ภาวะหมดไฟ (Burnout): อาการคล้ายซึมเศร้า แต่มันใช่ซึมเศร้าจริงไหม
ตั้งแต่เริ่มทำงานที่บริษัทนี้มาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เอิร์ธเคยเป็นคนที่มาทำงานเช้าที่สุดในทีม ไอเดียกระฉูด ทำงานว่องไว ตื่นเต้นและสนุกกับงานทุกวัน
แต่หกเดือนหลังมานี้ บริษัทกำลังปรับโครงสร้างและปรับลดขนาดองค์กร งานเลยถาโถมเข้าหาเอิร์ธไม่หยุดไม่หย่อนเพราะกำลังคนไม่พอ บางสิ่งบางอย่างในตัวเริ่มเปลี่ยนไป เขารู้สึกว่าเขานอนไม่พอทุกคืน ตื่นเช้ามาก็ยังเหนื่อยอยู่ลึกๆ งานที่เคยรักก็ไม่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป ทุกเย็นวันอาทิตย์เขาจะเริ่มหดหู่เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไปทำงานอีก และเริ่มหงุดหงิดใส่คนที่บ้านโดยไม่ตั้งใจ แม้แต่สิ่งที่เคยชอบทำในวันหยุดก็ไม่สนุกอีกต่อไป
คืนหนึ่งเอิร์ธเสิร์ชอาการของตัวเองในอินเทอร์เน็ต ยิ่งอ่านยิ่งใจเสีย เพราะผลลัพธ์มันชี้ไปที่คำว่า “ซึมเศร้า” มันยิ่งทำให้เขาสับสนและกลัว “นี่เราแค่หมดไฟในการทำงาน หรือเราเป็นซึมเศร้ากันแน่นะ”
ภาวะหมดไฟ หรือ Burnout คืออะไร
องค์การอนามัยโลกอธิบายภาวะหมดไฟว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยจัดให้เป็นปรากฏการณ์ในบริบทของการทำงาน ไม่ใช่โรคทางการแพทย์ โดยลักษณะสำคัญนั้นจะมีสามด้าน ได้แก่ ความอ่อนล้าหมดพลังงาน ความรู้สึกเหินห่างหรือมองงานในแง่ลบและเย็นชา และความรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม
ลองนึกถึงกองไฟที่ถูกเร่งให้ลุกโชนตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่หยุดหย่อน แต่กลับไม่มีใครเติมเชื้อไฟให้มันเลย จนในที่สุดเชื้อเพลิงก็หมดลง เหลือแต่ถ่านที่ริบหรี่ และเราจะเรียกไฟที่โชนกลับมาจากถ่านที่มอดด้วยการตะโกนสั่งให้มันลุกแรงๆ ก็ไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งที่ต้องทำคือการค่อยๆ เติมเชื้อเพลิงกลับเข้าไปใหม่ ภาวะหมดไฟก็คล้ายกันค่ะ มันไม่ได้แปลว่าไฟในการทำงานของคุณด้อยกว่าใคร แต่แปลว่ามันถูกใช้งานในแบบที่เผาผลาญเร็วเกินกว่าจะเติมเชื้อไฟทัน
หมดไฟกับซึมเศร้า ต่างกันอย่างไร
ความต่างที่มักถูกพูดถึงคือ ภาวะหมดไฟมักผูกอยู่กับบริบทใดบริบทหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องงาน ความเหนื่อยล้าและความเบื่อหน่ายมักวนอยู่รอบๆ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเป็นหลัก และในหลายกรณี เมื่อได้ออกห่างจากต้นตอแห่งความเครียดจริงๆ อาการก็มักทุเลาลง ส่วนภาวะซึมเศร้ามักแผ่กว้างกว่านั้น มันกระทบแทบทุกด้านของชีวิต มาพร้อมความรู้สึกสิ้นหวังหรือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงาน
แต่ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดเจนนะคะ เส้นแบ่งระหว่างสองภาวะนี้ไม่ได้แน่นอน และยังเป็นเรื่องที่นักวิจัยถกเถียงกันอยู่ อาการของทั้งสองทับซ้อนกันมาก ทั้งความอ่อนล้า อารมณ์หม่นหมอง การนอนที่ผิดปกติ และสมาธิที่แย่ลง ที่สำคัญคือภาวะหมดไฟที่ปล่อยไว้นานสามารถพัฒนาไปสู่หรือเกิดร่วมกับภาวะซึมเศร้าได้ ด้วยเหตุนี้ การพยายามวินิจฉัยตัวเองว่า “แค่หมดไฟ” หรือ “ซึมเศร้า” จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและไม่แม่นยำนัก
ทำไมความต่างนี้ถึงสำคัญ
เหตุผลที่การแยกให้ออกสำคัญ ไม่ใช่เพื่อจัดหมวดหมู่ให้ถูก แต่เพราะแนวทางการดูแลอาจต่างกัน และเพราะการคิดว่า “แค่หมดไฟ เดี๋ยวก็หาย ฝืนไปก่อน” อาจทำให้เรามองข้ามภาวะซึมเศร้าที่กำลังก่อตัวขึ้นได้
ดังนั้น หากอาการรุนแรง ยืดเยื้อ แผ่กระจายไปทั่วชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องงาน หรือมีความรู้สึกสิ้นหวังหรือความคิดทำร้ายตัวเองเข้ามาร่วมด้วย การเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง อย่าไปคิดว่าเพราะตัวเองอ่อนแอนะคะ ไม่ใช่เลยค่ะ แต่เพราะคุณสมควรได้รับการดูแลที่ตรงจุดต่างหากค่ะ
วิธีรับมือภาวะหมดไฟ (Burnout)
ภาวะหมดไฟมักแก้ไขไม่ได้ด้วยการพักผ่อนสุดสัปดาห์เพียงอย่างเดียว และที่สำคัญกว่านั้น มันมักแก้ไขไม่ได้ด้วยการปรับที่ตัวเราฝ่ายเดียว ถ้าต้นตอมาจากภาระงานที่มากเกินไป การขาดอำนาจในการควบคุมงาน หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ยั่งยืน การดูแลตัวเองอย่างเดียวก็เหมือนการพยายามเติมฟืนในขณะที่ยังมีคนเร่งไฟอยู่ตลอด
ด้วยเหตุนี้ การดูแลที่ได้ผลจึงมักต้องมองไปถึงต้นตอด้วย ทั้งการตั้งขอบเขต การปรับภาระงานเท่าที่ทำได้ การขอการสนับสนุน และการค่อยๆ ฟื้นคืนพลังงานอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกลับไปหาความหมายและการควบคุมในงานที่หายไป
Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัดช่วยได้อย่างไร
ในมิติของการดูแลกายใจ Hypnotherapy หรือการสะกดจิตบำบัด พอมีบทบาทช่วยได้ในส่วนของการคลายการตื่นตัวเรื้อรังของระบบประสาทที่มักมากับความเครียดสะสม ช่วยเรื่องการพักผ่อนและการนอน รวมถึงการทำงานกับรูปแบบภายในอย่างการปิดสวิตช์ไม่เป็น การรับผิดชอบเกินตัว หรือความสมบูรณ์แบบนิยม ที่ทำให้บางคนเผาผลาญพลังงานเร็วกว่าที่ควร
ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการฟื้นจากภาวะหมดไฟอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการบังคับตัวเองให้กลับไปลุกโชนเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด แต่เกิดจากการค่อยๆ เติมเชื้อเพลิงกลับเข้ามา ดูแลทั้งระบบประสาทที่ล้าและรูปแบบที่ทำให้เราเผาผลาญตัวเองเกินไป ควบคู่ไปกับการปรับสิ่งที่ปรับได้ในสถานการณ์รอบตัว และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ
ถ้าอยากเข้าใจภาวะซึมเศร้าให้ชัดขึ้นเพื่อแยกแยะสิ่งที่ตัวเองกำลังเจอ ลองอ่านต่อได้ที่บทความ โรคซึมเศร้าเกิดจากสารเคมีในสมองจริงหรือ — แล้วอะไรทำให้สารเคมีเปลี่ยนไปตั้งแต่แรก หรือถ้าสงสัยว่าความเครียดเรื้อรังส่งสัญญาณลงมาที่ร่างกายและการนอนอย่างไร บทความเรื่อง ทำไมสมองถึงคิดว่าทุกอย่างเป็นภัย — Anxiety และวิธีที่การสะกดจิตช่วยลดความวิตกกังวล ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณกำลังรู้สึกหมดไฟและไม่แน่ใจว่ากำลังเจอกับอะไรอยู่ เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ