ความกลัวการถูกปฏิเสธ (Fear of Rejection) คืออะไร: ทำไมเราถึงยอมทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาทิ้งเราไป
ข้อความในไลน์กลุ่มงานเด้งขึ้นมาตอนสามทุ่ม ถามหาคนช่วยทำงานด่วนในวันเสาร์นี้ ฟ้าพิมพ์คำว่า “ได้ค่ะ” แล้วส่งกลับไปภายในสิบวินาที ทั้งที่เสาร์นี้เธอสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะพักให้ได้สักวัน
ฟ้าเป็นแบบนี้ตลอดเธอฟ้าคือคนที่ตอบตกลงต่อคำร้องขอของผู้อื่นก่อนจะทันได้คิดเสมอ เป็นคนที่เพื่อนนึกถึงเวลาต้องการอะไร แต่ไม่เคยกล้าบอกใครว่าตัวเองต้องการอะไรบ้าง เวลาจะส่งข้อความปฏิเสธใคร เธอพิมพ์-ลบ-พิมพ์-ลบเป็นสิบรอบ สุดท้ายก็ลงเอยด้วยคำว่าได้ค่ะเหมือนเดิม แม้แต่ร้านอาหารที่ไปกับแฟน เธอก็ตอบว่า “อะไรก็ได้” มาสามปีแล้ว เพราะลึกๆ มีเสียงหนึ่งคอยกระซิบว่า ถ้าเธอเริ่มมีความต้องการของตัวเอง เริ่มขัดใจใคร หรือทำให้เขารู้สึกว่าเธอเริ่มเป็นภาระ สักวันคนพวกนี้ก็จะค่อยๆ หายไปจากชีวิตเธอ เหมือนที่เธอเคยรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นมาแล้ว
สิ่งที่ฟ้าเป็นเรียกว่าความกลัวการถูกปฏิเสธ หรือ Fear of Rejection ค่ะ มันไม่ใช่โรคหรือความผิดปกติอะไร แต่เป็นรูปแบบทางความคิดและความรู้สึกที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป หัวใจของมันคือการที่การถูกปฏิเสธ ขัดใจ หรือไม่เป็นที่ต้องการ ถูกตีความว่าเป็นหลักฐานว่าตัวเราไม่มีค่าพอหรือไม่เป็นที่รัก มันแสดงออกได้หลายรูปแบบ ทั้งการเอาใจคนอื่นจนลืมความต้องการของตัวเอง การไม่กล้าปฏิเสธใคร การซ่อนความคิดความต้องการที่แท้จริง ไปจนถึงการถอยออกจากความสัมพันธ์ก่อนที่จะมีเป็นคนที่ถูกทิ้ง ส่วนคำถามที่ว่าจะจัดการปัญหานี้อย่างไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่การทำตัวให้ทุกคนพอใจให้ได้ แต่อยู่ที่การค่อยๆ คลายการผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการยอมรับของผู้อื่นลง ซึ่งเราจะค่อยๆ คุยกันในบทความนี้ค่ะ
Fear of Rejection คืออะไร และทำไมการถูกปฏิเสธถึงเจ็บจริง
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเคยหมายถึงความอยู่รอด ความไวต่อสัญญาณว่าเราอาจถูกผลักออกจากกลุ่มจึงฝังอยู่ในธรรมชาติของเรา การที่ใจเจ็บปวดเมื่อถูกปฏิเสธจึงเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน
หากแต่ความกลัวการถูกปฏิเสธที่กลายเป็นอุปสรรคต่อชีวิต แตกต่างออกไปค่ะ ความกลัวนั้นจะต้องรุนแรงและกว้างจนเริ่มบงการการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการไม่กล้าบอกว่าอยากกินอะไร ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างการไม่กล้าสารภาพความรู้สึก ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ หรือทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเพราะกลัวการอยู่คนเดียวมากกว่า ในทางจิตวิทยาอธิบายสิ่งนี้ว่ามันเป็น ความไวต่อการถูกปฏิเสธ หรือ Rejection Sensitivity ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่จะคาดการณ์ ตีความ และตอบสนองต่อสัญญาณของการถูกปฏิเสธอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ
ความกลัวนี้มักไม่ได้คิดจะเกิดก็เกิด สำหรับหลายๆ คนมันเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งการถูกทอดทิ้ง การถูกเปรียบเทียบ หรือการที่ความรักในวัยเด็กรู้สึกเหมือนต้องแลกมาด้วยการเป็นเด็กดีเท่านั้น นอกจากประสบการณ์แล้ว ปัจจัยอย่างรูปแบบความผูกพัน (Attachment) พื้นอารมณ์ที่ติดตัวมา และบริบทแวดล้อม ก็อาจมีส่วนร่วมด้วย ความกลัวจึงไม่ใช่ความไร้เหตุผล แต่มักเป็นผลจากหลายปัจจัยประกอบกัน และในหลายกรณีก็เป็นบทเรียนเก่าๆ ที่ระบบยังพกติดตัวมา แม้บริบทของชีวิตจะเปลี่ยนไปแล้วค่ะ
ทำไมยิ่งกลัวถูกปฏิเสธ ยิ่งไม่เคยรู้สึกถูกยอมรับจริง
หัวใจที่ทำให้ความกลัวการถูกปฏิเสธหมุนวนได้ คือกลยุทธ์ที่เราใช้ป้องกันตัวนั่นเองค่ะ
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการเอาใจคนอื่น หรือที่เรียกกันว่า People-Pleasing คือการพยายามเป็นคนที่ทุกคนพอใจ ตอบตกลงทุกอย่าง ไม่ขัดใจใคร ซ่อนความเห็นและความต้องการของตัวเองไว้ ทั้งนี้การเอาใจคนอื่นไม่ได้มาจากความกลัวการถูกปฏิเสธเสมอไปนะคะ บางครั้งก็มาจากความเมตตา การถูกเลี้ยงดูให้ประนีประนอม หรือบทบาทหน้าที่ที่แต่ละคนแบกอยู่ แต่หากมันถูกขับด้วยความกลัว ส่วนลึกในใจของคนๆ นั้นจึงมักคิดว่า ถ้าเราไม่ทำให้เขาผิดหวัง ก็จะไม่มีเหตุผลให้เขาจะทิ้งเราไป และความย้อนแย้งที่เจ็บที่สุดอยู่ตรงนี้ค่ะ ต่อให้กลยุทธ์นี้ได้ผล และคนรอบตัวรักเราจริง ความรู้สึกลึกๆ ก็มักกระซิบว่า “เขารักเวอร์ชันที่เราสร้างขึ้น ถ้าเขาเห็นตัวจริงของเรา เขาจะยังอยู่ไหม” การถูกยอมรับในเวอร์ชันที่ไม่ใช่ตัวเอง จึงไม่เคยเติมเต็มความรู้สึกถูกยอมรับได้จริง และความกลัวก็ยังอยู่ครบเหมือนเดิม
อีกรูปแบบหนึ่งคือการถอยหนีก่อนค่ะ บางคนไม่เข้าหาใครก่อน ไม่กล้าเปิดใจ หรือกระทั่งผลักคนออกไปเองเมื่อความสัมพันธ์เริ่มใกล้ชิด เพราะการเป็นฝ่ายถอยก่อนทำให้เรารู้สึกเป็นผู้ควบคุมเกมส์ได้มากกว่าการรอวันถูกทิ้ง และบางคนก็ปฏิเสธตัวเองแทนคนอื่นไปเลย เช่น ไม่สมัครงานที่อยากได้ ไม่สารภาพความรู้สึกที่มี ไม่ขอในสิ่งที่ต้องการ เพราะการไม่ถามก็คือการไม่ต้องได้ยินคำว่า “ไม่” ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากรากเดียวกัน คือการที่คำปฏิเสธถูกผูกไว้กับคุณค่าของตัวตน และผลลัพธ์ที่มักตามมาก็คือความเหงาและระยะห่างในความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เรากลัวที่สุดตั้งแต่ต้นค่ะ
Fear of Rejection เปรียบเหมือนกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีจนลืมสีของตัวเอง
ลองนึกถึงกิ้งก่าที่เก่งเรื่องการเปลี่ยนสีนะคะ อยู่กับใบไม้ก็เป็นสีเขียว อยู่กับพื้นดินก็เป็นสีน้ำตาล ความสามารถนี้ช่วยให้มันปลอดภัย ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครโจมตี และในทางหนึ่งก็ไม่มีใครทำร้ายมันได้เลย เพราะไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงของมันสักครั้ง
คนที่กลัวการถูกปฏิเสธหลายคนก็เป็นแบบเดียวกัน พวกเขาสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับทุกคน เห็นด้วยกับทุกความเห็น กลายเป็นสีที่แต่ละคนอยากเห็น จนวันหนึ่งเมื่อมีใครถามว่า “แล้วจริงๆ คุณชอบอะไร” พวกเขากลับตอบไม่ได้ เพราะเปลี่ยนสีของตัวเองไปเรื่อยจนลืมไปแล้วว่าสีของตัวเองคือสีอะไร ราคาของความปลอดภัยด้วยกลไกแบบนี้จึงแพงมาก คือการไม่เคยถูกมองเห็น และการไม่เคยได้รู้ว่าถ้าแสดงสีที่แท้จริงของตัวเองแล้วจะมีใครรักเราไหม ทางออกจึงไม่ใช่การเปลี่ยนสีให้เก่งขึ้น แต่คือการค่อยๆ กล้าแสดงสีของตัวเองทีละนิด ในที่ที่ปลอดภัยพอ แล้วให้โอกาสตัวเองได้พบว่า คนที่ใช่จะยังอยู่ แม้เขาเห็นสีจริงของเราแล้วก็ตาม
เมื่อไหร่ที่ควรดูแลความกลัวการถูกปฏิเสธอย่างจริงจัง
ความกลัวการถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เจอเป็นครั้งคราว และไม่ได้จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเสมอไปค่ะ แต่หากคุณพบว่าตัวเองตอบตกลงในสิ่งที่ไม่อยากทำอยู่เป็นประจำจนเหนื่อยล้าสะสม หากความสัมพันธ์ของคุณเต็มไปด้วยการระวังตัวจนไม่เคยได้เป็นตัวเองจริงๆ หากคุณปล่อยโอกาสหรือความรู้สึกดีๆ หลุดมือซ้ำๆ เพราะไม่กล้าเสี่ยงกับคำว่าไม่ หรือหากความกลัวทำให้ต้องคุณทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายคุณ เพราะการถูกทำร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าการถูกทิ้ง เช่นนั้นสิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนแล้วค่ะว่าความกลัวการถูกปฏิเสธกำลังเป็นพิษต่อตัวของเราเอง
ข้อสุดท้ายนี้อยากพูดถึงเป็นพิเศษนะคะ หากคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่มีการทำร้าย ไม่ว่าทางกาย วาจา หรือใจ ความปลอดภัยของคุณสำคัญที่สุด และการตัดสินใจในสถานการณ์แบบนี้ก็มีความละเอียดอ่อนและความเสี่ยงเฉพาะตัว การได้ปรึกษาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อวางแผนอย่างปลอดภัยจึงสำคัญมาก สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม มีเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ และถ้าความกลัวการถูกปฏิเสธมาพร้อมความรู้สึกไร้ค่า เศร้าเรื้อรัง หรือการตัดสินตัวเองอย่างหนักจนกระทบชีวิตประจำวัน การได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยดูแลได้ตรงจุด และหากช่วงไหนความทุกข์ทางใจหนักเกินกว่าจะรับไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ
การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับความกลัวการถูกปฏิเสธ
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับผู้รับบริการ จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับความกลัวการถูกปฏิเสธในห้องบำบัดมักโฟกัสไปที่การค่อยๆ คลายการผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับการยอมรับของผู้อื่น ให้คำปฏิเสธกลับมาเป็นเพียงข้อมูลของสถานการณ์หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คำตัดสินว่าเราไม่เป็นที่รัก รวมถึงเป็นการปรับรูปแบบอัตโนมัติที่ทำให้ตอบตกลงก่อนจะทันได้ฟังความต้องการของตัวเอง และการค่อยๆ ทำงานกับบทเรียนเก่าที่มาจากประสบการณ์ในอดีต ที่สอนให้เชื่อว่าความรักต้องแลกมาด้วยการไม่มีตัวตน
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการคลายความกลัวการถูกปฏิเสธอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ที่จะเอาใจคนได้เก่งขึ้น หรือการทำให้ไม่มีใครไม่พอใจเราได้เลย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่เกิดจากการค่อยๆ แยกคุณค่าของตัวเองออกจากการยอมรับของผู้อื่น ปรับรูปแบบอัตโนมัติที่ทำให้เรายอมก่อนคิด และกล้าเป็นสีของตัวเองทีละนิดในที่ที่ปลอดภัย จนความกลัวการถูกปฏิเสธไม่ใช่สิ่งที่กำหนดอีกต่อไปว่าคุณจะรักใคร ขออะไร หรือใช้ชีวิตแบบไหน และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าความกลัวของคุณเด่นชัดในสถานการณ์ที่ต้องถูกจับจ้องหรือแสดงออกต่อหน้าคนอื่น ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรควิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety) ทำไมยิ่งกลัวถูกตัดสินยิ่งประหม่า หรือถ้าเสียงข้างในที่บอกว่า “ตัวจริงของเราไม่ดีพอให้ใครรัก” คือส่วนที่หนักที่สุดสำหรับคุณ บทความเรื่อง ความอับอาย (Shame) เมื่อเสียงในใจบอกว่าเราไม่ดีพอ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากการยอมทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครไปกำลังทำให้คุณหายไปจากชีวิตตัวเอง เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ