Anxiety & Trauma · ความวิตกกังวล & บาดแผลทางใจ

โรควิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety) คืออะไร: ทำไมยิ่งกลัวถูกตัดสินยิ่งประหม่า และดูแลอย่างไร

ในงานเลี้ยงบริษัท ตี้ยืนถือแก้วน้ำอยู่มุมห้อง พยายามหาจังหวะที่จะเข้าไปคุยกับกลุ่มเพื่อนร่วมงาน แต่พอมีคนหันมาถามอะไรสักคำ เสียงของตี้ก็สั่นขึ้นมาเอง หน้าเริ่มร้อนผ่าว และในหัวก็มีเสียงหนึ่งคอยกระซิบตลอดเวลาว่า “หน้าเราแดงไหมนะ ตอบแบบนี้ดูโง่หรือเปล่า เขามองเราแปลกๆ รึเปล่า” ตี้จดจ่ออยู่กับตัวเองมากจนแทบไม่ได้ยินว่าคนอื่นพูดอะไร เขาจึงตอบสั้นๆ แล้วรีบถอยออกมา กลับถึงบ้านคืนนั้น ตี้นอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดถึงทุกช่วงที่เขาคิดว่าตัวเองพลาด ประโยคที่พูดผิด จังหวะที่เงียบเกินไป สีหน้าของคนที่ฟัง คิดแบบนี้วนไปวนมาเป็นชั่วโมง และตัดสินใจว่าคราวหน้าจะหาทางเลี่ยงงานแบบนี้ให้ได้

สิ่งที่ตี้เป็นคืออาการ วิตกกังวลทางสังคม (Social Anxiety) ค่ะ มันคือความกลัวอย่างรุนแรงและต่อเนื่องว่าตนเองจะถูกผู้อื่นจับจ้อง ประเมิน หรือมองในแง่ลบ ในสถานการณ์ทางสังคมหรือสถานการณ์ที่ต้องแสดงออกต่อหน้าคนอื่น หลายคนยังกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นอาการประหม่า เช่น หน้าแดง มือสั่น เหงื่อออก หรือเสียงสั่น แล้วมองตนเองว่าอ่อนแอหรือไม่ดีพอ สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้ต่างจากความขี้อายทั่วไปเพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกเขินอาย เพราะความเขินอายหรือประหม่าเป็นประสบการณ์ที่คนทั่วไปพบได้ แต่เป็นการที่ความกลัวและการพยายามหลีกเลี่ยงต่อสถานการณ์เหล่านั้นสร้างความทุกข์หรือกระทบการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ และโอกาสในชีวิตค่ะ

Social Anxiety คืออะไร และต่างจากความขี้อายทั่วไปตรงไหน

ความประหม่าเมื่อต้องพบคนแปลกหน้า พูดต่อหน้าคนอื่น หรืออยู่ในสถานการณ์ใหม่ เป็นประสบการณ์ที่พบได้ทั่วไปค่ะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ให้ความสำคัญกับการได้รับการยอมรับ ความรู้สึกอยากดูดีในสายตาคนอื่นจึงไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเรา

โรควิตกกังวลทางสังคม หรือ Social Anxiety Disorder เป็นภาวะที่ต่างออกไปตรงระดับและผลกระทบค่ะ คือความกลัวการถูกตัดสินนั้นรุนแรงและต่อเนื่องมากพอที่จะทำให้เจ้าตัวทุกข์อย่างชัดเจน และเริ่มหลีกเลี่ยงสถานการณ์ทางสังคม หรือทนอยู่ในนั้นด้วยความทรมาน จนกระทบการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ อาการมักมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงทางกายที่เห็นได้ เช่น หน้าแดง เสียงสั่น มือสั่น เหงื่อออก หรือใจเต้นแรง ซึ่งเจ้าตัวก็มักกลัวว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ด้วย

Social Anxiety ไม่ใช่คน Introvert หรอกนะคะ ภาวะนี้บางครั้งเรียกกันว่า “โรคกลัวสังคม” แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าตัวกลัวผู้คนทุกคนหรือไม่อยากมีความสัมพันธ์ คน Introvert คือคนที่พลังของเขาเกิดจากการอยู่คนเดียวและอาจไม่ได้อยากเข้าสังคมมากนัก ซึ่งเป็นความชอบ ไม่ใช่ความกลัว ในขณะที่คนที่เป็น Social Anxiety หลายคนใจนึงก็อยากได้มีส่วนร่วมกับผู้อื่นมาก แต่ถูกความกลัวการถูกตัดสินขวางไว้

ทำไมยิ่งกลัวถูกตัดสินยิ่งเป็นวงจร

หัวใจที่ทำให้ Social Anxiety เกิดซ้ำไปซ้ำมาได้ คือสิ่งที่เรียกว่าการจดจ่อที่ตัวเอง หรือ Self-Focused Attention ค่ะ

ในสถานการณ์ปกติ เวลาคุยกับใคร ความสนใจของเราจะอยู่ที่บทสนทนาและคนตรงหน้า แต่ในภาวะวิตกกังวลทางสังคม ความสนใจกลับหันเข้าหาตัวเองอย่างรุนแรง เราคอยเฝ้าดูว่าตัวเองดูเป็นอย่างไร เสียงสั่นไหม หน้าแดงหรือเปล่า พูดรู้เรื่องไหม ราวกับมีกล้องคอยจับจ้องเราอยู่ตลอดเวลา ผลคือเราเห็นแต่ภาพตัวเองในแบบที่วิตกกังวลปั้นขึ้น ซึ่งมักแย่กว่าความจริงมาก และเรามักประเมินระดับการที่คนอื่นจับจ้องเราสูงเกินจริงด้วย และเพราะมัวแต่เฝ้าดูตัวเอง เราจึงรับข้อมูลจากคนตรงหน้าได้น้อยลง ทำให้ไม่มีโอกาสตรวจสอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างหรือซับซ้อนกว่าภาพเชิงลบที่เราสร้างขึ้นในหัวค่ะ

บางคนอาจมีอาการหลบสายตา พูดให้น้อยที่สุด ซ้อมประโยคในหัวก่อนพูด หรือกำแก้วน้ำไว้แน่นๆ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญหาด้วยตัวมันเองเสมอไปนะคะ การเตรียมตัวก่อนพูดในบางบริบทก็เป็นเรื่องปกติ แต่มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเมื่อเรารู้สึกว่าต้องทำมันเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเห็นข้อบกพร่อง หรือเชื่อว่าหากไม่ทำแล้วจะต้องเกิดความอับอายขึ้นแน่นอน เพราะแม้มันอาจช่วยลดความกังวลได้ชั่วคราว แต่ในบางกรณีก็ขัดขวางไม่ให้เราได้เรียนรู้ว่าเราอาจรับมือสถานการณ์นั้นได้แม้ไม่ต้องควบคุมตัวเองทุกอย่าง และพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การตอบสั้นๆ หรือคอยหลบสายตาตลอด ก็อาจทำให้การสื่อสารกับคนตรงหน้าไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่เจ้าตัวต้องการด้วย

และเมื่อจบสถานการณ์ไปแล้ว วงจรในหัวก็ยังไม่จบ เพราะหลายคนจะเล่นซ้ำเหตุการณ์นั้นในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า คอยจับผิดตัวเอง กระบวนการนี้เรียกว่า Post-Event Processing หรือการทบทวนเหตุการณ์หลังจบแบบวนซ้ำค่ะ การทบทวนแบบนี้มักเลือกหยิบเฉพาะสิ่งที่เจ้าตัวคิดว่าทำผิด จึงมีโอกาสทำให้การประเมินตนเองยิ่งเป็นลบ และเพิ่มความกังวลสำหรับสถานการณ์ครั้งต่อไป

Social Anxiety เปรียบเหมือนจอในหัวที่คอยซูมชัดทุกจุดที่คิดว่าพลาด

สมมติว่าในหัวของเรามีจอมอนิเตอร์คอยฉายภาพตัวเองอยู่ตลอดเวลา ลองนึกว่าตอนอยู่ในวงสนทนา แทนที่เราจะมองไปที่คนที่คุยด้วย เรากลับจ้องอยู่ที่จอมอนิเตอร์ในหัวที่ถ่ายทอดภาพตัวเราแบบสดๆ และจอนี้ไม่ได้ฉายภาพกลางๆ แต่คอยซูมเข้าไปที่ทุกจุดที่เราคิดว่าพลาด เสียงที่สั่นนิดเดียวถูกขยายให้ดังลั่น หน้าที่แดงขึ้นหน่อยถูกซูมจนเต็มจอ ประโยคที่พูดพลาดถูกเปิดวนซ้ำ เพราะมัวแต่จ้องจอนี้ เราจึงมองคนตรงหน้าได้ไม่เต็มที่ และพลาดข้อมูลตามความเป็นจริงที่อาจไม่ได้ร้ายแรงหรือเป็นลบอย่างที่ภาพในหัวกำลังบอกเรา ทางออกจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ภาพบนจอสมบูรณ์แบบ เพราะจอนี้บิดเบือนอยู่แล้ว แต่คือการค่อยๆ ละสายตาจากจอในหัว แล้วหันกลับไปมองคนตรงหน้าและบทสนทนาจริง จนวันหนึ่งจอมอนิเตอร์นั้นก็ค่อยๆ หมดอำนาจดึงความสนใจของเราไป

เมื่อไหร่ที่ควรดูแล Social Anxiety อย่างจริงจัง

ถ้าความกลัวการถูกตัดสินเริ่มทำให้คุณหลีกเลี่ยงสิ่งที่อยากทำ ปฏิเสธโอกาสในการเรียนหรือการงาน ถอยห่างจากความสัมพันธ์ที่มีค่า หรือทนอยู่ในสถานการณ์ทางสังคมด้วยความทรมานเป็นประจำ นั่นคือสัญญาณว่าการได้รับการดูแลอย่างจริงจังจะช่วยให้ชีวิตกลับมากว้างขึ้นได้ค่ะ

สิ่งสำคัญที่อยากบอกคือ Social Anxiety เป็นภาวะที่ดูแลให้ดีขึ้นได้จริง และการขอความช่วยเหลือไม่ใช่สัญญาณว่าคุณอ่อนแอ คนจำนวนมากที่ดูมั่นใจในสายตาคนอื่น ก็เคยผ่านจุดที่รู้สึกแบบเดียวกับคุณมาก่อน คุณไม่จำเป็นต้องรอให้มันหนักที่สุดก่อนถึงจะเริ่มดูแลตัวเอง และหากช่วงไหนความทุกข์ทางใจหนักเกินกว่าจะรับไหว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ

การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับความวิตกกังวลทางสังคม

ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับผู้รับบริการ โดยไม่ได้ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการดูแลทางการแพทย์เมื่อจำเป็นค่ะ จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับความวิตกกังวลทางสังคมในห้องบำบัดมักโฟกัสไปที่การช่วยให้ผู้รับบริการค่อยๆ ละความสนใจจากการเฝ้าจับจ้องตัวเอง กลับมาอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าได้มากขึ้น การปรับรูปแบบอัตโนมัติที่ผูกความผิดพลาดหรือการถูกมองในแง่ลบเข้ากับความรู้สึกว่าตนเองไม่ดีพอหรือรับมือไม่ได้ ไปสู่การยืนอยู่กับตัวเองได้แม้ไม่สามารถควบคุมความเห็นของทุกคน และการค่อยๆ คลายนิสัยการเล่นซ้ำเหตุการณ์เพื่อจับผิดตัวเองหลังจบทุกครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจากการทำงานจริง และสอดคล้องกับเป้าหมายของการดูแลที่งานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการดูแลความวิตกกังวลทางสังคมอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้เลิกกลัวสายตาคนอื่น หรือฝืนเป็นคนที่มั่นใจตลอดเวลา แต่เกิดจากการค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบอัตโนมัติที่ทำให้ความสนใจหันกลับมาจับผิดตัวเอง ประเมินสัญญาณที่คลุมเครือในแง่ลบ และเล่นซ้ำความผิดพลาดหลังเหตุการณ์จบ พร้อมกับคลายการผูกคุณค่าของตนเองไว้กับการประเมินของผู้อื่น จนความกลัวการถูกตัดสินไม่ใช่สิ่งที่กำหนดอีกต่อไปว่าคุณจะเข้าหาใคร รับโอกาสใด หรือใช้ชีวิตได้กว้างแค่ไหน และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าความกังวลของคุณไม่ได้อยู่แค่ในสถานการณ์สังคม แต่ล่องลอยไปหลายเรื่องในชีวิต ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) ทำไมความกังวลถึงไม่ยอมหยุด หรือถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมสมองถึงคาดการณ์ว่าคนอื่นจะตัดสินเราในแง่ลบล่วงหน้า บทความเรื่อง สมองทำนาย (Predictive Brain) ทำไมเราถึงรู้สึกกับสิ่งที่ยังไม่เกิด ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดความวิตกกังวล & บาดแผลทางใจ
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากความกลัวสายตาคนอื่นกำลังทำให้ชีวิตของคุณแคบลงเรื่อยๆ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ