Emotional Flashback คืออะไร: เมื่ออารมณ์เก่าทะลักล้นเข้ามา ทั้งที่ไม่มีภาพความทรงจำใดๆ เลย
ในห้องประชุมเล็กตอนบ่าย หัวหน้าเปิดผลประเมินประจำปีของเจนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่า “โดยรวมดีมากเลยนะ มีจุดปรับนิดหน่อยตรงการสื่อสารข้ามทีม”
คำชมนำหน้า คำติเบาที่สุดเท่าที่คำติจะเบาได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในเจนกลับไม่เบาเลยค่ะ มือเย็นเฉียบ เหมือนมีก้อนอะไรสักก้อนจุกอยู่ที่คอจนต้องกลืนน้ำลาย และเธอรู้สึก “ตัวเล็กลง” เหมือนไม่ใช่พนักงานอายุยี่สิบเก้าที่นั่งอยู่ตรงนั้น แต่เป็นเด็กคนหนึ่งที่กำลังจะโดนดุ ทั้งที่ไม่มีใครดุเธอเลย ไม่มีภาพอดีตอะไรแวบเข้ามาในหัวสักภาพ มีแต่ความอยากหายตัวไปจากห้องนั้นเดี๋ยวนี้
คืนนั้นเจนนั่งกอดเข่าบนเตียง เรื่องเมื่อกลางวันยังไม่หายไปจากหัว เธอถามตัวเองวนไปมาว่า “เราเป็นอะไร เขาชมด้วยซ้ำ ทำไมเรารู้สึกเหมือนโลกถล่มขนาดนี้”
สิ่งที่เจนเป็นคือสภาวะ Emotional Flashback หรือแฟลชแบ็คทางอารมณ์ เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมจากงานเขียนของ Pete Walker เกี่ยวกับ Complex PTSD หรือ C-PTSD ที่ใช้อธิบายภาวะที่ใจถูกดึงกลับไปสู่ “สภาวะอารมณ์” จากอดีตอย่างฉับพลัน ความกลัว ความละอาย ความสิ้นหวัง หรือความรู้สึกไร้ค่า ส่วนนี้ต่างจากแฟลชแบ็คแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย ซึ่งอาจมาพร้อมภาพ เสียง ความรู้สึกทางกาย หรือความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เดิมกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ Emotional Flashback ไม่มีฉากเหตุการณ์ชัดเจนเป็นแกนหลัก มันเป็นอารมณ์ที่ใหญ่เกินเหตุการณ์ตรงหน้ามาก
Emotional Flashback คืออะไร และต่างจากแฟลชแบ็คแบบมีภาพตรงไหน
แฟลชแบ็คแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย อาจมาพร้อมภาพ เสียง กลิ่น ความรู้สึกทางกาย หรือความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เดิมกำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง ได้ยินเสียงหนึ่ง แล้วระบบทั้งหมดก็ถูกดึงกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น แฟลชแบ็คลักษณะนี้สามารถพบได้ในผู้ที่มีภาวะ Trauma และ PTSD ค่ะ
แต่ Emotional Flashback ทำงานคนละแบบ มันคือแฟลชแบ็คที่ไม่มีหนังฉาย มีแต่เสียงประกอบออกมา ค่ะ สิ่งที่ชัดที่สุดที่ย้อนกลับมาจึงไม่ใช่ภาพเหตุการณ์ แต่เป็นสภาวะอารมณ์และความรู้สึกทางกายที่เชื่อมโยงกับอดีต โดยไม่มีฉากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งชัดเจนเป็นแกนหลัก ความกลัวแบบเด็กที่ต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้า ความละอายแบบเด็กที่ถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองผิดเสมอ ความรู้สึกไร้ค่าแบบเด็กที่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่ดีพอ อารมณ์เหล่านี้ท่วมท้นเข้ามาในปัจจุบันแบบเต็มๆ โดยไม่แนบป้ายบอกว่ามาจากไหน เจ้าตัวจึงมักไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดแฟลชแบ็ค รู้แค่ว่าจู่ๆ ก็รู้สึกแย่มาก และหาเหตุผลจากสถานการณ์ตรงหน้าไม่เจอค่ะ ก่อนหน้านี้หลายคนเรียกประสบการณ์นี้ด้วยคำที่ทำร้ายตัวเองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นดราม่า เรียกร้องความสนใจ หรือไม่มีเหตุผล
ลองนึกถึงหมู่บ้านริมน้ำในฤดูน้ำหลากในวันที่แดดออกนะคะ ทั้งที่ท้องฟ้าตรงนั้นไม่มีเมฆสักก้อน แต่จู่ๆ มวลน้ำมหาศาลก็ท่วมล้นตลิ่งเข้ามาทั้งที่ฝนก็ไม่ตก ชาวบ้านที่มองแต่ฟ้าเหนือหัวย่อมงงแน่นอนค่ะ ฝนไม่ตกแล้วน้ำมาจากไหน แต่คนที่รู้จักแม่น้ำสายนี้จะเข้าใจ ว่าน้ำก้อนนี้มาจากฝนที่ตกหนักที่ต้นน้ำไกลออกไปหลายสิบกิโลเมตร และอาจตกมานานแล้วด้วย Emotional Flashback ก็คือมวลน้ำมหาศาลที่หลากมาแบบนั้นเหมือนกันค่ะ อารมณ์ที่ท่วมท้นเข้ามาวันนี้ ไม่ได้เกิดจากฝนตกวันนี้ แต่ไหลมาจากฝนเก่าที่ต้นน้ำของชีวิต การพยายามหาเมฆฝนจากท้องฟ้าตรงหน้าจึงหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ และยิ่งหาไม่เจอ ก็ยิ่งโทษตัวเองว่าคิดไปเอง
สัญญาณว่าสิ่งที่กำลังเกิด อาจเป็น Emotional Flashback
เพราะมันไม่มีภาพที่ชัดเจน การรู้ทันตัวเองจึงต้องอาศัยสัญญาณทางอ้อมค่ะ ลักษณะที่มักพบร่วมกันมีสามอย่าง
หนึ่ง “ขนาดของอารมณ์ไม่สมส่วนกับเหตุการณ์” คอมเมนต์เบาๆ แต่รู้สึกเหมือนถูกตัดสินทั้งชีวิต ข้อความที่ตอบช้าแต่รู้สึกเหมือนถูกทิ้ง ความไม่สมส่วนนี้ไม่ได้แปลว่าเราไร้เหตุผลนะคะ มันแปลว่าอารมณ์ก้อนนี้อาจมีทั้งส่วนที่มาจากเหตุการณ์ตรงหน้า และส่วนที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมต่างหาก
สอง “ความรู้สึกเหมือนตัวเองเด็กลง” หลายคนบรรยายตรงกันว่าในจังหวะนั้นเหมือนกลายเป็นเด็กอีกครั้ง ไม่ใช่แต่งตัวหรือหน้าเด็กลงนะคะ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กลง เสียงหายไป อยากซ่อนตัว อยากหายตัว หรืออยากให้ใครสักคนมาช่วย ความรู้สึก “เด็กลง” นี้เป็นสัญญาณเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของ Emotional Flashback ค่ะ
สาม “หาความทรงจำต้นทางไม่เจอ” ต่างจากแฟลชแบ็คแบบที่มีฉากเหตุการณ์ชัดเจนให้ชี้ได้ว่ามันมาจากไหนและเมื่อไหร่ แต่ Emotional Flashback มักมาแบบไร้ที่มาและมักมาเมื่อเราไม่รู้ตัว
ปรากฏการณ์นี้มักถูกกล่าวถึงในบริบทของ Complex PTSD หรือ C-PTSD และผู้ที่ผ่านประสบการณ์ยากลำบากซ้ำๆ ต่อเนื่องในวัยเด็ก มากกว่าเหตุการณ์รุนแรงครั้งเดียว งานวิจัยด้านประสบการณ์วัยเด็กในภาพรวมพบว่าประสบการณ์เช่นนั้นมีความสัมพันธ์กับความไวต่อสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ในวัยผู้ใหญ่
เมื่อรู้ทันแล้ว ทำอะไรได้บ้าง
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดเรียบง่ายกว่าที่คิดค่ะ — แค่ “ตั้งชื่อ” ให้กับสิ่งที่กำลังเกิด ก็อาจช่วยลดความสับสนและการโทษตัวเองลงได้ ประโยคเงียบๆ ในใจอย่าง “นี่อาจเป็นน้ำจากต้นน้ำ ไม่ใช่ฝนของวันนี้” เปลี่ยนคำถามจาก “เราเป็นบ้าอะไร” เป็น “อ๋อ ระบบเก่ากำลังทำงาน” ซึ่งช่วยคลายชั้นความทุกข์ที่สองที่มักซ้อนทับเข้ามาจากการโทษตัวเองได้ค่ะ
จากนั้นคือ “การค่อยๆ พาการรับรู้กลับมาที่ปัจจุบัน” สังเกตว่าตอนนี้เราอายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน รอบตัวมีอะไรบ้าง ไม่ใช่เพื่อกดอารมณ์เอาไว้ แต่เพื่อให้ระบบได้รับข้อมูลว่าเวลาและสถานที่ตอนนี้ไม่ใช่ที่อดีตแล้วค่ะ อารมณ์อาจยังต้องใช้เวลาในการลดระดับลง เหมือนน้ำหลากที่ต้องใช้เวลาระบาย นั่นเป็นธรรมชาติของมัน ไม่ใช่ความล้มเหลวของเราแต่อย่างใด
แต่ขอย้ำนะคะ คุณไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองไปสืบว่าฝนตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไหน หรือไปรื้อฟื้นความทรงจำวัยเด็กที่เลือนรางไปแล้ว การเข้าใจและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือจุดเริ่มต้นที่เพียงพอแล้วสำหรับการเยียวยาตนเอง ส่วนการทำงานกับต้นน้ำที่ลึกกว่านั้น ควรอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ค่ะ
เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
หากอารมณ์ท่วมท้นแบบนี้เกิดถี่ขึ้น รบกวนความสัมพันธ์ การงาน หรือการนอนชัดเจน หรือมาพร้อมความรู้สึกไร้ค่าที่หนักและยาวนาน การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ทำงานกับบาดแผลทางใจโดยเฉพาะ (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ และหากช่วงไหนข้างในหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอนะคะ
การสะกดจิตบำบัดกับ Emotional Flashback ในแนวทางของ NBRH
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ
สำหรับ Emotional Flashback สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ใจที่หนักขึ้นเมื่อได้ยินคำตำหนิ ความรู้สึกตัวเล็กลงในห้องประชุม ความอยากหายตัวที่มาเร็วกว่าความคิด การทำงานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำที่ถูกลืม และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าฝนตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ เปรียบเหมือนการค่อยๆ สร้างทางระบายน้ำและแนวตลิ่งให้หมู่บ้านค่ะ น้ำหลากจากต้นน้ำอาจยังมาอีกในบางฤดู แต่เป้าหมายคือให้น้ำที่มาในอนาคตมีโอกาสสร้างผลกระทบน้อยลง และให้เจ้าของพื้นที่มีวิธีรับมือมากขึ้น พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในเรื่องนี้ไม่ใช่การไม่มีน้ำหลากมาอีกเลยนะคะ แต่คือการที่เรารู้จักแม่น้ำของตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ รู้ว่าน้ำก้อนนี้อาจไม่ได้เกิดจากฝนตรงหน้าเพียงอย่างเดียว รู้ว่ามันจะค่อยๆ ลดลง และรู้ว่าระหว่างรอน้ำลด เราสามารถดูแลตัวเองอย่างไรได้บ้าง ความรู้แบบนี้ค่ะที่เปลี่ยนน้ำหลากจากภัยพิบัติ ให้กลายเป็นแค่ฤดูหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ
หากแฟลชแบ็คของคุณมาพร้อมภาพเหตุการณ์ชัดเจน กลไกเบื้องหลังอยู่ในบทความ Trauma และ PTSD เมื่อสัญญาณเตือนภัยในสมองยังไม่ยอมหยุดทำงาน ค่ะ ภาพใหญ่ของรากจากวัยเยาว์อยู่ในบทความ บาดแผลทางใจในวัยเด็ก (Childhood Trauma) ใครที่สังเกตว่าความรู้สึก “ตัวเล็กลง” พาไปถึงส่วนของใจที่ยังรอการดูแล ลองอ่านเรื่อง Inner Child และ 4 ร่องรอยจากวัยเด็ก ดูนะคะ และถ้าระบบของคุณไม่ได้แค่ท่วมเป็นครั้งคราวแต่เฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา เรื่อง Hypervigilance เมื่อร่างกายเฝ้าระวังภัยจนลืมวิธีพัก จะช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากอารมณ์ที่ท่วมท้นเกินเหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นบ่อยจนบั่นทอนคุณ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ