Codependency (การพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไป) คืออะไร: เมื่อการดูแลใครสักคนกลายเป็นตัวตนทั้งหมด จนลืมไปว่าตัวเองก็มีชีวิต
ตีหนึ่งสิบห้า นัทยังถือโทรศัพท์แนบหูอยู่ ปลายสายคือแฟนที่กำลังเสียใจเรื่องดราม่าในที่ทำงานของเธอ เดือนนี้แฟนเขาบ่นเรื่องดราม่านี่เป็นรอบที่สามแล้วนะ จนนัทหมดแล้วว่าต้องจัดการยังไง เริ่มจากให้เธอระบายไปก่อนสักหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นค่อยๆ เสนอทางออก พร้อมปลอบเธอไปเรื่อยๆ จนเธอสบายใจ แล้วค่อยปิดท้ายด้วยการรับปากว่าพรุ่งนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้
สิ่งที่นัทไม่ได้พูดกับแฟนก็คือ เก้าโมงเช้าพรุ่งนี้เขามีพรีเซนต์ใหญ่ที่สุดของไตรมาส และตอนนี้สไลด์ก็ยังไม่เสร็จเลย คิดอยู่ตลอดว่าอยากจะบอกว่า “ขอไปนอนก่อนนะ” แต่ก็ได้แต่คิดเท่านั้น นัทไม่กล้าพูดออกไปหรอก เพราะแค่คิดก็รู้สึกเหมือนกำลังทิ้งให้แฟนต้องทุกข์คนเดียว
สุดสัปดาห์ก่อน ระหว่างกินข้าวเพื่อนสนิทถามนัทคำถามหนึ่ง “เออ แล้วแกล่ะ ช่วงนี้อยากทำอะไรบ้าง” นัทเปิดปากจะตอบ แล้วก็ต้องหุบปากลง เพราะในหัวมีแต่ตารางชีวิตของแฟน ปัญหาของแฟน อารมณ์ของแฟน ส่วนช่องที่เขียนว่า “ความต้องการของนัท” มันว่างเปล่ามานานจนเจ้าตัวเพิ่งสังเกต และคำถามต่อมาของเพื่อนก็ยิ่งทำให้เขาเงียบกว่าเดิม “ถ้าวันหนึ่งทุกอย่างในชีวิตของเข่าโอเคหมดแล้ว และไม่ต้องให้แกดูแลแล้ว แกจะเหลืออะไร?”
สภาวะที่นัทกำลังตกที่นั่งอยู่ในตอนนี้คือ Codependency หรือการพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไปค่ะ มันเป็นแนวคิดที่มีรากจากแวดวงการฟื้นฟูผู้ติดสุราและครอบครัว มันใช้อธิบายรูปแบบที่คุณค่า ตัวตน หรือความมั่นคงทางอารมณ์ของบุคคลถูกผูกแน่นอยู่กับการดูแล กอบกู้ ควบคุม หรือทำให้อีกฝ่ายพอใจ จนความต้องการและขอบเขตของตัวเองค่อยๆ หายไปจากสมการ แต่การดูแลกันและกันหรือพึ่งพากันและกันในความสัมพันธ์ไม่ใช่ปัญหาโดยตัวมันเอง เส้นแบ่งอยู่ที่ว่าเรายังมีอิสระเลือกที่จะหยุด ปฏิเสธ หรือดูแลตัวเองได้หรือไม่ และแต่ละคนยังเหลือตัวตนของตัวเองอยู่หรือไม่
Codependency คืออะไร มาจากไหน และไม่ใช่อะไร
ดั่งเช่นที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น คำว่า Codependency เริ่มต้นในแวดวงการฟื้นฟูผู้ติดสุรา จากการสังเกตว่าคนใกล้ชิดของผู้ติดสุราจำนวนหนึ่งพัฒนารูปแบบของตัวเองขึ้นมาคู่ขนานกัน ไม่ว่าจะเป็นการคอยกอบกู้ ปกปิดความผิด แก้ปัญหาแทน และจัดชีวิตทั้งชีวิตไว้รอบการดูแลอีกฝ่าย ต่อมาแนวคิดนี้ถูกขยายมาใช้กับความสัมพันธ์ทั่วไปและแพร่หลายมากผ่านงานเขียนแนวพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะงานของ Melody Beattie ค่ะ
การดูแลกันและกันไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด ความสัมพันธ์ที่ดีย่อมมีการพึ่งพากันเป็นเรื่องธรรมดา เราปลอบใจกันในวันที่แย่ ดูแลกันในวันที่ป่วย และอาจมีบางช่วงที่ชีวิตฝ่ายหนึ่งต้องเจอกับมรสุมหนักจนต้องพึ่งพิงอีกฝ่าย ภาษาจิตวิทยาเรียกการพึ่งพากันแบบมีสุขภาวะว่า Interdependence ค่ะ ซึ่งต่างจากการพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไปตรงที่ ทั้งคู่ยังมีตัวตน ความต้องการ และชีวิตของตัวเองเหลืออยู่ และ เรายังมีอิสระที่จะหยุดการให้ความช่วยเหลือ ปฏิเสธ หรือดูแลตัวเองได้ โดยไม่รู้สึกว่าคุณค่าของเราหรือความสัมพันธ์ทั้งหมดจะพังลงค่ะ
ในความเป็นจริงแล้วการให้หรือการทำดีของมนุษย์มักมีแรงจูงใจผสมกัน เราอาจเต็มใจช่วยและรู้สึกกลัวไปพร้อมกันก็ได้ และบางครั้งเราอาจจะดูแลคนอื่นด้วยความรักจากใจจริงแต่รูปแบบ Codependent ก็ยังทำร้ายเราอยู่ เส้นแบ่งจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรารักหรือไม่รักอีกฝ่าย แต่อยู่ที่อิสระในการเลือกค่ะ คนใจดีที่ชอบดูแลคนอื่นจึงไม่ได้เป็น Codependent เสมอไป
เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน: การดูแลที่มีสุขภาวะ vs การพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไป
ลองนึกภาพคนสองคนในสระว่ายน้ำนะคะ คนหนึ่งว่ายยังไม่แข็ง อีกคนเลยทำหน้าที่เป็นห่วงยางให้ ฟังดูอบอุ่นใช่ไหมคะ และในจุดที่สมดุลมันก็คือความรักจริงๆ ค่ะ
แต่หากการเป็นห่วงยางกลายเป็นหน้าที่ถาวร คนที่ถูกพยุงอยู่ตลอดอาจมีโอกาสน้อยลงที่จะได้เรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาด ส่วนคนที่เป็นห่วงยาง ก็ค่อยๆ แฟบลงทีละนิดโดยไม่มีใครสังเกต รวมถึงตัวเองด้วยค่ะ เพราะความสนใจทั้งหมดจับจ้องอยู่ที่คนในน้ำเสมอ นานวันเข้า ห่วงยางที่แฟบเพราะต้องพยุงคนอื่นอาจกลายเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ห่วงยางรู้สึกว่าตัวเองมีค่า จนวันที่ไม่มีใครเกาะ กลับกลายเป็นวันที่ว่างเปล่าที่สุด
สัญญาณของรูปแบบนี้มักปรากฏประมาณนี้ค่ะ คุณค่าในตัวเองขึ้นอยู่กับการเป็นที่ต้องการ (“ถ้าเราไม่ช่วย เขาจะยังรักเราไหม”) ความรู้สึกผิดที่พุ่งขึ้นทันทีเมื่อทำอะไรเพื่อตัวเอง ความทนไม่ได้เมื่อคนใกล้ตัวไม่โอเค จนต้องรีบยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทุกครั้งแม้เขาไม่ได้ร้องขอ การรู้อารมณ์และตารางชีวิตของเขาละเอียดกว่าของตัวเอง และความรู้สึกเหมือนความสัมพันธ์เป็นงานเต็มเวลาที่ไม่สามารถลาหยุดได้
อ่านแล้วเห็นตัวเองบางข้อไม่ได้แปลว่าผิดปกตินะคะ หลายอย่างเกิดขึ้นชั่วคราวในช่วงที่คนที่รักกำลังลำบากจริง สิ่งที่แนวคิดนี้ชวนสังเกตคือรูปแบบที่เรื้อรัง เกิดกับหลายความสัมพันธ์ และกัดกร่อนตัวตนค่ะ
รูปแบบนี้ไม่ควรถูกอธิบายด้วยการชี้ว่าใครคนหนึ่งเป็นผู้ร้าย หลายครั้งที่อีกฝ่ายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเป็นห่วงยางที่แฟบลง เพราะทุกอย่างถูกจัดการให้เรียบร้อยเงียบๆ มาตลอด และเพราะเราไม่เคยสื่อสารหรือเปิดพื้นที่ให้เขารับผิดชอบ รูปแบบนี้จึงมักเกิดกันทั้งสองทางค่ะ การช่วยเหลือแทนซ้ำๆ อาจมีส่วนทำให้อีกฝ่ายมีโอกาสรับผิดชอบและฝึกทักษะของตนน้อยลง ในขณะที่อีกฝ่ายก็ยังต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและการตัดสินใจของตัวเอง
รากของรูปแบบนี้มักมาจากไหน
รูปแบบการพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไปมักมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์วัยเยาว์บางลักษณะค่ะ
เด็กที่โตในบ้านที่มีผู้ใหญ่ป่วยเรื้อรัง ติดสุรา หรืออารมณ์ไม่มั่นคง มักได้รับบทเป็นผู้ดูแลตั้งแต่ยังเล็ก เด็กต้องคอยอ่านอารมณ์ คอยประคับประคอง คอยทำให้บ้านสงบ เด็กบางคนอาจค่อยๆ เรียนรู้ว่า “ความรักและความปลอดภัยมาจากการทำตัวมีประโยชน์” และ “ความต้องการของตัวเองคือสิ่งที่ต้องเก็บไว้ก่อน”
เราจะแก้ไขรูปแบบนี้ได้นี้อย่างไร
หลักแรกที่สำคัญที่สุดคือ “เป้าหมายไม่ใช่การเลิกดูแลคนที่รัก” แต่คือการดึงความต้องการของตัวเองกลับมาอยู่ในสมการ คำถามหนึ่งที่ช่วยสังเกตคือ “ที่กำลังจะทำให้นี่ เราเลือกได้จริงไหม หรือรู้สึกว่าต้องให้เพราะกลัวผลที่จะตามมา” กลัวเขาโกรธ กลัวถูกทิ้ง หรือกลัวความรู้สึกไร้ค่าของตัวเอง คำตอบไม่ได้บอกว่าต้องหยุดช่วยเขา มันแค่บอกว่าอะไรกำลังขับเคลื่อนเรา ซึ่งจุดนี้สำคัญมากค่ะ
และอีกคำถามคือ “เขาขอความช่วยเหลือนี้แล้วหรือยัง และเรากำลังช่วยในแบบที่เขาต้องการ หรือกำลังเข้าไปจัดการเพราะเราเองทนเห็นเขาไม่โอเคไม่ได้” เครื่องมือที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือการถามก่อนลงมือ ประโยคง่ายๆ อย่าง “อยากให้เราฟังเฉยๆ หรือช่วยคิด หรืออยากจัดการเองก่อน” คำถามเหล่านี้จะช่วยให้สามารถแยกการดูแลออกจากการเข้าไปกอบกู้สถานการณ์ได้โดยไม่ต้องถอยห่างจากคนที่เรารักเลย
ถัดมาคือ “ฝึกความอดทนต่อความไม่โอเคของคนอื่น” การที่คนที่เรารักหงุดหงิด เศร้า หรือต้องแก้ปัญหาของตัวเองบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ที่จะต้องเติบโตและแข็งแรง การรีบเข้าไปแก้แทนทุกครั้งอาจลดโอกาสที่เขาจะได้ทดลองรับมือ ตัดสินใจ หรือขอความช่วยเหลือในแบบของตัวเองค่ะ ทั้งนี้ข้อนี้ไม่รวมสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อเขาจริงๆ หากคนใกล้ตัวมีปัญหาการดื่มสุรา สารเสพติด หรือภาวะสุขภาพจิตที่รุนแรง การดูแลตัวเองของเราไม่ได้แปลว่าทอดทิ้งเขา แต่สิ่งที่เขาต้องการคือการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบทบาทที่เราแบกแทนไม่ได้ไม่ว่าจะรักแค่ไหนค่ะ
และ “ฝึกเป็นผู้รับบ้าง” สำหรับคนที่รับบทบาทเป็นห่วงยางมาทั้งชีวิต การให้คนอื่นดูแลกลับรู้สึกอึดอัดอย่างน่าประหลาด ลองฝึกการเป็นผู้รับจากเรื่องเล็กๆ ที่เราสามารถเจอได้ในชีวิตประจำวัน รับคำชมโดยไม่ปฏิเสธ รับความช่วยเหลือโดยไม่รีบตอบแทน ฝึกจากสิ่งเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยับไปเป็นการรับความช่วยเหลือในเรื่องใหญ่ๆ ในภายหลัง
เมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญ
หากความเหนื่อยล้าจากการดูแลสะสมจนกระทบสุขภาพ การนอน หรือการงาน ความขุ่นเคืองปนความรู้สึกผิดวนจนใจล้า หรือคุณพบว่าคำถาม “แล้วเราคือใครถ้าไม่ได้ดูแลใคร” ทำให้ใจหายทุกครั้งที่คิด การพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต (trauma-informed) คือทางเลือกที่ควรอยู่ต้นๆ ของรายการค่ะ และหากคนใกล้ตัวของคุณมีปัญหาการติดสุราหรือสารเสพติด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อครอบครัวและคนใกล้ชิดโดยเฉพาะก็ช่วยได้มากนะคะ — คุณไม่จำเป็นต้องแบกเรื่องนี้ตามลำพัง และหากช่วงไหนใจหนักเกินกว่าจะแบกคนเดียว สายด่วนสุขภาพจิต 1323 มีคนพร้อมรับฟังอยู่เสมอค่ะ
การสะกดจิตบำบัดกับการพึ่งพาความสัมพันธ์มากเกินไป ในแนวทางของ NBRH
ที่ NBRH เราใช้การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นแนวทางหลักในการทำงานกับอารมณ์ ความรู้สึกทางกาย ความหมายที่บุคคลมีต่อตนเอง และรูปแบบการตอบสนองอัตโนมัติที่ยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมค่ะ
สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือรูปแบบที่ทำงานอยู่ในปัจจุบันของตัวผู้รับบริการเอง ความรู้สึกผิดที่พุ่งขึ้นเมื่อขอพักหรือปฏิเสธ แรงกระตุ้นที่ต้องรีบเข้าไปแก้เมื่อคนใกล้ตัวไม่โอเค ความว่างเปล่าที่โผล่มาในวันที่ไม่มีใครต้องการเรา หรือความอึดอัดประหลาดเมื่อถูกดูแลกลับ การสะกดจิตบำบัดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อค้นหาหรือยืนยันความทรงจำ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเรื่องราวนี้ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เราค่อยๆ ทำงานกับรูปแบบเหล่านี้ในภาวะจดจ่อและผ่อนคลาย ซึ่งผู้รับบริการอาจยังรับรู้สิ่งรอบตัว หรือเคลิ้มลึกลงไปเป็นช่วงๆ ได้ โดยไม่ใช่ภาวะที่ผู้บำบัดเข้าควบคุมจิตใจ และความปลอดภัยทางอารมณ์ของผู้รับบริการคือสิ่งที่เราถือเป็นลำดับแรกเสมอ พร้อมช่วยพัฒนาวิธีตอบสนองเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันมากขึ้น เช่น การเพิ่มพื้นที่ระหว่างความไม่โอเคของคนอื่นกับแรงกระตุ้นที่จะเข้าไปกอบกู้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นสิ่งที่เราเลือกจากความเต็มใจ ไม่ใช่สิ่งที่ความกลัวสั่งแทนเราค่ะ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์โดยรวมยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองและการมีส่วนร่วมของอีกฝ่ายด้วยนะคะ สิ่งที่งานของเราช่วยได้คือฝั่งของเราที่ค่อยๆ กลับมาเต็มขึ้นค่ะ
NBRH (Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy) เชื่อว่าพฤติกรรมและการตอบสนองของเราไม่ใช่ตัวตนถาวร แต่คือรูปแบบที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์ ซึ่งอาจค่อยๆ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อได้รับการดูแลและมีเงื่อนไขที่เหมาะสม เราใช้การสะกดจิตบำบัดเป็นแนวทางหลักในการทำงานกับวงจรอัตโนมัติเหล่านี้ ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว และเคารพจังหวะของแต่ละคนเสมอค่ะ
หากการตอบตกลงทั้งที่ไม่ไหวเกิดขึ้นอัตโนมัติจนเหมือนไม่ได้เลือก เรื่อง Fawn Response เมื่อการเอาใจคนอื่นคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอด อธิบายกลไกนั้นไว้ค่ะ รากของ “เด็กที่ต้องโตเร็วและรับบทผู้ดูแล” อยู่ในบทความ Inner Child และ 4 ร่องรอยจากวัยเด็ก เครื่องมือการสื่อสารความต้องการและการปฏิเสธอย่างเคารพทั้งสองฝ่าย อยู่ในบทความ การตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ (Healthy Boundaries) นะคะ และสำหรับคนที่อยากเข้าใจพื้นฐานก่อนตัดสินใจ เราอธิบายไว้แล้วว่า การสะกดจิตบำบัดคืออะไรและทำงานอย่างไร ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากการดูแลคนที่รักทำให้คุณลืมไปว่าตัวเองต้องการอะไร เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ