ความโศกเศร้าจากการสูญเสีย (Grief): เมื่อความรักกลายเป็นโซ่ตรวนหลังคนที่รักจากไป
สี่เดือนหลังจากแม่จากไป พลอยกลับไปทำงานได้ตามปกติแล้ว ใครเห็นเธอก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เธอทำใจได้แล้ว”
จนบ่ายวันหนึ่ง เธอเดินผ่านชั้นวางขนมในซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วมือก็เอื้อมไปหยิบขนมที่แม่ชอบและเธอเคยซื้อฝากแม่ทุกสัปดาห์โดยอัตโนมัติ ในเสี้ยววินาทีเธอก็รู้ตัวว่าไม่มีใครให้ซื้อฝากอีกแล้ว บางสิ่งบางอย่างก็ซัดขึ้นมาจนเธอรู้สึกแน่นหน้าอก เธอทิ้งรถเข็นไว้หน้าเชลฟ์ขนมนั้น แล้วเดินออกไปนั่งร้องไห้ในรถคนเดียว
สัปดาห์ก่อน มีคนหวังดีพูดกับเธอว่า “ตั้งหลายเดือนแล้วนะ ทำใจได้แล้ว เดินหน้าต่อได้แล้ว” และคำนั้นก็ทำให้พลอยเริ่มสงสัยตัวเอง “หรือเราจะผิดปกติ ทำไมยังเศร้าขนาดนี้อยู่อีก”
ความเศร้าจากการสูญเสีย ไม่ใช่โรค แต่คือความรักที่ยังอยู่
ความโศกเศร้าเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของมนุษย์ต่อการสูญเสียคนที่รัก ไม่ใช่โรคที่ต้องรีบรักษาให้หาย และไม่ใช่สิ่งที่มีวิธี “แก้ไขให้ถูกต้อง” เพียงแบบเดียว
บ่อยครั้งมีคนกล่าวว่า ความเศร้าคือความรักที่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน หลังจากคนที่เรารักจากไป และนั่นอาจอธิบายได้ว่าทำไมความรู้สึกนี้มันถึงหนักหนานัก เพราะยิ่งเรารักมากเท่าไหร่ ที่ว่างที่เขาทิ้งไว้ก็ยิ่งใหญ่เท่านั้น
ความเศร้าไม่ได้เกิดแค่ในใจ แต่มันส่งผลต่อทางร่างกายด้วย ทั้งความอ่อนล้า การนอนที่แย่ลง ความอยากอาหารที่หายไป สมองล้าจนคิดอะไรไม่ค่อยออก หรือแม้แต่อาการปวดตื้อๆ ในร่างกาย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของการสูญเสีย ไม่ใช่สัญญาณว่าคุณกำลังแย่ลงค่ะ
ความเข้าใจผิดเรื่อง “ห้าระยะของความเศร้า”
หลายคนเคยได้ยินเรื่อง “ห้าระยะของความเศร้า” ที่ว่าต้องผ่านการปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง ซึมเศร้า แล้วจึงยอมรับตามลำดับ จนเชื่อว่าถ้าตัวเองไม่รู้สึกไปตามนั้น แปลว่ากำลัง “เศร้าผิดวิธี”
ความจริงคือความเศร้าไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง มันมักมาเป็นระลอกคลื่น บางวันสงบ บางวันถูกซัดจนตั้งตัวไม่ทัน วนไปวนมาไม่มีลำดับที่แน่นอน การที่ความเศร้าของคุณไม่ตรงรูปแบบห้าระยะของความเศร้า จึงไม่ได้แปลว่าคุณกำลังผิดปกติ มันแค่แปลว่าคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังเศร้าในแบบของตัวเองเท่านั้น
เราไม่ได้ก้าวข้ามความเศร้า แต่เราค่อยๆ เติบโตรอบมัน
มีภาพหนึ่งที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้ดีค่ะ ลองนึกถึงลูกบอลที่อยู่ในโหลแก้วใบหนึ่ง
ในช่วงแรกหลังการสูญเสีย ลูกบอลแห่งความเศร้ามีขนาดเกือบเท่าขวดโหลทั้งใบ มันเบียดชนทุกด้าน ทำให้แทบทุกอย่างในชีวิตสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด หลายคนคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป ลูกบอลนี้จะค่อยๆ เล็กลง แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นจริงกลับต่างออกไป ลูกบอลอาจไม่ได้เล็กลงเลย เพียงแต่ขวดโหลแห่งชีวิตของเรา ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นรอบๆ มันต่างหาก
นั่นหมายความว่า ความเศร้ามันยังคงอยู่และยังหนักเท่าเดิมในวันที่คลื่นซัดมา แต่รอบๆ ลูกบอลนั้น มีพื้นที่ของชีวิตที่ค่อยๆ งอกงามขึ้น มีวันธรรมดา มีเสียงหัวเราะ มีความหมายใหม่ๆ แทรกเข้ามา เราจึงไม่ได้ “ก้าวข้าม” ความเศร้าจนมันหายไป แต่เราเรียนรู้ที่จะโอบอุ้มมันไว้ในชีวิตที่กว้างขึ้นต่างหากค่ะ
การรักษาไม่ได้แปลว่าการลืม
หนึ่งในความเชื่อที่สร้างความทุกข์โดยไม่จำเป็น คือความคิดที่ว่าการหายเศร้าต้องมาพร้อมการ “ปล่อยวาง” หรือ “ตัดใจ” จากคนที่จากไป ราวกับต้องลืมเขาเสียก่อนถึงจะเดินต่อได้
แต่มุมมองในงานด้านความสูญเสียปัจจุบันมองต่างออกไป การเยียวยาไม่ได้แปลว่าการตัดสายสัมพันธ์ทิ้ง แต่คือการค่อยๆ หาที่ทางใหม่ให้ความสัมพันธ์นั้นในใจเรา คนที่เรารักไม่ได้หายไปจากตัวตนของเรา เขายังอยู่ในความทรงจำ ในคุณค่าที่เขาสอน ในนิสัยบางอย่างที่เราติดมาจากเขา การเก็บความรักนั้นไว้และพามันเดินต่อไปด้วยกัน จึงไม่ใช่การเศร้าที่ไม่ยอมจบ แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเยียวยาที่อ่อนโยนค่ะ
เมื่อความเศร้าต้องการการดูแลเพิ่มเติม
สำหรับคนส่วนใหญ่ ความเศร้าจะค่อยๆ รับมือได้ง่ายขึ้นตามกาลเวลา และการได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม แม้มันจะไม่หายไปเสียทีเดียว แต่สำหรับบางคน ความเศร้ายังคงรุนแรงและกลืนกินชีวิตอยู่นานจนแทบทำอะไรไม่ได้ ในกรณีเหล่านี้ การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ควรทำ และไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ เช่นเดียวกับเมื่อมีภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงเข้ามาร่วมด้วย การได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมคือสิ่งที่คุณสมควรได้รับ
ในมิติของการดูแลใจ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับ “ลบ” ความเศร้าหรือเร่งให้จบเร็วๆ เพราะความเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกกำจัด แต่เป็นกระบวนการที่ต้องได้รับการโอบอุ้ม สิ่งที่มันพอช่วยประคองได้คือความทุกข์บางอย่างที่มักมากับการสูญเสีย เช่น ความรู้สึกค้างคาใจ การนอนไม่หลับ ความวิตกกังวลที่ท่วมท้น หรือภาพความทรงจำที่ติดค้างในกรณีที่การจากไปเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
กลับไปที่พลอย
สิ่งที่พลอยต้องการในวันนั้น ไม่ใช่คำบอกให้ “ทำใจ เดินหน้าต่อ” และไม่ใช่การถูกวัดว่าเธอควรหายเศร้าได้แล้วหรือยัง แต่คือการมีใครสักคนบอกเธอว่า ความเศร้าที่ยังอยู่นั้นเป็นเรื่องปกติ มันคือร่องรอยของความรักที่เธอมีต่อแม่ ไม่ใช่ความบกพร่องที่ต้องรีบแก้
คลื่นความเศร้าอาจยังซัดเข้ามาในวันที่เธอไม่ทันตั้งตัวอยู่เรื่อยไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตรอบๆ ความเศร้านั้นจะค่อยๆ กว้างขึ้น จนเธอพอจะยืนรับคลื่นแต่ละลูกได้โดยไม่ล้ม และยังพาความรักที่มีต่อแม่เดินต่อไปในชีวิตได้ในแบบของเธอเอง
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ แต่ในเรื่องของความสูญเสีย เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ความเศร้าหายไป เพราะความเศร้าคือส่วนหนึ่งของความรัก สิ่งที่เราพอทำได้คือการค่อยๆ ประคองให้กายและใจอยู่กับคลื่นแต่ละลูกได้อย่างอ่อนโยนขึ้น และช่วยให้ชีวิตค่อยๆ เติบโตรอบความเศร้านั้นได้อีกครั้ง ตามจังหวะที่เป็นของคุณเองค่ะ
ถ้าเสียงในใจของคุณมักตัดสินตัวเองในวันที่อ่อนแอ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ Self-compassion ความเมตตาต่อตัวเองที่ไม่ใช่การเอาแต่ใจ หรือถ้าความสูญเสียส่งผลต่อการนอนและร่างกายของคุณ บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล อาจช่วยประคองในช่วงเวลานี้ได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากความสูญเสียยังหนักเกินกว่าจะโอบอุ้มไว้เพียงลำพัง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ