนยันความคิดว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้าย วนเป็นเกลียวที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาไม่กี่นาที
ซึ่งการหายใจก็อาจมีส่วนในวงจรนี้ค่ะ ในบางคน การหายใจเร็วหรือมากเกินความต้องการของร่างกาย (Hyperventilation) อาจมีส่วนทำให้เกิดอาการอย่างมือชา เวียนหัว หรือรู้สึกหวิว และเมื่ออาการเหล่านั้นถูกตีความว่าเป็นสัญญาณอันตราย ก็ยิ่งเติมเชื้อให้วงจรแพนิค อย่างไรก็ตาม การหายใจเร็วที่มากเกินไปไม่ได้เกิดกับทุกคน และอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบ และเมื่อผ่านประสบการณ์นี้ไปแล้ว หลายคนก็เริ่มคอยจับจ้องสัญญาณในร่างกายตัวเองตลอดเวลา พร้อมกับเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่เคยเกิดอาการ ซึ่งการจับจ้องและการหลีกเลี่ยงนี้เอง ที่ทำให้ระบบยิ่งไวต่อสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ มากขึ้นไปอีก
Panic Attack เปรียบเหมือนไฟเตือนบนแผงหน้าปัดที่ถูกอ่านผิด
ลองนึกถึงไฟเตือนบนแผงหน้าปัดรถว่ามีไฟดวงหนึ่งกะพริบขึ้นมาบนหน้าปัดนะคะ ความจริงคือไฟดวงนี้ไม่ได้พังอะไร หัวใจของเราเต้นเร็วขึ้นจริง แต่ปัญหาอยู่ที่การอ่านความหมายของมัน ในภาวะแพนิค สมองอ่านไฟที่กะพริบว่า “เครื่องยนต์กำลังจะระเบิด” ทั้งที่จริงๆ แล้วไฟดวงนั้นอาจกำลังบอกแค่ว่าเราเพิ่งเร่งเครื่องขึ้นเนินมา ยิ่งเราตกใจกับไฟที่กระพริบเตือน เราก็ยิ่งพยายามเหยียบเบรกกะทันหันจนทุกอย่างโกลาหลกว่าเดิม
แต่ทั้งนี้บางครั้งไฟเตือนก็แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก่อนเสมอ คือพารถไปให้ช่างตรวจ นั่นคือการไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกสาเหตุทางกายให้แน่ใจก่อน และเมื่อตรวจแล้วพบว่าเครื่องยนต์ปกติดี งานที่เหลือจึงเป็นการค่อยๆ เรียนรู้ที่จะไม่อ่านไฟทุกดวงว่าเป็นหายนะ จนไม่ต้องคอยกระทืบเบรกด้วยความตกใจทุกครั้งที่มันกะพริบ
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ และเมื่อไหร่ควรดูแลอาการแพนิคอย่างจริงจัง
เรื่องนี้สำคัญมากและอยากให้อ่านให้ครบค่ะ หลายคนสงสัยว่าแพนิคกับโรคหัวใจต่างกันอย่างไร และความจริงคืออาการของแพนิคหลายอย่าง ทั้งเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ทัน ก็เป็นอาการที่พบได้ในภาวะทางกายที่ร้ายแรงเช่นกัน เช่น ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ไทรอยด์ ผลจากสารหรือยา และภาวะอื่นที่มีอาการคล้ายกัน ดังนั้นโดยเฉพาะถ้าเป็นครั้งแรก หรืออาการรุนแรง ผิดไปจากเดิม หรือมีอาการที่น่ากังวลอื่นร่วมด้วย การไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีสาเหตุทางกายเป็นเรื่องที่ควรทำก่อนเสมอ อย่าเพิ่งด่วนสรุปเองว่าเป็นแค่แพนิคค่ะ และหากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง เป็นลม แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หายใจลำบากมาก อาการเกิดขึ้นระหว่างออกแรง หรือเป็นอาการใหม่ที่ไม่เคยได้รับการตรวจ ควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันทีค่ะ
เมื่อตรวจแล้วพบว่าไม่มีสาเหตุทางกาย และอาการแพนิคเริ่มเกิดซ้ำหรือทำให้คุณต้องคอยหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆ ในชีวิต การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจะช่วยให้อาการค่อยๆ ดีขึ้นได้ ข่าวดีคืออาการแพนิคเป็นสิ่งที่ดูแลให้ทุเลาลงได้จริง และคุณไม่จำเป็นต้องเผชิญกับมันเพียงลำพังค่ะ
การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับอาการแพนิค
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับผู้รับบริการ โดยไม่ได้มองว่ามันเป็นตัวแทนของการวินิจฉัยหรือการดูแลทางการแพทย์เมื่อจำเป็นค่ะ จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับอาการแพนิคในห้องบำบัดมักโฟกัสไปที่การช่วยให้ผู้รับบริการฝึกเข้าถึงและคงสภาวะที่สงบขึ้น โดยไม่ตีความความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในร่างกายว่าเป็นอันตราย การค่อยๆ ปรับความสัมพันธ์กับสัญญาณในร่างกาย จากการมองว่าใจเต้นเร็วหรือหายใจเปลี่ยนคือสัญญาณอันตราย ไปสู่การรับรู้มันได้โดยไม่ตื่นตระหนก และการลดการจับจ้องสัญญาณในร่างกาย พร้อมกับปรับรูปแบบอัตโนมัติที่ทำให้เจ้าตัวรีบหลีกเลี่ยงทันทีเมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจากการทำงานจริง และสอดคล้องกับเป้าหมายของการดูแลที่งานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการดูแลอาการแพนิคอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการพยายามควบคุมไม่ให้ร่างกายมีอาการใดๆ เลย แต่เกิดจากการค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการรับรู้และตอบสนองต่อสัญญาณในร่างกาย ให้ระบบสามารถแยกได้แม่นขึ้นว่าอะไรคือความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ และอะไรคือสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลจริง เมื่อสัญญาณธรรมดาไม่ถูกตีความเป็นหายนะทุกครั้ง วงจรความกลัวที่เคยเลี้ยงตัวเองก็มีโอกาสค่อยๆ อ่อนแรงลง และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าความกังวลของคุณไม่ได้เกาะอยู่กับอาการทางกายอย่างเดียว แต่ล่องลอยไปหลายเรื่องในชีวิต ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) ทำไมความกังวลถึงไม่ยอมหยุด หรือถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมสมองถึงอ่านสัญญาณธรรมดาเป็นภัยได้ บทความเรื่อง สมองทำนาย (Predictive Brain) ทำไมเราถึงรู้สึกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความกลัวว่าอาการแพนิคจะเกิดอีกกำลังจำกัดชีวิตของคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ