Habits & Behavioral Patterns · นิสัยและรูปแบบพฤติกรรม

โรคดึงผม (Trichotillomania): ทำไมถึงเลิกดึงผมไม่ได้ และการสะกดจิตบำบัดช่วยได้ตรงไหน

สี่ทุ่มกว่าในห้องนอน พลอยนั่งไล่อ่านรายงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ มือข้างหนึ่งไถหน้าจอไปเรื่อยๆ ส่วนอีกข้างเลื่อนขึ้นไปอยู่ที่ผมตั้งแต่เมื่อไหร่เธอก็ไม่แน่ใจ

นิ้วของเธอค่อยๆ ไล่หาอยู่พักหนึ่ง ไม่ใช่เส้นไหนก็ได้ มันต้องเป็นเส้นที่หยาบและหยิกคล้ายๆ ผมคัน เมื่อเจอก็ดึงถอนมันออกมา ความอึดอัดที่ค้างอยู่ในอกก็คลายลงไปแว๊บหนึ่ง ไม่นานนิ้วก็เริ่มไล่หาเส้นต่อไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็มีผมที่เธอถอนกระจายอยู่เต็มเตียง เมื่อเธอส่องกระจกเช้าวันรุ่งขึ้น พลอยต้องแสกผมไปอีกทาง เพื่อให้ผมด้านบนคลุมหย่อมบางๆ ตรงกระหม่อมที่เธอเองก็รู้ดีว่ามาจากไหน

เธอเลื่อนนัดร้านทำผมมาสามครั้งแล้วเพราะไม่อยากให้ช่างตัดผมเห็นหย่อมผมบางกลางกระหม่อม เพื่อนชวนไปทะเลก็ไปไม่ได้เพราะกลัวลมตีผมเปิด และไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยสักคน เพราะจะอธิบายยังไงว่าทำไมถึงทำร้ายผมตัวเอง ทั้งที่ก็ไม่ได้อยากทำ

ถ้าคุณเคยอยู่ตรงนั้นแบบพลอย อยากให้รู้ก่อนเลยค่ะว่าคุณไม่ได้แปลก ไม่ได้บ้า และไม่ได้อ่อนแอ โรคดึงผม หรือ Trichotillomania เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้จริง และมีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับอาการนี้อยู่เงียบๆ เหมือนกัน

โรคดึงผมคืออะไร และต่างจากการถอนผมทั่วไปตรงไหน

โรคดึงผม หรือ Trichotillomania ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับย้ำคิดย้ำทำ มันมักถูกกล่าวถึงภายใต้กลุ่มพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ที่บุคคลกระทำต่อร่างกาย หรือ Body-Focused Repetitive Behaviours (BFRBs) ร่วมกับพฤติกรรมอื่นๆ อย่างการกัดเล็บและการแกะผิว

จุดที่ทำให้มันต่างจากการเล่นผมหรือถอนผมเล่นทั่วไปอยู่ที่รูปแบบของมันค่ะ คือคนๆ นั้นจะต้องมีการดึงผมซ้ำๆ จนผมร่วงหรือบางลงเห็นได้ชัด แม้จะพยายามควบคุมตนเองหรือพยายามหยุดหลายครั้งแล้วแต่ก็ทำไม่สำเร็จ และมันสร้างความทุกข์หรือกระทบชีวิตทั้งด้านความมั่นใจ การเข้าสังคม หรือการงาน

จุดที่ผู้ที่มีการนี้ดึงมักถูกพบได้หลายตำแหน่ง ทั้งหนังศีรษะ คิ้ว ขนตา และขนบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย หลายคนอาจมีรายละเอียดเฉพาะตัวมาก เช่น ต้องเป็นเส้นที่หยาบ เส้นที่หยิก หรือเส้นที่สัมผัสแล้วรู้สึกไม่เหมือนเส้นอื่น บางคนดึงแบบรู้ตัวเต็มที่ในจังหวะที่ความอัดอั้นใจขึ้นสูง ขณะที่อีกหลายคนอาจดึงแบบไม่รู้ตัวระหว่างอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ หรือขับรถ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนเห็นกองผมข้างๆ ตัว และในขณะเดียวก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เป็นทั้งสองแบบผสมกันค่ะ

วงจรตึง-คลาย: ทำไมยิ่งดึงยิ่งหยุดยาก

หัวใจของภาวะนี้ในหลายๆ คนคือสิ่งที่เรียกกันว่าวงจรตึง-คลายค่ะ ก่อนดึงพวกเขามักรู้สึกตึงๆ ในใจ อึดอัด หรือกระสับกระส่ายสะสมอยู่ข้างใน (คิดและกังวล) บางคนบอกว่าเหมือนมีอะไรค้างอยู่ที่ปลายนิ้ว พอได้ดึง ความรู้สึกนั้นก็คลายลงชั่วขณะ บางคนรู้สึกโล่ง บางคนรู้สึกพึงพอใจแบบบอกไม่ถูก และความโล่งชั่วขณะนี่เองที่เป็นตัวจ่ายรางวัลให้สมองจดจำว่าการดึงผมคือทางออกของความคิดกังวล วงจรจึงหมุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งนี้หลายคนมักต้องเผชิญกับความเสียใจ ผิดหวัง หรือโกรธตัวเองตามมาแทบจะทันทีที่ดึงผมออก ซึ่งความรู้สึกแย่เหล่านี้เองก็กลายเป็นความกังวลก้อนใหม่ที่รอการระบาย วงจรเลยไม่ได้หมุนแค่รอบเดียว แต่หมุนซ้อนกันเป็นเกลียว ยิ่งโทษตัวเองแรง เกลียวยิ่งแน่น นี่คือเหตุผลที่การดุตัวเองหนักๆ แทบไม่เคยเป็นทางออก และมักทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยซ้ำค่ะ

วาล์วของหม้อแรงดัน

ภาพหนึ่งที่ช่วยอธิบายวงจรนี้ได้ คือหม้อแรงดันที่มีวาล์วระบายอยู่ตัวเดียวค่ะ

เมื่อไฟของความเครียด ความอัดอั้น หรือความกระสับกระส่ายลุกอยู่ข้างใต้ แรงดันในหม้อก็สะสมขึ้นเรื่อยๆ และวาล์วตัวเดียวที่ระบบนี้รู้จักคือการดึง เปิดวาล์วทีหนึ่ง แรงดันลดวูบหนึ่ง แล้วก็สะสมใหม่ ปัญหาของการ “ห้ามใจเฉยๆ” มันเท่ากับการเอามือไปกดวาล์วไว้โดยที่ไฟข้างใต้ยังลุกเท่าเดิม แรงดันไม่ได้หายไปไหน มันแค่รอวันดันความดันให้แรงกว่าเดิม ทางออกที่ยั่งยืนจึงมีสองทางที่ต้องทำคู่กัน คือค่อยๆ หรี่ไฟข้างใต้ลง และติดตั้งวาล์วระบายทางอื่นเพิ่ม ให้ระบบมีทางออกมากกว่าหนึ่งทาง โดยไม่ต้องพึ่งวาล์วเดิมเพียงตัวเดียวอีกต่อไปค่ะ

น้ำหนักที่มองไม่เห็น: การปกปิดและความอาย

สิ่งที่คนรอบตัวมักไม่รู้ คือพลังงานมหาศาลที่ถูกใช้ไปกับการซ่อนผมที่บางลงเรื่อยๆ ค่ะ การแสกผมทรงใหม่ทุกเช้า การเลือกทรงผมจากโจทย์ว่าต้องคลุมจุดที่บางตรงไหน การเลี่ยงสระว่ายน้ำ ลมแรงๆ หรือแม้แต่มือของช่างทำผม การนั่งในมุมห้องที่แสงไม่ตกตรงจุดที่ผมบาง ทั้งหมดนี้คือภาระที่แบกอยู่ทุกวันโดยไม่มีใครเห็น

และการปกปิดผมที่บางลงทุกวันมีราคาแพงกว่าความเหนื่อยที่สูญเสียไปค่ะ เพราะนานวันเข้า ความเชื่อว่า “เรื่องนี้น่าอายเกินกว่าจะเล่าให้ใครฟัง” ก็จะยิ่งฝังแน่น ความโดดเดี่ยวก็ยิ่งมากขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วภาวะนี้พบได้มากกว่าที่คิด และคนที่เผชิญอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิต ทำงาน เรียนหนังสือ ได้ตามปกติ ความอายที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่ผลพลอยได้ของการต้องเก็บเรื่องหนึ่งไว้คนเดียวนานเกินไปค่ะ

ดึงผมแบบไหนควรพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าการดึงทำให้ผมร่วงหรือบางลงจนเห็นได้ชัด หรือคุณพยายามหยุดดึงผมด้วยตัวเองหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ยังไม่สำเร็จ หรืออาการนี้เริ่มเป็นตัวกำหนดว่าคุณอยู่ที่ไหนได้หรือไม่ได้ ใส่อะไรได้หรือไม่ได้ เจอใครได้หรือไม่ได้ นั่นคือสัญญาณว่าคุณควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตค่ะ

ข่าวดีคือภาวะนี้มีแนวทางดูแลที่มีงานวิจัยรองรับ โดยเฉพาะการฝึกนิสัยแบบย้อนกลับ หรือ Habit Reversal Training (HRT) ซึ่งมุ่งฝึกที่การรู้ตัว ระบุตัวกระตุ้น และสร้างการตอบสนองอื่นเข้ามาแทนพฤติกรรมดึงผม ส่วนเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ ควรให้แพทย์ผิวหนังช่วยประเมินหนังศีรษะ ตรวจแยกสาเหตุอื่นของผมร่วง และดูแลภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนังได้

ย้ำอีกครั้งนะคะว่า การไปพบผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือการเอาภาระที่แบกคนเดียวมานานไปวางในที่ที่มีคนช่วยแบกเป็นค่ะ และหากความทุกข์ทางใจในช่วงใดหนักเกินกว่าจะรับมือเพียงลำพัง สามารถขอคำปรึกษาจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ

การสะกดจิตบำบัดมีบทบาทอย่างไรในการดูแลโรคดึงผม

จากประสบการณ์ในการดูแลผู้รับบริการ การทำงานกับภาวะนี้ในห้องบำบัดมักเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับภาพหม้อแรงดันค่ะ ด้านหนึ่งคือการหรี่ไฟข้างใต้ ดูแลความเครียด ความกังวล และความอัดอั้นที่เป็นเชื้อเพลิงของแรงดัน อีกด้านคือการฝึกให้จับสัญญาณแรกได้ทัน อย่างจังหวะที่มือเริ่มลอยขึ้น หรือนิ้วเริ่มไล่หาเส้นผม แล้วเชื่อมจังหวะนั้นเข้ากับการตอบสนองใหม่ที่ไม่ทำร้ายเส้นผม เพื่อให้ระบบมีวาล์วมากกว่าหนึ่งตัว และอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการทำงานกับความอายและภาพของตัวเอง เพราะตราบใดที่ทุกครั้งของการเผลอดึงจบลงด้วยการตัดสินตัวเองอย่างรุนแรง เกลียวของวงจรก็จะแน่นขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ที่ NBRH เราเชื่อในหลักการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy การปรับเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบประสาทและพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพราะการคลายวงจรตึง-คลายอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการเอามือกดวาล์วไว้ด้วยความอาย แต่เกิดจากการหรี่ไฟของความเครียดที่อยู่ข้างใต้ ติดตั้งทางระบายใหม่ให้ระบบประสาทได้เลือก และวางการตัดสินตัวเองลงทีละนิด จนวันหนึ่งแรงดันในหม้อก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งวาล์วเดิมอีกต่อไป นั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าคุณสงสัยว่าพฤติกรรมกลุ่มนี้ทำงานยังไงในภาพกว้าง บทความเรื่อง เลิกกัดเล็บ เมื่อมือขึ้นมาเองโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว ชวนดูกลไกของพฤติกรรมอัตโนมัติในมุมที่เบากว่า และถ้าความอายคือส่วนที่หนักที่สุดของเรื่องนี้สำหรับคุณ บทความเรื่อง ความอับอาย (Shame) เมื่อเสียงในใจบอกว่าเราไม่ดีพอ ช่วยต่อภาพส่วนนั้นได้ค่ะ

← กลับไปหมวดนิสัยและรูปแบบพฤติกรรม
พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยการพูดคุย

หากคุณแบกเรื่องนี้ไว้คนเดียวมานาน เราพร้อมรับฟังและตอบทุกข้อสงสัยก่อนเริ่มเสมอ