Hypnosis · สะกดจิตบำบัด

มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด — ว่าด้วยเรื่องการสะกดจิตที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด

มีคนเคยถามว่า “ถ้าถูกสะกดจิต เราจะยังเป็นตัวเองอยู่ไหม?” แม้คำถามจะดูเรียบง่าย แต่ข้างในมันแฝงความกลัวไว้เยอะมาก กลัวว่าจะถูกควบคุม กลัวว่าจะทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นหุ่นเชิดให้ใครก็ไม่รู้บงการ ซึ่งถ้าพูดตรงๆ ความกลัวแบบนี้มันเกิดจากหนังมากกว่าความเป็นจริงค่ะ

การสะกดจิต หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Hypnosis มาจากภาษากรีกคำว่า Hypnos ที่แปลว่า “การนอนหลับ” คนรุ่นแรกๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้สังเกตว่าคนที่ถูกสะกดจิตจะดูเหมือนหลับไป เคลิ้มๆ ตาปิด ไม่ค่อยขยับ เลยตั้งชื่อไปตามนั้น แต่พอศึกษาลึกขึ้น ก็พบว่าตั้งชื่อผิดไปนิดนึง

เพราะจริงๆ แล้ว คนที่อยู่ในสภาวะสะกดจิต ไม่ได้หลับ

เขาแค่ดูเหมือนหลับ แต่จิตใจยังตื่นอยู่ครบถ้วน ยังรับรู้ทุกอย่าง แค่อยู่ในโหมดที่จิตใจคล้อยตามง่ายขึ้นเท่านั้น เหมือนกับตอนเราดูหนังดีๆ แล้วดูดซับจนลืมว่ากำลังนั่งอยู่บนโซฟา — เราไม่ได้หลับ แต่เราก็ไม่ได้ตื่นเต็มร้อยเหมือนกัน

เพื่อจะเข้าใจว่าการสะกดจิตทำงานยังไง ต้องเข้าใจก่อนว่าจิตใจของมนุษย์มันแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นแรกคือ จิตสำนึก ซึ่งก็คือส่วนที่เราใช้คิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ มีเหตุมีผล อย่างตอนนี้ที่คุณกำลังอ่านบทความนี้แล้วคิดว่า “อ่อ เข้าใจแล้ว” หรือ “งี้หรอ ไม่แน่ใจเลย” — นั่นแหละคือจิตสำนึกกำลังทำงานอยู่

แต่ชั้นที่สองต่างหากที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ จิตใต้สำนึก มันคือคลังเก็บข้อมูลขนาดมหึมาที่เก็บรักษาความทรงจำ ความเชื่อ นิสัย และรูปแบบการตอบสนองจำนวนมาก ที่ส่งผลต่อชีวิตเราโดยอัตโนมัติ — ทั้งหมดนี้อยู่ในจิตใต้สำนึกทั้งนั้น และมันทำงานโดยไม่ต้องขออนุญาตจิตสำนึกก่อน

ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าจิตสำนึกคือนักบินที่นั่งอยู่ในห้องโดยสาร จิตใต้สำนึกก็คือระบบ autopilot ที่กำลังบังคับเครื่องบินอยู่จริงๆ นักบินคิดว่าตัวเองคุม แต่ส่วนใหญ่เวลาเครื่องบินกำลังบินตรง ระบบอัตโนมัติต่างหากที่กำลังทำงาน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนถึงรู้ว่าตัวเองไม่ควรกินขนมตอนดึก แต่ก็ยังลุกมากินอยู่ดี ทำไมรู้ว่าต้องตื่นเช้า แต่ก็กด snooze ทุกวัน ทำไมอยากเลิกนิสัยบางอย่าง แต่ก็ทำไม่ได้สักที — เพราะจิตสำนึกบอกว่า “เลิกสิ” แต่จิตใต้สำนึกยังรันโปรแกรมเดิมอยู่

การสะกดจิตบำบัด หรือ Hypnotherapy คือเทคนิคที่ช่วยให้นักบำบัดเข้าถึงจิตใต้สำนึกได้โดยตรง แล้วปรับแก้ข้อมูลที่อยู่ข้างใน เหมือนโปรแกรมเมอร์ที่เปิด backend ขึ้นมาแล้วแก้ code ที่มีบั๊ก แทนที่จะนั่งคลิกหน้า interface แล้วหวังว่ามันจะหายเอง

วิธีการก็คือทำให้จิตสำนึกผ่อนคลายลงก่อน — เพื่อให้มันหยุด “เฝ้าประตู” สักพัก พอจิตสำนึกผ่อนคลาย จิตใต้สำนึกก็จะเปิดรับข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น นักบำบัดก็จะใช้จังหวะนั้นส่งข้อมูลชุดใหม่เข้าไปแทนที่ชุดเก่าที่กำลังทำให้เกิดปัญหา

ฟังดูง่ายเกินไปไหมคะ?

ก็ใช่ มันไม่ได้ง่ายสำหรับทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เป็นเวทมนตร์อะไร ปัจจุบันเราเข้าใจการสะกดจิตไม่ใช่ในฐานะ “ภาวะลึกลับ” แต่เป็นวิธีหนึ่งในการเข้าถึงรูปแบบ (Patterns) ที่สมองและจิตใต้สำนึกสร้างขึ้น และเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ มันแค่ใช้ธรรมชาติการทำงานของสมองเราให้เป็นประโยชน์ค่ะ

และที่สำคัญมากๆ คือ — ระหว่างสะกดจิต คุณยังเป็นตัวเองอยู่ครบทุกชิ้น ไม่มีใครบังคับให้คุณทำอะไรที่ขัดกับค่านิยมหรือความต้องการของตัวเองได้ มันไม่ใช่รีโมตคอนโทรลของมนุษย์

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังการสะกดจิตบำบัดนั้นมันไม่รู้สึก “ฝืน” เลย เพราะมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่ที่จิตสำนึก แต่เปลี่ยนที่ระดับของความรู้สึกและความเคยชินเลย เหมือนอยู่ดีๆ นิสัยบางอย่างก็ค่อยๆ หายไปโดยที่ไม่รู้สึกว่าต้องฝืนตัวเอง

ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ญี่ปุ่น หรือยุโรป Hypnotherapy เป็นที่ยอมรับในแวดวงสุขภาพมานานแล้ว ใช้ตั้งแต่เรื่องความเครียด ความกลัว ความเจ็บปวดทางจิตใจ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพของตัวเอง แต่ในบ้านเราคนส่วนใหญ่ยังนึกภาพไม่ออกนอกจากหนังหรือโชว์บนเวที ที่คนถูกสะกดจิตแล้วกระโดดโขกหัวพื้น

นั่นมันคนละเรื่องกันเลยค่ะ

การสะกดจิตไม่ใช่ไสยศาสตร์ ไม่ใช่พลังลึกลับ และไม่ใช่การควบคุมจิตใจใคร

หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้เราติดอยู่กับปัญหา ไม่ใช่การขาดความพยายาม แต่เป็นการที่สมองและจิตใต้สำนึกยังทำงานตามรูปแบบเดิม

และเมื่อรูปแบบเดิมเปลี่ยนได้ การเปลี่ยนแปลงที่เคยดูเป็นไปไม่ได้ ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่เป็นธรรมชาติค่ะ

← กลับไปหมวดสะกดจิตบำบัด
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณอยากเข้าใจว่าการสะกดจิตบำบัดจะช่วยเรื่องของคุณได้อย่างไร เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ