Complex PTSD (C-PTSD) คืออะไร: เมื่อบาดแผลสะสมกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน และดูแลอย่างไร
ปีแล้วปีเล่าของการรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยดีพอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ๆ เดียว มินต์โตมาในบ้านที่ความรักรู้สึกเหมือนต้องแลกมาด้วยการเป็นเด็กดี ห้ามงอแง ห้ามเป็นภาระ ต้องเชื่อฟังพ่อแม่ พอโตขึ้น มิ้นต์กลายเป็นคนที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉา เธอทำงานเก่ง ดูแลทุกคนได้ แต่ไม่ว่าเธอจะเก่งแค่ไหนแต่ข้างในใจมักมีเสียงหนึ่งคอยกระซิบบอกเธอเสมอว่าเธอไม่มีค่าพอ เวลามีใครไม่พอใจเธอหรือเสียงแข็งขึ้นแม้เพียงนิดเดียว ตัวเธอจะเกร็งไปหมดโดยอัตโนมัติ บ่อยครั้งที่อารมณ์ของเธอเหมือนคลื่นที่ขึ้นลงแรงจนเธอเองก็ตามไม่ทัน และความสัมพันธ์ที่เธอมีกับคนอื่นก็มักจบลงด้วยความรู้สึกที่ว่า “สุดท้ายก็ไม่มีใครรักเราจริง”
สิ่งที่มินต์เป็นถูกเรียกว่า Complex PTSD หรือ C-PTSD ค่ะ หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจแบบซับซ้อน มันคือภาวะที่ได้รับการยอมรับใน ICD-11 มักเกี่ยวข้องกับบาดแผลที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือยืดเยื้อยาวนาน โดยเฉพาะในความสัมพันธ์หรือช่วงวัยเด็กที่เจ้าตัวไม่สามารถหนีสถานการณ์เหล่านั้นออกมาได้เอง
เช่นเดียวกับ PTSD ทั่วไป ผู้ที่มีภาวะ C-PTSD มักจะมีอาการหวนรำลึกถึงภาพในอดีต หลีกเลี่ยง และรู้สึกว่ายังมีภัยอยู่ตลอด เสริมทัพด้วยสามลักษณะที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน ได้แก่ การจัดการอารมณ์ที่ยากขึ้น การมองตัวเองในแง่ลบจากส่วนลึก และความยากลำบากในการรักษาความสัมพันธ์ค่ะ
Complex PTSD คืออะไร และต่างจาก PTSD อย่างไร
ถ้า PTSD ทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สะเทือนใจที่ระบุได้ค่อนข้างชัด Complex PTSD มักเกี่ยวข้องกับบาดแผลที่เกิดซ้ำๆ หรือยืดเยื้อเป็นเวลานานค่ะ เช่น การถูกทำร้ายหรือถูกละเลยต่อเนื่องในวัยเด็ก การอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเป็นเวลานาน หรือสถานการณ์ที่รู้สึกว่าหนีออกมาได้ยาก ความต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่อยู่ที่การที่บาดแผลเกิดขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่หล่อหลอมว่าเราควรจะมองตัวเองและโลกอย่างไร ในกรณีที่ Trauma ในวัยเด็กเป็นต้นเหตุ บางครั้งจะพบคำว่า Developmental Trauma ในงานวิชาการบางส่วนด้วย แต่คำนี้เป็นคำที่ใช้ในเชิงวิชาการ ไม่ใช่ชื่อการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการนะคะ
ใน ICD-11 ซึ่งเป็นระบบจำแนกโรคที่ใช้กันในระดับสากล Complex PTSD จะมีอาการหลักของ PTSD ร่วมอยู่อย่างครบถ้วน คือการหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น และความรู้สึกว่ายังมีภัยคุกคามอยู่จนถึงปัจจุบัน บวกกับอีกสามกลุ่มอาการที่มักเรียกรวมกันว่า “ความยากลำบากในการจัดระเบียบตนเอง” ค่ะ กลุ่มแรกคือการจัดการอารมณ์ที่ยากขึ้น อารมณ์อาจขึ้นลงรุนแรง โกรธง่าย หรือรู้สึกชาไปเลย กลุ่มที่สองคือการมองตัวเองในแง่ลบอย่างมาก รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ผิด หรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างถาวร และกลุ่มที่สามคือความยากลำบากในความสัมพันธ์ ทั้งการเข้าใกล้คนอื่น การไว้ใจ และการรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคง ใน ICD-11 กลุ่มอาการทั้งสามด้านนี้มักเรียกรวมกันว่า Disturbances in Self-Organization (DSO) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ Complex PTSD ต่างจาก PTSD ทั่วไปค่ะ
แต่การมีบางอาการเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าคุณเป็น C-PTSD เสมอไปนะคะ อาการเหล่านี้ทับซ้อนกับหลายภาวะได้ และบางครั้งก็เป็นปฏิกิริยาที่เข้าใจได้ต่อสิ่งที่ผ่านมา การวินิจฉัยที่ถูกต้องต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญประเมิน บทความนี้จึงมีไว้เพื่อช่วยให้เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อตัดสินตัวเองค่ะ
ทำไมบาดแผลที่เกิดซ้ำถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
หัวใจที่ทำให้ C-PTSD ต่างออกไป อยู่ที่ช่วงเวลาและความต่อเนื่องของบาดแผลค่ะ
เมื่อเหตุการณ์ที่ทำให้เราเจ็บปวดเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เรากำลังก่อร่างสร้างความเข้าใจที่เราพึงมีต่อตัวเอง หรืออยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกว่าไม่สามารถหลีกหนีหรือควบคุมได้ ระบบของเราก็เรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมนั้น การคอยระวังอารมณ์ของคนอื่นตลอดเวลา การเก็บความต้องการของตัวเองไว้ หรือการเชื่อว่า “ถ้าฉันดีพอ ฉันจะปลอดภัย” ล้วนเคยเป็นวิธีที่ช่วยให้รอดในตอนนั้นจริงๆ เพียงแต่เมื่อมันถูกใช้ซ้ำนานพอ มันก็จะค่อยๆ กลายเป็นความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเองและเป็นวิธีที่เรามองตัวเองไปโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราเป็นในบางสถานการณ์อีกต่อไป
นี่คือเหตุผลที่หลายคนที่มี C-PTSD ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเอง “มีบาดแผล” แต่รู้สึกว่าตัวเอง “ก็เป็นแบบนี้” เสียงที่บอกว่าเราไม่มีค่าพอ ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นความผิดปกติ แต่มันรู้สึกเหมือนเป็นความจริงที่มีต่อตัวเราตัวเอง และความยากในการไว้ใจคนอื่นก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้มา แต่รู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นนิสัยติดตัว การเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าคุณจะต้องเป็นเช่นนั้นไปตลอดชีวิต มันจึงเป็นก้าวสำคัญก้าวแรก และเป็นก้าวที่ให้ความหวังด้วย เพราะสิ่งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมา ก็ค่อยๆ ปรับใหม่ได้เช่นกันค่ะ
C-PTSD เปรียบเหมือนบ้านที่สร้างบนพื้นที่เอียงมาตั้งแต่ต้น
ลองนึกถึงบ้านที่ถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นเอียงๆ และไม่สมดุลนะคะ ถ้าบ้านได้รับความเสียหายจากพายุลูกเดียว เราพอจะชี้ได้ว่ารอยร้าวมาจากไหนแล้วก็ไปซ่อมตรงจุดนั้น แต่ถ้าบ้านถูกสร้างบนพื้นที่เอียงมาตั้งแต่วางฐานราก ความเอียงนั้นอาจส่งผลต่อหลายต่อหลายส่วนของบ้าน มันไม่หยุดอยู่แค่ที่ผนังจุดใดจุดหนึ่ง ทั้งประตูที่ปิดไม่สนิท พื้นที่ลาดเอียงจนของกลิ้งตกมาตลอด แต่คนที่อยู่ในบ้านกลับคิดว่านี่คือเรื่องปกติ เพราะเขาไม่เคยรู้จักบ้านที่ไม่เอียง C-PTSD ก็คล้ายกัน คือบาดแผลอาจไม่ได้อยู่แค่ในความทรงจำเหตุการณ์หนึ่ง แต่ส่งผลต่อวิธีที่เรามองตัวเองและเชื่อมโยงกับคนอื่น จนเราคิดว่าความผิดปกตินั้นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
ข่าวดีคือ การดูแลรักษาบ้านแบบนี้ไม่ใช่การทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ทั้งหลัง และไม่ใช่การโทษว่าทำไมตอนนั้นถึงสร้างแบบนี้แต่คือการค่อยๆ เสริมฐาน ปรับทีละส่วน ในจังหวะที่โครงสร้างรับไหว จนบ้านค่อยๆ มั่นคงขึ้น สมดุลขึ้น และอยู่สบายขึ้น
เมื่อไหร่ที่ควรได้รับการดูแล และดูแลอย่างปลอดภัยอย่างไร
เรื่องนี้สำคัญมากและอยากให้อ่านให้ครบค่ะ ถ้าคุณพบว่าอารมณ์ขึ้นลงจนจัดการยาก ความรู้สึกไร้ค่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความกลัวและระยะห่างจนบั่นทอนใจ หรือมีอาการอย่างแฟลชแบ็ก การหลีกเลี่ยง และการตื่นตัวเกินไปร่วมอยู่ด้วย และสิ่งเหล่านี้รบกวนการใช้ชีวิต การได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่เข้าใจเรื่องบาดแผลทางใจโดยเฉพาะ จะช่วยได้จริง
สิ่งที่อยากเน้นเป็นพิเศษคือ การทำงานกับบาดแผลที่สะสมมานาน ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลค่ะ คุณไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองรื้อฟื้น เล่ารายละเอียดซ้ำ หรือจงใจทำให้ตนเองจมกลับเข้าไปในอดีตโดยไม่มีการประเมินความพร้อม การทำงานกับบาดแผลที่ลึกและซับซ้อนควรมีโครงสร้าง จังหวะ และความปลอดภัยที่เหมาะสมกับแต่ละคน และถ้าคุณยังอยู่ในความสัมพันธ์หรือสภาพแวดล้อมที่ทำร้ายอยู่ในปัจจุบัน ความปลอดภัยของคุณคือสิ่งที่ต้องมาก่อน สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง และหากช่วงไหนความทุกข์ในใจหนักจนรู้สึกเกินจะรับไหว หรือเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ต่อ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีเจ้าหน้าที่รับฟังตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ คุณไม่จำเป็นต้องผ่านเรื่องนี้ไปเพียงลำพัง
การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรกับ C-PTSD
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับรูปแบบอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย และการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยการทำงานนี้ไม่ใช่การวินิจฉัย C-PTSD และไม่ทดแทนการประเมินจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกเมื่อจำเป็นค่ะ และขอเน้นไว้ชัดๆ ว่าการทำงานนี้ไม่ใช่การไป “ขุด” หรือ “กู้คืน” ความทรงจำที่ถูกลืม เพราะกระบวนการนึกย้อนมีความละเอียดอ่อนและอาจคลาดเคลื่อนได้ สิ่งที่ทำงานด้วยคือความสัมพันธ์ของผู้รับบริการกับประสบการณ์เหล่านั้นในปัจจุบัน
จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับบาดแผลแบบซับซ้อนมักต้องเริ่มจากการสร้างความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงค่อยๆ มุ่งช่วยให้ผู้รับบริการเข้าถึงภาวะสงบได้มากขึ้น ปรับการตอบสนองอัตโนมัติต่อสิ่งกระตุ้นที่เชื่อมโยงกับอดีต และค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบความเชื่อเกี่ยวกับตนเองที่อาจถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ให้กลับมาเห็นตัวเองในมุมที่เป็นธรรมกับตัวเองมากขึ้น โดยไม่บังคับให้ย้อนกลับไปจมอยู่ในรายละเอียดของเหตุการณ์ และดำเนินไปตามจังหวะที่ผู้รับบริการรับไหวค่ะ
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการดูแลบาดแผลที่สะสมมานานอย่างยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการลบอดีตทิ้ง หรือบังคับตัวเองให้กลายเป็นคนใหม่ในชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการค่อยๆ ปรับรูปแบบอัตโนมัติที่เคยช่วยให้เราเอาตัวรอด ทั้งวิธีที่เรารู้สึก มองตัวเอง และเชื่อมโยงกับคนอื่น พร้อมสร้างความมั่นคงจากข้างในขึ้นทีละน้อย จนบาดแผลในอดีตไม่ต้องเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราเป็นใครในทุกวันนี้อีกต่อไป และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมของบาดแผลจากเหตุการณ์สะเทือนใจก่อน ลองอ่านต่อได้ที่บทความ PTSD (โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ) ทำไมอดีตถึงรู้สึกเหมือนกำลังเกิดตอนนี้ หรือถ้าเสียงที่บอกว่า “ตัวจริงของเราไม่ดีพอ” คือส่วนที่หนักที่สุดสำหรับคุณ บทความเรื่อง ความอับอายที่ฝังลึก (Toxic Shame) เมื่อเรารู้สึกว่าตัวเราเองคือปัญหา ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากบาดแผลที่สะสมมานานยังกำหนดว่าคุณเป็นใครในทุกวันนี้ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ