การสะกดจิตช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม — และมันทำงานอย่างไรกันแน่
“รู้ว่าต้องกินน้อยลง รู้ว่าต้องออกกำลังกาย แต่ทำไมถึงทำไม่ได้สักที?”
ถ้าประโยคนั้นคุ้นเคย แปลว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวค่ะ และไม่ได้แปลว่าคุณขาดวินัยหรืออ่อนแอ มันแปลว่ามีบางอย่างในระดับที่ลึกกว่าความคิดกำลังทำงานอยู่ และยังไม่ได้รับการแก้ไขค่ะ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความรู้ แต่อยู่ที่รูปแบบที่สมองเรียนรู้มา
คนที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดความรู้ค่ะ พวกเขารู้ดีว่าอะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน รู้ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ รู้ทุกอย่าง แต่ความรู้นั้นอยู่ในจิตสำนึก ในขณะที่พฤติกรรมจริงๆ ถูกขับเคลื่อนจากจิตใต้สำนึกค่ะ
และจิตใต้สำนึกนั้นเก็บรักษาวิธีตอบสนองที่เรียนรู้มาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเอื้อมหาของหวานทุกครั้งที่เครียด การกินเยอะขึ้นเมื่อรู้สึกเหงา หรือความรู้สึกว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องทรมานที่ไม่อยากยุ่งด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นกลไกอัตโนมัติที่สมองรันซ้ำๆ โดยไม่ต้องขออนุญาตความคิดก่อนเลยค่ะ
นั่นคือเหตุผลที่ “รู้แต่ทำไม่ได้” ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณว่าจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกยังไม่ได้พูดภาษาเดียวกันค่ะ
การสะกดจิตลดน้ำหนักทำงานอย่างไร?
ก่อนอื่นต้องพูดตรงๆ ก่อนนะคะว่า การสะกดจิตไม่ได้ทำให้ไขมันละลายหายไปเองโดยไม่ต้องทำอะไร และไม่ได้สะกดให้สมองคิดว่าตัวเองผอมทั้งที่ไม่ใช่ค่ะ
สิ่งที่มันทำได้จริงคือการเข้าถึงจิตใต้สำนึกและช่วยให้สมองเรียนรู้วิธีตอบสนองต่ออาหารและพฤติกรรมการกินในแบบใหม่ เช่น ช่วยเปลี่ยนวิธีที่สมองตอบสนองต่ออาหารบางชนิดที่เคยดึงดูดใจมาก ช่วยให้บางคนรู้สึกว่าความอยากอาหารในบางสถานการณ์ลดลง เพิ่มความพึงพอใจต่อการกินอาหารที่มีประโยชน์ หรือแม้แต่ช่วยให้การเคลื่อนไหวและออกกำลังกายรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้นค่ะ
เมื่อรูปแบบในจิตใต้สำนึกเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยนตามโดยอัตโนมัติ และนั่นคือความต่างจากการพยายามฝืนใจตัวเองทุกวันค่ะ เพราะมันไม่ได้รู้สึกเหมือนการฝืน แต่รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องปกติที่อยากทำอยู่แล้ว
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Consulting and Clinical Psychology พบว่ากลุ่มที่ใช้ CBT ร่วมกับการสะกดจิตลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ CBT เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ และยังคงรักษาผลลัพธ์นั้นได้ดีกว่าในการติดตามผลระยะยาวด้วยค่ะ อย่างไรก็ตาม การสะกดจิตไม่ได้แทนที่การดูแลเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกาย แต่สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเกิดขึ้นและคงอยู่ได้ง่ายขึ้นค่ะ
แล้วเรื่องกรรมพันธุ์ล่ะ?
คนจำนวนมากอธิบายน้ำหนักตัวของตัวเองด้วยคำว่ากรรมพันธุ์ค่ะ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด พันธุกรรมมีผลต่อความเสี่ยงในการมีน้ำหนักเกินจริง แต่ในหลายกรณี สิ่งที่เราเรียนรู้จากครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการกิน การเคลื่อนไหว และการตอบสนองต่ออารมณ์ ก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมไม่แพ้กันค่ะ
และถ้ามันเป็นสิ่งที่เรียนรู้มา มันก็เป็นสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ได้เช่นกัน ใช่ไหมคะ?
แล้วควรเริ่มจากตรงไหน?
ถ้าอยากลดน้ำหนัก สิ่งแรกที่น่าลองคือการปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ในระดับจิตสำนึกก่อนค่ะ ลองดูว่าตัวเองสามารถปรับได้แค่ไหน เพราะบางคนแค่นั้นก็พอแล้ว
แต่ถ้าทำได้แป๊บเดียวแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม หรือรู้สึกว่าต้องฝืนตัวเองอย่างหนักทุกครั้ง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่ากลไกอัตโนมัติในจิตใต้สำนึกยังทำงานตามรูปแบบเดิมอยู่ค่ะ และนั่นคือจุดที่การสะกดจิตบำบัดเข้ามามีบทบาทได้จริงๆ
สิ่งที่ NBRH ทำในกระบวนการ Neuro-Behavioral Repatterning & Hypnotherapy คือการทำงานกับรูปแบบเหล่านั้นโดยตรง ไม่ใช่การบอกให้พยายามมากขึ้น แต่เป็นการช่วยให้สมองเริ่มเรียนรู้วิธีตอบสนองต่ออาหารและร่างกายในแบบที่ต่างออกไป จนการเปลี่ยนแปลงนั้นรู้สึกเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนค่ะ
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการอดทนมากขึ้น แต่เกิดจากการที่รูปแบบข้างในเปลี่ยนไปจริงๆ ค่ะ
หากอยากเข้าใจว่ากลไกจิตใต้สำนึกทำงานกับพฤติกรรมของเราอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ “การสะกดจิตคือการเรียนรู้ของจิตใต้สำนึก” และถ้าอยากรู้ว่ากระบวนการ Hypnotherapy ในห้องจริงๆ เป็นอย่างไร บทความ “Hypnotherapy คืออะไร” จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นค่ะ
เริ่มต้นด้วยการพูดคุย
หากคุณเคยลดน้ำหนักได้แป๊บเดียวแล้วกลับมาเหมือนเดิม เราพร้อมช่วยคุณเข้าใจรูปแบบที่อยู่เบื้องหลังและคลี่คลายไปด้วยกันก่อนเริ่มเสมอ